ความเงียบที่เข้าปกคลุมห้องนี้มีความรู้สึกหนักอึ้งและเย็นเยียบยิ่งกว่าความหนาวเหน็บใดๆที่เคยพัดผ่านเมืองชากังราว
คำอินทร์ยังคงนั่งนิ่ง มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สมองของเขาพยายามจะประมวลผลความจริงอันน่าตกตะลึงที่เพิ่งได้รับฟัง
พระบิดาที่เขาไม่เคยพบหน้าได้จากไปแล้วและบัดนี้พี่น้องต่างมารดาของเขา บุรุษที่เขาไม่เคยรู้จัก ก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่
เจ้าพระยาเพชรพิไชยในฐานะขุนนางผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เป็นผู้ที่ได้สติกลับคืนมาก่อน ท่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความรู้สึกตื่นตระหนกและเศร้าโศก แล้วเอ่ยถามออกญาศรีธรรมาธิราชด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะสงบนิ่งที่สุด
“ท่านออกญา...การสวรรคตของสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวนับเป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงที่สุดของแผ่นดินเรา...แต่การที่กรมขุนพรพินิตผู้เป็นพระอนุชาได้สืบราชสมบัติต่อ...แทนที่จะเป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรีผู้เป็นพระเชษฐาที่เป็นโอรสองค์โต นับเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินัก ข้าพอจะขอให้ท่านช่วยขยายความถึงสถานการณ์ในกรุงเก่าให้พวกเราได้รับฟังโดยละเอียดได้หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจและเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างถูกต้อง”
ออกญาศรีธรรมาธิราชพยักหน้ารับช้าๆ ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าราวกับว่าเพียงแค่การนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นก็สูบพลังชีวิตของท่านไปจนเกือบหมดสิ้น
ท่านรินน้ำชาใส่จอก ยกขึ้นจิบเพื่อดับความแห้งผากในลำคอแล้วจึงเริ่มเล่าขานถึงเรื่องราวเบื้องหลังราชบัลลังก์ที่กำลังสั่นคลอน
“เรื่องราวทั้งหมด...เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระวรกายของพระองค์เริ่มอ่อนแอลงตามกาลเวลา
พระอาการประชวรด้วยโรคชราทำให้พระองค์มิอาจออกว่าราชการได้ดังเดิม อำนาจในการบริหารบ้านเมืองส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือของเหล่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และในช่วงเวลานั้นเอง ที่เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างรู้ดีว่าการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกำลังจะมาถึงในไม่ช้า
และเมื่อนั้น...ทุกสายตาก็จับจ้องไปยังพระราชโอรสสองพระองค์ที่ยังคงเหลืออยู่ ผู้ที่จะเป็นองค์รัชทายาทสืบต่อไป
พระองค์แรกคือเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี หรือที่รู้จักกันในพระนาม "เจ้าฟ้าเอกทัศน์" ในฐานะพระราชโอรสองค์โตตามโบราณราชประเพณีแล้ว พระองค์คือผู้ที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์โดยชอบธรรมที่สุด แต่....”
ออกญาศรีธรรมาธิราชถอนหายใจ “พระองค์ทรงมีพระอุปนิสัยที่ไม่สนพระทัยในราชการบ้านเมืองนัก ทรงโปรดแต่ความสำราญส่วนพระองค์ อีกทั้งพระวรกายของพระองค์ยังมีโรคผิวหนังประหลาดที่รักษาไม่หายขาด ทำให้เหล่าขุนนางจำนวนมากรวมถึงสมเด็จพระบรมชนกนาถเอง ต่างก็ทรงกังวลว่าหากพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ จะทรงสามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งของบ้านเมืองในยามศึกสงครามเช่นนี้ได้หรือไม่”
“ส่วนพระองค์ที่สองคือเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตหรือ "สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร" ในปัจจุบัน พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์รองแต่กลับมีพระปรีชาสามารถที่โดดเด่นในทุกด้านทรงเฉลียวฉลาด ใฝ่พระทัยในการศึกษาและที่สำคัญที่สุด ทรงมีพระปรีชาสามารถทางการทหารเป็นเลิศ เคยคุมทัพออกศึกและได้รับชัยชนะมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ทรงเป็นที่รักใคร่และยอมรับนับถือของเหล่าทหารและขุนนางฝ่ายกลาโหมเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทรงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระบรมชนกนาถเหนือกว่าพระราชโอรสองค์อื่นๆ ทั้งหมด”
ความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินของเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นี้เองที่ได้สร้างรอยร้าวและความแตกแยกขึ้นในหมู่ขุนนาง ฝ่ายหนึ่งยึดมั่นในราชประเพณีดั้งเดิมที่ต้องมอบบัลลังก์ให้แก่พระโอรสองค์โต แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายที่ใหญ่กว่าและมีอำนาจมากกว่า กลับมองว่าความอยู่รอดของบ้านเมืองนั้น สำคัญยิ่งกว่าจารีตประเพณีใดๆ
ขณะที่ออกญาศรีธรรมาธิราชกำลังเล่า คำอินทร์ก็รับฟังอย่างเงียบงันแต่ในใจของเขานั้นปั่นป่วนอย่างยิ่ง เขาได้ยินเรื่องราวของ "ครอบครัว" ที่เขาไม่เคยรู้จัก เรื่องราวของเหล่าอาที่แย่งชิงอำนาจกัน มันเป็นเรื่องที่ดูห่างไกล แต่เขากลับรู้สึกผูกพันกับมันอย่างน่าประหลาด แก่นอาคมแผ่นดินในกายเขาสั่นสะเทือนเบาๆราวกับจะรับรู้ได้ถึงความไม่มั่นคงของสายเลือดราชันย์แห่งแผ่นดินนี้
ออกญาศรีธรรมาธิราชเล่าต่อไป
“จนกระทั่งในวาระสุดท้าย ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกำลังจะสวรรคต พระองค์ได้มีพระราชโองการเรียกประชุมเหล่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมด ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์”
“ข้าเองก็อยู่ในที่นั้นด้วย” ท่านออกญากล่าว “ภาพในวันนั้นยังคงติดตาข้ามาจนถึงทุกวันนี้”
บนพระแท่นบรรทม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงมีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรง แต่พระเนตรของพระองค์กลับยังคงส่องประกายแห่งความเป็นราชันย์อย่างสมบูรณ์ พระองค์ได้ทอดพระเนตรไปยังเหล่าขุนนางที่จงรักภักดี แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงที่แหบพร่าแต่เด็ดขาด เป็นพระราชประสงค์สุดท้าย...
