หลังจากสนทนากับสองสามีภรรยาจนเสร็จสิ้น เย่หยุนซีและแม่นางซีซวนก็เริ่มออกเดินทางไปยังแดนสังสารวัฏด้วยรถม้าสุดหรูหราซึ่งถูกลากโดยอาชาวายุระดับจักรพรรดิขั้น 3 ที่มีความเร็วไม่ต่างอะไรจากผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิขั้น 9
เมื่อวันเวลาผ่านไปราวๆ ครึ่งเดือน พวกเขาก็มาถึงเมืองแห่งหนึ่งซึ่งดูโบราณและมีเอกลักษณ์ เพราะอาคารบ้านเรือนถูกสร้างขึ้นจากหินผาเสียทุกหลัง เหล่าชาวบ้านตาดำๆอยู่ในสภาพผอมแห้งจนหนังติดกระดูก ดูแล้วช่างน่าเวทนา
"นี่คือเมืองที่ถูกขนาดนามว่า 'เมืองต้องสาป' เจ้าค่ะ" ณ ภายในรถม้า แม่นางซีซวนเอ่ยปากแนะนำ
"หืม ไฉนมันถึงมีชื่ออัปมงคลเช่นนั้น" เย่หยุนซีทอดมองไปยังด้านล่างพลางถามด้วยความสนใจ
"เรียนจอมมารน้อย เรื่องนี้ข้าเองไม่รู้ว่าจริงหรือไม่.......แต่ตามตำนานเล่าเอาไว้ว่า ในอดีตเมื่อหลายแสนปีก่อนผู้คนของเมืองแห่งนี้เคยหยิ่งผยองหาญกล้าท้าทายสองเผ่าพันธุ์ชั้นสูงอย่างเผ่าเทพและเผ่าปีศาจ"
"สุดท้ายผลลัพธ์ก็คือพวกเขาถูกตีตราแห่งความผิดบาป ทำให้ต้องเผชิญความทุกข์ทรมานหลายรูปแบบ แต่ก็มิอาจฆ่าตัวตายได้......ซ้ำร้ายตราแห่งความผิดบาปเหล่านี้ยังสืบทอดผ่านสายโลหิตส่งต่อไปถึงลูกหลานอีกต่่างหาก" ซีซวนกล่าวอธิบายตามความรู้ที่นางเคยศึกษา
"ลงมือได้โหดเหี้ยมสมกับเป็นสองเผ่าพันธุ์นั้นล่ะนะ........เห้อ ช่างเถอะๆ ถึงอย่างไรมันก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา"
"จะว่าไป ซีซวน ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า ถ้าหากพบเจอกับสหายเก่า เจ้าจะกล้าสังหารพวกมันหรือไม่?" เย่หยุนซีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจแถมยังทิ้งท้ายด้วยคำถาม
แม่นางซีซวนกำหมัดแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง "สำหรับศิษย์ของวังวิหคอมตะ ข้าไม่นับพวกมันเป็นสหายอีกต่อไป แม้แต่ตัวจ้าววังข้าก็ไม่นับมันเป็นอาจารย์"
"โอ่ว ดูเหมือนการการสูญเสียพรสวรรค์ครั้งนี้ จะทำให้เจ้าตาสว่างแล้วอย่างนั้นสินะ" บุรุษหนุ่มกล่าวพลางดื่มสุรา
คนงามพลันพยักหน้า "ใช่แล้วเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าสูญเสียพรสวรรค์ไป ท่าทีของวังวิหคอมตะพลิกจากหน้ามือเป็นฝ่าเท้าราวกับไม่ใช่ขุมกำลังที่ข้าเคยรู้จัก พวกมันบีบบังคับให้ท่านพ่อสละตำแหน่งเจ้าเมือง แถมยังคิดที่จะเอาตัวข้าไปเป็นแม่พันธุ์เพื่อให้กำเนิดเด็กที่มีพรสวรรค์ออกมา"
"เหอะๆ พวกมันคิดจะใช้เจ้าจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเลยสินะ" เย่หยุนซีเอ่ยปากกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สิ่งที่วังวิหคอมตะคิดจะทำแต่ล่ะอย่างช่างชั่วช้าเสียจริงๆ บางทีอาจจะชั่วช้ายิ่งกว่าขุมกำลังฝ่ายอธรรมบางขุมกำลังเสียด้วยซ้ำไป
"กรอด!"
