พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 30 เงามังกร

    ลมเย็นจากโพรงกระดูกพัดขึ้นมาไม่ขาดสาย

    มิใช่ลมธรรมดา
    หากเป็นลมที่แฝงกลิ่นอายเก่าแก่ลึกหนัก
    เย็นจนไม่เพียงปะทะผิวหนัง
    แต่คล้ายซึมผ่านอาภรณ์เข้าไปแตะถึงกระดูกด้านใน

    ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา

    ทุกสายตาจับอยู่ที่โพรงมืดใต้ซี่โครงสัตว์เทวะ
    จับอยู่ที่แท่นหินด้านใน
    และจับอยู่ที่วัตถุสีดำชิ้นนั้นซึ่งปักคาอยู่เหนือแท่นราวกับหมุดเหล็กจากยุคโบราณ

    มันยังคงมืดด้าน
    ยังคงไร้ประกาย
    หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนจำนวนมากอาจคิดว่าเป็นเพียงเศษเหล็กหรือท่อนอาวุธที่หักค้างอยู่
    แต่บรรยากาศรอบตัวมันกลับหนักจนกดลมหายใจของทุกคนให้ฝืดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    อี้ซินยืนอยู่หน้าสุด
    หยกดาราในร่างอุ่นจัด
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นกระแทกอยู่ใต้ซี่โครง
    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นเฉียบจนเกือบปวดกระดูก

    สามสิ่งในกายเขาไม่เคยตอบรับพร้อมกันรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

    หนิงเยว่อิงมองโพรงนั้นนิ่ง
    แพขนตายาวทอดเงาบางลงบนพวงแก้มขาวซีด
    ริมฝีปากบางสีระเรื่อจากโลหิตค่อยเม้มแน่นขึ้นทีละน้อย

    ยามนางเงยหน้าขึ้นอีกครา
    ดวงตาคู่งามลึกดุจน้ำแข็งพันปีก็ยิ่งเย็นกว่าเดิม


    “มีเจตจำนงค้างอยู่ข้างใน” นางกล่าว


    สือเหยียนหรี่ตา


    “ของสัตว์เทวะตนนั้น?”

    “หรือของผู้ผนึกมันไว้” หนิงเยว่อิงตอบ “ยังบอกไม่ได้”


    จ้าวคุนซึ่งเพิ่งยืนทรงตัวได้อีกครั้ง กดอกหายใจหนัก
    แต่ดวงตากลับยังไม่ถอนจากวัตถุสีดำนั้นแม้แต่น้อย


    “ต่อให้มีเจตจำนง” มันกล่าวลอดไรฟัน “หากของชิ้นนั้นอยู่ข้างในจริง ย่อมต้องมีคนลงไปเอา”


    โจวเหอได้ยินดังนั้นก็รีบเสริมในทันที แม้น้ำเสียงยังสั่นจากความหวาดเมื่อครู่


    “ถูกต้อง! มาถึงเพียงนี้แล้วจะให้ยืนดูหรือ”


    หลินเซวียนหันไปมองมันแล้วแค่นหัวเราะในลำคอ


    “เมื่อครู่ผู้ใดกันที่แทบกลิ้งหนีลงจากลาน” เขาว่า “ปากเจ้ายามนี้กลับแข็งดีนัก”


    โจวเหอหน้าแดงวาบ
    อยากสวนแต่กลับนึกถึงภาพตนเองที่ร้องลั่นกลางลาน จึงได้แต่กัดฟันเงียบ

    อี้ซินมิได้สนใจบทปากของคนทั้งสอง
    สายตาของเขายังคงจับอยู่ในโพรงมืดนั้น

    ดวงตาสีทองหม่นคู่นั้นยังไม่ปรากฏอีก
    แต่ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดลงบนจิตใจทุกคนกลับยังอยู่ครบถ้วน

    เขาก้มมองพื้นรอบโพรงช้า ๆ

    เศษซี่โครงที่ยกตัวขึ้นเมื่อครู่ค่อย ๆ หยุดนิ่งแล้ว
    แต่อักขระสีดำไหม้เกรียมบนกระดูกกลับยังคงมีแสงแดงหม่นแทรกอยู่ใต้ผิวเป็นระยะ
    คล้ายหัวใจเก่าที่ดับไม่สนิท