พระองค์ทรงกล่าวว่าบ้านเมืองในยามนี้กำลังเผชิญกับภัยสงครามที่ใหญ่หลวง พม่ากำลังรุกรานอย่างหนัก บัลลังก์แห่งอยุธยาต้องการผู้ที่มีความเข้มแข็ง มีสติปัญญาและมีความสามารถทางการทหาร เพื่อที่จะนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากวิกฤตินี้ไปได้
ดังนั้นเพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน พระองค์จึงขอตัดพระทัย ข้ามผ่านราชประเพณี แล้วมอบราชสมบัติให้แก่กรมขุนพรพินิตแต่เพียงผู้เดียว
สิ้นพระราชดำรัสนั้นเหล่าเสนาบดีทั้งหมดรวมถึงเจ้าพระยากลาโหมและเจ้าพระยานายก ต่างก็คุกเข่าลงก้มกราบ รับสนองพระบรมราชโองการนั้นโดยพร้อมเพรียง
จากนั้นกรมขุนอนุรักษ์มนตรีหรือเจ้าฟ้าเอกทัศน์ก็ได้ถูกเรียกตัวให้เข้ามาเฝ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงทราบถึงพระราชประสงค์ของพระบิดาก็ทรงแสดงความพิโรธและโทมนัสอย่างยิ่ง แต่เมื่อทรงเห็นว่าเหล่าเสนาบดีทั้งหมดต่างเข้าข้างพระอนุชา พระองค์ก็ทรงตระหนักว่ามิอาจทำสิ่งใดได้ เหล่าขุนนางจึงได้ทูลเชิญให้พระองค์เสด็จออกผนวช ณ วัดละมุด เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองที่อาจจะนองเลือด ซึ่งพระองค์ก็จำต้องยอมทำตามแม้จะไม่เต็มพระทัยก็ตาม
หลังจากนั้นไม่นาน...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ได้เสด็จสวรรคตลงอย่างสงบ
กรมขุนพรพินิตจึงได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร
“เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงด้วยดี เราได้กษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมาปกครองบ้านเมืองในยามวิกฤติ”
แต่ออกญาศรีธรรมาธิราชก็ถอนหายใจเป็นครั้งสุดท้าย
“แต่เปล่าเลย ท่านเจ้าเมือง มันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น”
แม้ว่าเจ้าฟ้าเอกทัศน์จะทรงออกผนวชแต่เหล่าขุนนางฝ่ายที่สนับสนุนพระองค์ยังคงไม่ยอมแพ้
พวกเขายังคงเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง คอยยุยงและสร้างความปั่นป่วนในราชสำนักอยู่เสมอ ทำให้ราชบัลลังก์ของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรยังคงสั่นคลอนและไม่มั่นคง พระองค์ต้องคอยแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในจนไม่มีสมาธิและกำลังพลมากพอที่จะจัดการกับปัญหาศึกสงครามภายนอกได้อย่างเต็มที่
นี่คือความจริงทั้งหมด คือเหตุผลที่กองทัพเสริมยังมาไม่ถึงและคือสภาวะอันเปราะบางของกรุงศรีอยุธยาในยามนี้
สิ้นคำบอกเล่าของท่านออกญา ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
คำอินทร์รู้สึกราวกับมีก้อนน้ำแข็งจุกอยู่ในลำคอ ครอบครัวของเขา ราชวงศ์ที่เขาควรจะเป็นส่วนหนึ่ง กำลังแตกแยกและฉีกกระชากกันเอง ในขณะที่ศัตรูกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน
เขารู้แล้วว่าปัญหาของแผ่นดินนี้มันลึกล้ำและร้ายแรงกว่าที่เขาเคยคิดไว้มากนัก...