"หากข้ามีความแข็งแกร่งเพียงพอเมื่อไร ข้าจะทำลายพวกมันให้สิ้นซากด้วยเช่นกัน" แม่นางซีซวนปฏิญาณตนเสียงสั่น ดวงเนตรคู่งามเต็มไปด้วยความโกรธแค้นสุดขีด ราวกับประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตหวนกลับคืนมาอีกครั้ง
เย่หยุนซียังคงเผยรอยยิ้มบาง "มันย่อมมีวันนั้นแน่ ถ้าหากเจ้ายังคงติดตามจอมมารน้อยผู้นี้............เอ้า นี่! โอสถเสริมปราณระดับเซียน เจ้าจงดูซับมันในระหว่างที่กำลังว่างอยู่ซะ"
"ขะ ขอบพระคุณท่านจอมมารน้อยเจ้าค่ะ" โฉมสะคราญเอื้อมมือเข้าไปรับโอสถด้วยความยินดี จากนั้นรีบกลืนและทำการบ่มเพาะพลังตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
ส่วนทางฝั่งเย่หยุนซี หลังจากที่เขาให้โอสถกับผู้ติดตามคนใหม่แล้ว เขาก็ชักนำตัวเองเข้าสู่ห้วงทะเลจิตวิญญาณ ก่อนจะนั่งลงบริเวณด้านหน้าหอคอยหยินหยาง จากนั้นเริ่มโคจรทักษะจิตเทวะดาราในทันที
'อึก! ทักษะบ่มเพาะพลังจิตทักษะนี้ คือการหลอมสร้างและบีบอัดพลังทางจิตวิญญาณจนทำให้มันกลายเป็นดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ ฝู่! ไม่ง่าย ไม่ง่ายเลยจริงๆ' บุรุษหนุ่มบ่มพึมพำ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังโคจรพลังต่อไปอย่างไม่ลดละความพยาม
จนกระทั่งเวลา 1 เดือนครึ่งผันผ่าน ชายนุ่มก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับแก่นพลังงานสีทองขนาดเล็กที่ปรากฏขึ้นมา ซึ่งมันเป็นหลักฐานบ่งบอกว่าเขาได้บรรลุขั้นแรกของทักษะจิตดาราแล้วในตอนนี้
{ยินดีกับนายท่านที่กลายเป็นผู้ฝึกตนจิตวิญญาณเสียที ของขวัญแรกเริ่ม ทักษะโจมตีจิตวิญญาณ โอสถเสริมวิญญาณระดับเซียน 3 เม็ด}
'โอ้ ได้ขอบรางวัลเหมือนกับการยกระดับขอบเขตพลังปราณและพลังกายเลยสินะ แบบนี้ค่อยรู้สึกมีแรงจูงใจในการฝึกขึ้นมาหน่อย ฮ่าๆ' เย่หยุนซีหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของแม่นางซีซวนก็พลันดังขึ้น ทำให้เขาต้องดึงสติกลับมา
"เรียนท่านจอมมารน้อย พวกเราใกล้จะถึงหน้าประตูเมืองสังสารวัฏแล้วนะเจ้าคะ"
"อ่า ถ้างั้นเจ้าสวมหน้ากากชิ้นนี้เอาไว้ และนับจากนี้ไปจงใช้เพียงจิตอสูรวิหคอัสนีเท่านั้น เพราะข้ายังไม่อยากให้พวกวังวิหคอมตะล่วงรู้ถึงการหวนคืนพรสวรรค์ของเจ้า" เย่หยุนซีกล่าวพลางยื่นหน้ากากเร้นสวรรค์ให้โฉมสะคราญ
"รับทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านจอมมาร" ซีซวนรีบสวมใส่มัน จากนั้นเปลี่ยนโฉมตนเองกลายเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดาๆไม่ได้โดดเด่นอะไร แม้แต่กลิ่นอายพลังก็ยังกลายเป็นระดับจักรพรรดิขั้น 5 จากเดิมที่บรรลุระดับมหาจักรพรรดิเพราะเม็ดยาของผู้เป็นนาย
"อืมๆรูปลักษณ์นี้นับว่าใช้ได้" เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ ก่อนที่เขาและซีซวนจะเลือกเดินเท้าเข้าไปในเมืองแทนการใช้รถม้า เนื่องจากทั้งสองอยากจะใช้เวลาที่เหลือหาข้อมูลข่าวสารผ่านเหล่าผู้ฝึกตนทั่วๆไป