    “อย่าลงไปพร้อมกัน” หนิงเยว่อิงกล่าวอีกครา “หากเจตจำนงด้านล่างตอบสนองจริง คนมากเกินไปจะยิ่งเร่งให้มันตื่น”


    เยี่ยซูซินพยักหน้าเห็นด้วยทันที


    “ถูกต้อง พลังปราณปะปนมากเกินไป ยิ่งทำให้ค่ายกลโบราณปั่นป่วนง่าย”

    หานหลงก้มมองโพรงลึกนั้นอย่างไม่ปิดบังความลังเล


    “เช่นนั้น...ใครจะลง”


    จ้าวคุนตอบแทบจะในทันที


    “ข้าลง”


    อี้ซินหันไปมองมันช้า ๆ


    “เจ้าหรือ”


    น้ำเสียงเขาเรียบยิ่ง
    แต่คำเพียงสองคำนี้กลับกดให้จ้าวคุนรู้สึกคล้ายถูกดูแคลนอย่างชัดเจน

    โทสะจึงปะทุขึ้นในอกมันทันที


    “เจ้าอย่าคิดว่า—”


    คำพูดยังไม่ทันจบ
    พื้นหินริมโพรงด้านขวาก็พลันสั่นวูบ


    แกรก...


    แขนกระดูกสีดำท่อนหนึ่งค่อย ๆ ดันตัวขึ้นจากรอยแตกอีกครั้ง

    ทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน
    แต่คราวนี้มันหาได้พุ่งเข้าโจมตีไม่
    เพียงโผล่ขึ้นมาช้า ๆ จนสุดข้อศอก
    จากนั้นปลายนิ้วทั้งห้าก็กระตุกเป็นจังหวะเหมือนสิ่งมีชีวิตใกล้ตาย

    แล้วมันก็ชี้ลงไปในโพรง

    ปลายนิ้วกระดูกชี้ตรงไปยังแท่นหินด้านใน
    ชี้ไปยังวัตถุสีดำบนแท่น
    ก่อนข้อมือจะหักค้างแล้วร่วงพังลงกลับสู่รอยแยกอย่างไร้เสียง

    ความเงียบถาโถมลงมาอีกรอบ

    โจวเหอถึงกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว
    หลินเซวียนลอบสูดลมหายใจแรง
    แม้กระทั่งสือเหยียนเองยังมีแววเคร่งขึ้นอีกชั้น

    เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นไม่เหมือนค่ายกลตอบสนองอัตโนมัติ
    หากคล้าย “บางอย่าง” กำลังชี้ทางให้พวกเขา

    หรือบางที...กำลังล่อพวกเขาลงไป

    อี้ซินกวาดตามองคนทั้งกลุ่มอีกครา
    ก่อนกล่าวชัดเจน

    “ข้าลงไป”

    จ้าวคุนดวงตาเย็นวาบทันที
    “เจ้าคิดว่าของทุกชิ้นต้องเป็นของเจ้าหรือ”

    อี้ซินตอบโดยไม่ลังเล
    “อย่างน้อยข้ากล้าลงไปก่อนเจ้า”

    คำพูดนั้นแทงเข้าอกจ้าวคุนตรง ๆ
    จนมันแทบหลุดพุ่งเข้ามาในครานั้น

    แต่หนิงเยว่อิงกลับเอ่ยขึ้นพอดี

    “เจ้าลงคนเดียวไม่ได้”

    อี้ซินหันมองนาง

    หนิงเยว่อิงสบตาเขาตรง ๆ
    ดวงตาเย็นลึกคู่นั้นนิ่งอย่างยิ่ง
    ความงามของนางในยามจริงจังเช่นนี้กลับยิ่งสูงส่งจับใจนัก
    งามจนคนยากละสายตา
    แต่เย็นจนไม่กล้าแตะต้องแม้เพียงความคิด

    “โพรงด้านล่างมีแรงกดเจตจำนง” นางกล่าว “หากเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น ผู้ที่อยู่ด้านบนต้องมีคนรับมือทันที”
    “และหากเจ้าแตะวัตถุนั้นแล้วเกิดค่ายกลย้อนขึ้นมา ข้าจะเป็นคนช่วยตัดมันให้”

    ประโยคนั้นสั้น
    หนัก
    และบอกชัดว่านางตั้งใจลงไปกับเขา

    จ้าวคุนหน้าแข็งขึ้นทันที
    ความริษยาในอกพลันปะทุแรงกว่าเดิมอีกหลายส่วน

    แม้แต่สือเหยียนยังเหลือบมองหนิงเยว่อิงแวบหนึ่ง
    แววตาเข้าใจสิ่งหนึ่งอยู่เงียบ ๆ
    เพราะคนอย่างนางหาใช่สตรีที่จะเสนอตัวร่วมเสี่ยงอันตรายกับผู้ใดง่าย ๆ

    อี้ซินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
    จากนั้นจึงพยักหน้าเบา ๆ

    “ดี”

    จ้าวคุนแทบกัดฟันหักคาปาก
    แต่มิทันได้กล่าวตัดสินใด สือเหยียนก็เอ่ยขึ้นก่อน

    “ข้ากับหานหลงอยู่ด้านบน”
    “หลินเซวียนช่วยระวังด้านหลัง”
    “เยี่ยซูซินเฝ้าแผลและคอยสังเกตค่ายกล”
    “ส่วนเจ้ากับโจวเหอ...” เขาหันไปทางจ้าวคุน “ถ้าอยากลงมือตอนนี้ก็พูดมาตรง ๆ จะได้ไม่ต้องคอยระแวงกันไปตลอด”

    จ้าวคุนจ้องเขานิ่ง
    ก่อนแค่นหัวเราะเย็น

    “ข้ายังไม่โง่พอจะหักหลังพวกเจ้าตอนทุกคนยืนอยู่พร้อมหน้า”

    คำตอบนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ใดวางใจ
    แต่ก็เพียงพอให้เรื่องไม่แตกในยามนี้

    อี้ซินจึงก้าวไปที่ขอบโพรง

    ลึกลงไปมิใช่เหวดิ่ง
    แต่เป็นทางลาดแคบที่ซ่อนอยู่ใต้แนวซี่โครง
    พอให้คนหนึ่งเลื้อยลง อีกคนตามหลังไปได้อย่างระวัง

    กลิ่นอายเก่าแก่เบื้องล่างชัดขึ้นอีกส่วน
    ลมเย็นที่พัดขึ้นมามิได้มีเพียงกลิ่นหินและกระดูก
    แต่แฝงกลิ่นโลหิตเก่าซึ่งจางมากจนแทบจับไม่ได้

    อี้ซินก้มลง
    ปลายนิ้วแตะกระดูกซี่ที่หักค้างอยู่ข้างทางลาดเบา ๆ

    ทันทีที่สัมผัส
    หยกดาราในร่างพลันอุ่นวาบ
    และภาพหนึ่งก็วาบผ่านจิตเขาในเสี้ยวพริบตา

    ท้องฟ้าสีโลหิต
    เงามังกรยักษ์บิดตัวกลางเปลวเพลิง
    โซ่แสงหลายสายพาดรัดลำคอและปีกของมัน
    เสียงคำรามที่ไม่มีเสียงจริงกลับสะเทือนเข้าไปถึงหัวใจผู้ฟัง

    ภาพนั้นหายไปทันที

    อี้ซินหรี่ตา
    ไม่เอ่ยสิ่งที่เห็นออกมา

    หนิงเยว่อิงซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเพียงครึ่งก้าวกลับเอ่ยแผ่ว

    “เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่”

    อี้ซินหันมองนางเร็วหนึ่งจังหวะ

    นางมิได้อธิบาย
    แต่แววตาเย็นคู่นั้นบอกพอแล้วว่า นางเองก็สัมผัสถึงสิ่งเดียวกัน

    อี้ซินจึงกล่าวเพียงว่า
    “ข้าลงก่อน”

    พูดจบ เขาก็เลื่อนตัวลงไปตามทางลาดใต้ซี่โครงทันที

    หนิงเยว่อิงตามลงมาแทบพร้อมกัน
    ชายแขนเสื้อของนางเฉียดข้างแก้มเขาเบา ๆ ขณะก้มผ่านซี่กระดูก
    กลิ่นหอมเย็นจาง ๆ จากกายของนางพลันแทรกอยู่ในกลิ่นหินกับโลหิตเก่าของโพรงนี้
    เป็นกลิ่นที่ไม่ควรเข้ากัน แต่กลับทำให้ความมืดรอบตัวดูชัดขึ้นอย่างประหลาด

    ด้านบน
    สือเหยียนกับหานหลงตั้งหลักเฝ้าปากโพรง
    เยี่ยซูซินรีบขยับไปใกล้ซากกระดูกเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของอักขระผนึก
    จ้าวคุนยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ดวงตาจับอยู่กับด้านล่างอย่างไม่ละแม้เสี้ยว
    ส่วนโจวเหอเองแม้กลัว แต่ก็ยังไม่กล้าละสายตาไปไหนเช่นกัน

    ทางลาดใต้ซี่โครงแคบและชันกว่าที่เห็นจากด้านบน
    อี้ซินต้องใช้มือหนึ่งเกาะแนวกระดูก อีกมือค้ำพื้นหินชื้นหม่นไปตลอดทาง
    กระดูกบางส่วนเย็นจัด
    บางส่วนกลับอุ่นแผ่วราวยังเหลือความร้อนบางอย่างฝังลึกอยู่ภายใน

    ยิ่งลงต่ำ
    แรงกดยิ่งหนัก

    แต่ความรู้สึกจากหยกดาราก็ยิ่งชัดขึ้น
    จนแทบเหมือนกำลังนำทางเขาอย่างเงียบ ๆ

    ผ่านลงไปเพียงไม่กี่จั้ง
    พื้นที่เบื้องล่างก็เปิดกว้างขึ้น

    มันเป็นโพรงวงกลมขนาดไม่ใหญ่นัก
    เพดานต่ำกว่าด้านบนมาก
    ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยอักขระโบราณสีดำไหม้เกรียม
    ตรงกลางคือแท่นหินกลมที่พวกเขามองเห็นจากด้านบน

    วัตถุสีดำยังปักคาอยู่บนแท่นนั้นนิ่งสนิท

    ครั้นลงมาใกล้
    อี้ซินจึงเห็นชัดว่ามันมิใช่เพียงแท่งโลหะ
    หากเป็น “ชิ้นส่วนอาวุธ”

    ส่วนที่โผล่พ้นฐานหินขึ้นมาราวครึ่งศอกนั้นกว้าง หนา และหนัก
    ผิวดำด้านราวกลืนแสง
    ขอบด้านหนึ่งมีคมแตกบิ่น
    อีกด้านหนาทึบประหนึ่งสันเขา

    แม้มองเห็นเพียงส่วนเดียว
    แต่ผู้ใดก็ต้องรู้ว่า เมื่อตัวเต็มของมันสมบูรณ์ย่อมไม่ใช่ดาบบางหรือกระบี่หรูงามแน่
    หากเป็นอาวุธหนักอำมหิตที่สร้างมาเพื่อทุบ ผ่า และกดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า

    เพียงชิ้นส่วนเล็กนี้
    กลิ่นอายดุดันก็ยังหนักหน่วงจนหายใจฝืด

    หนิงเยว่อิงลงมายืนข้างเขาอีกครา
    นางมองอาวุธชิ้นนั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
    แล้วกล่าวเบา ๆ

    “ไม่ใช่เศษเหล็กแน่”

    “เจ้ารู้อะไรมากกว่านี้หรือไม่” อี้ซินถาม

    หนิงเยว่อิงเงียบไปนิด
    ก่อนตอบเพียงเท่าที่จำเป็น

    “มันไม่ควรถูกผนึกอยู่กับซากสัตว์เทวะ”
    “ของที่ผูกกับกระดูกสัตว์ระดับนี้ได้ ย่อมไม่ใช่ของต่ำ”

    อี้ซินไม่ถามซ้ำว่า “ระดับใด”
    เพราะแม้ไม่รู้นางปิดบังอะไร
    แต่เขาก็รู้ว่า ถึงถามตอนนี้ นางก็ไม่ตอบทั้งหมดเช่นกัน

    เขาจึงก้าวเข้าใกล้แท่นหินอีกสองก้าว

    ครั้นเหลือระยะเพียงคืบเดียว
    เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในโพรง

    ไม่ใช่เสียงจากพื้น
    ไม่ใช่เสียงจากค่ายกล
    แต่เป็นเสียงต่ำลึกแหบพร่าราวหินเก่าครูดกันมานับหมื่นปี

    “เลือด...”

    คำเพียงคำเดียว
    แต่ทำให้ทั้งโพรงเย็นวาบพร้อมกัน

    อี้ซินกับหนิงเยว่อิงหยุดนิ่งในคราวเดียว
    สายตาทั้งคู่กวาดหาแหล่งที่มาทันที

    เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
    ช้ากว่าเดิม หนักกว่าเดิม

    “ผู้ใด...แตะต้อง...กระดูกข้า...”

    ครานี้ไม่ต้องหาอีกแล้ว

    เพราะดวงตาสีทองหม่นคู่หนึ่งพลันลุกวาบขึ้นจากเงามืดด้านหลังแท่นหิน

    มันมิใช่สิ่งมีชีวิตเต็มร่าง
    มิใช่ร่างผี
    มิใช่เงาแน่นอน

    แต่เป็น “เจตจำนง” ที่ยังคงรูปบางส่วนอยู่

    ในความมืดนั้น เงาร่างขนาดใหญ่คล้ายมังกรค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย
    มีเพียงส่วนหัว ลำคอ และปีกครึ่งหนึ่ง
    ส่วนอื่นล้วนเป็นเพียงเงาระลอกควันสีดำทองสลับกัน

    แม้ไม่สมบูรณ์
    แต่แรงกดจากมันกลับหนักหน่วงจนผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปอาจทรุดเข่าทันทีที่เผชิญ

    อี้ซินรู้สึกได้ชัดว่าโลหิตในอกพลันสั่น
    ชีพจรหลายเส้นปั่นป่วน
    แต่หยกดารากลับอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วจนกดทุกอย่างให้ไม่ล่ม

    หนิงเยว่อิงเองสีหน้าซีดลงหนึ่งส่วน
    แต่ท่าทางยังตั้งตรง
    ดวงตาเย็นลึกจ้องเงามังกรนั้นไม่กะพริบ

    “เจตจำนงของสัตว์เทวะ...” นางพึมพำ

    เงามังกรสีดำทองหันหน้ามาทางทั้งสอง
    ดวงตาทองหม่นลึกเย็นจ้องตรงมาที่อี้ซินเป็นหลัก

    “หยก...”
    “กลิ่นอาย...ของหยก...ดารา...”

    คำพูดช้า หนัก และขาดช่วง
    แต่เพียงเท่านี้ ดวงตาของอี้ซินก็หดเล็กลงทันที

    มันรับรู้หยกดาราได้

    ยังไม่ทันที่เขาจะคิดต่อ
    เงามังกรกลับขยับอีกครั้ง

    “และ...”
    “สิ่งนั้น...ในอกเจ้า...”

    คราวนี้สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกอี้ซินเต้นแรงจนแทบสะเทือนไปทั้งตัว
    หนิงเยว่อิงพลันหันมองเขาอย่างเร็ว
    แม้จะไม่รู้ว่าเจตจำนงนี้หมายถึงอะไร
    แต่นางย่อมได้ยินชัดว่า สิ่งที่อยู่ในตัวอี้ซิน ไม่ธรรมดาแน่

    อี้ซินไม่ตอบคำใด
    เพียงยืนมั่น ดวงตาเย็นสนิทกว่าเดิม

    เจตจำนงเช่นนี้
    ต่อให้ชักดาบสู้ไม่ได้
    แต่ก็ใช่ว่าจะเผยไพ่ลับให้มันเห็นหมดโดยง่าย

    เงามังกรจ้องเขาอยู่อีกอึดใจ
    จากนั้นสายตาจึงเลื่อนไปยังหนิงเยว่อิง

    “สายโลหิต...น้ำแข็ง...”
    “เจ้ายังไม่ถึง...แต่พอแตะขอบ...”

    หนิงเยว่อิงนิ่งงันไปเสี้ยวหนึ่งเป็นครั้งแรก
    เพราะถ้อยคำนี้แทงเข้าตรงสิ่งที่นางปิดซ่อนไว้ในร่างโดยตรง

    ทว่านางก็คืนสู่ความนิ่งอย่างรวดเร็ว
    หาได้เผยความแตกตื่นออกแม้ครึ่งเสี้ยว

    เงามังกรมิได้สนใจสีหน้าของทั้งคู่มากนัก
    มันลดสายตาลงสู่แท่นหินเบื้องหน้า
    สู่ชิ้นส่วนอาวุธสีดำที่ปักคาอยู่

    เสียงของมันต่ำลึกกว่าเดิม
    แต่ชัดขึ้นอย่างประหลาด

    “หากอยากแตะต้องมัน...”
    “จงรับคำถามข้า”

    อี้ซินกล่าวทันที
    “ถาม”

    เงามังกรจึงยกหัวสูงขึ้นเล็กน้อย
    ดวงตาทองหม่นสองข้างลุกวาบ

    “อาวุธ...” มันเอ่ย “สำหรับผู้ใด”

    คำถามนั้นทำให้ทั้งโพรงนิ่งลงอีกครั้ง

    อี้ซินไม่รีบตอบ
    เขามองชิ้นส่วนอาวุธสีดำบนแท่น
    มองรอยผนึกบนกระดูกรอบโพรง
    มองดวงตาของเจตจำนงสัตว์เทวะตรงหน้า

    แล้วจึงตอบช้า ๆ แต่หนักแน่น

    “อาวุธ สำหรับผู้ที่ยกมันขึ้นได้”
    “ถือมันได้”
    “และใช้มันกดศัตรูให้สิ้นสภาพด้วยมือตนเอง”

    ไม่มีคำสวย
    ไม่มีคำสูงส่งอ้อมค้อม

    เป็นคำตอบตรงดุจหมัด

    หนิงเยว่อิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
    ดวงตางามเย็นคู่นั้นไหววูบน้อยยิ่ง

    เงามังกรเองก็นิ่งไปชั่วครู่
    ก่อนเสียงหัวเราะต่ำครืดคล้ายหินเสียดกันจะดังขึ้นแผ่ว ๆ

    “ดี...”
    “ไม่พูดเพ้อ...เรื่องปกป้องฟ้า...ปกป้องแผ่นดิน...ดังพวกหน้าเน่าในอดีต...”

    อี้ซินยืนเงียบ
    หนิงเยว่อิงเองก็มิได้เอ่ยสิ่งใด

    เจตจำนงนั้นจึงกล่าวต่อ

    “ยื่นมือ...”
    “แตะด้ามมัน...”

    คำสั่งนั้นเรียบง่าย
    แต่น้ำหนักของมันกลับทำให้ทั้งโพรงเย็นลงอีกครา

    อี้ซินมองชิ้นส่วนอาวุธสีดำตรงหน้า
    ในอก หยกดาราอุ่นวาบ
    สิ่งคล้ายไข่เต้นหนัก
    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นจัด

    ทุกอย่างพร้อมกันในชั่วลมหายใจเดียว

    เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือออกไป

    และในจังหวะที่ปลายนิ้วของเขาใกล้จะแตะ “ชิ้นส่วนอาวุธสีดำ” นั้น
    แสงในดวงตาของเจตจำนงสัตว์เทวะก็พลันลุกแรงขึ้นทันที

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน