ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 19 ล่อเข้าถ้ำเสือ
ชายร่างกำยำกระเด็นลอยออกไป และหยุดลงในตอนที่แผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างแรง
กลุ่มคนชุดสีน้ำตาลหยุดชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่ใช่กับมาคัส
มาคัสพุ่งตรงไปด้านหน้าโดยไม่มีหยุดชะงักแม้แต่น้อย
เขาต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เร็วที่สุด การที่มันได้รับาเ็ง่ายดายขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะไม่ทันได้เตรียมตัว นี่จึงเป็โอกาสดีที่เขาจะลิดรอนกำลังรบของอีกฝั่ง
หากจัดการอเวกระดับที่สี่ไปได้สักหนึ่งคน ที่เหลือก็ไม่นับเป็ปัญหาอะไรแล้ว
ร่างของมาคัสทะยานไปถึงบริเวณหน้าต้นไม้ใหญ่
แต่การโจมตีสายฟ้าแลบก็พุ่งเข้ามาใส่จากฝั่งซ้าย
โชคดีที่มาคัสเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์เช่นนี้เอาไว้อยู่แล้ว เขาชะลอความเร็วลง ใช้แขนซ้ายปัดการโจมตีนั้นออกไปแล้วม้วนข้อมือคว้าจับแขนของผู้ที่ลอบโจมตีเอาไว้แน่น
เพียงพริบตา มาคัสก็ใช้แรงจากการเคลื่อนที่ของทั้งสองฝ่ายที่สวนทางกัน ดึงร่างศัตรูให้เข้าหาตัวพร้อมกับซัดมือขวาพุ่งออกไปด้านหน้าตรงๆ
“ฉึก!”
นิ้วเรียวเหยียดตรงของเฒ่ามาคัส พุ่งกะซวกผ่านเบ้าตาชายผู้โชคร้ายอย่างแรง
ด้วยพลังของอเวกระดับที่ห้าบวกกับแรงเหวี่ยงของทั้งสองคนที่พุ่งเข้าหากัน ยิ่งทวีพลังโจมตีให้กับกระบวนท่านี้มากขึ้นไปอีก
ต่อให้อีกฝ่ายเป็ถึงอเวกระดับที่สี่ แต่ก็เป็เพียงระดับสี่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับชายร่างกำยำตอนแรกเริ่มที่ถูกมาคัสซัดกระเด็นจนแขนหัก
จึงเป็ที่แน่นอนว่าศัตรูที่ลอบโจมตีผู้นี้ไม่มีโอกาสต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย
นิ้วทั้งสี่ทะลุผ่านดวงตาเข้าไปลึกกว่าครึ่งคืบ ทะลวงไปถึงเนื้อสมองที่อยู่ภายใน แรงกระแทกจากพลังของมาคัสเองก็พุ่งต่อไป เข้าทำลายเนื้อสมองเกือบทั้งหมดจนไม่เหลือชิ้นดี
ร่างของผู้ที่ลอบโจมตีแข็งทื่ออยู่กลางอากาศ ที่เป็เช่นนั้นเพราะมาคัสยังจับร่างของมันเอาไว้อยู่
เมื่อเห็นว่าร่างตรงหน้าไม่ตอบสนองแล้ว มาคัสก็สะบัดมือเหวี่ยงร่างของอีกฝ่ายทิ้งไป
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
ฉากที่เกิดขึ้นน่าสยดสยองเป็อย่างมาก ใครที่พบเห็นก็ต้องลอบกลืนน้ำลายและไม่กล้าทำอะไรต่อเป็แน่ ยกเว้นร่างในชุดสีน้ำตาลทั้งสามร่างที่พุ่งเข้ามาหามาคัส เตรียมพร้อมเสริมการโจมตีระลอกต่อไป
ไม่ใช่ว่าพวกมันสามคนไม่ใกลัวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า แต่พวกมันยั้งตัวเอาไว้ไม่ทัน
การโจมตีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนเองนั้น จำเป็ต้องทำงานกันเป็หมู่คณะ สอดประสานกันโจมตี พวกมันที่เป็อเวกระดับสามทั้งสามคนจึงต้องเตรียมพร้อม คอยเสริมการโจมตีในกรณีที่อเวกระดับสี่คนเมื่อครู่โจมตีไม่สำเร็จ
แต่ใครจะไปรู้ว่านอกจากจะลอบโจมตีไม่สำเร็จ ยังถูกโจมตีกลับจนสิ้นชีวิตในชั่วพริบตาแบบนี้
ขนบนร่างกายของทั้งสามคนลุกชัน แต่การเคลื่อนไหวทุกอย่างใช่จะยับยั้งได้โดยง่ายเสียเมื่อไหร่
ตอนนี้พวกมันทั้งสามคนเข้ามาอยู่ในระยะการโจมตีของมาคัสเรียบร้อยแล้ว
มาคัสยืนนิ่ง คราบเืที่เลอะมือขวายังไม่ทันได้ทำความสะอาดก็พลันรับรู้ถึงการโจมตีจากทั้งสองทิศทาง สองคนจากทางขวา อีกคนจากด้านหลัง
“ปึดดด ปึด ปึด”
มาคัสเหวี่ยงแขนออกไป ปล่อยให้มันชักนำร่างทั้งร่างหมุนรอบตนเองเป็วงกลม เล็งเป้าไปที่ส่วนลำคอของทั้งสามคนที่พุ่งเข้ามาหา
ความรู้สึกยามที่เขาฟาดสันมือออกไปนั้น เหมือนกับเคลื่อนมือผ่านก้อนเนยอุ่นๆ แรงต้านแทบจะไม่มี
สายน้ำสีแดงข้นคลั่กพุ่งกระจายออกมาจากลำคอของทั้งสามคน
ร่างทั้งสามค่อยๆ ถลาร่วงสู่พื้นไปคนละทิศละทาง
ทุกคนล้วนลงไปนอนกองกับพื้นในลักษณะที่ลำคอปริแตก เหลือเพียงส่วนหลังของลำคอเท่านั้นยังเชื่อมส่วนหัวให้ติดกับลำตัวอยู่
มาคัสมองร่างทั้งสามที่สั่นกระตุกอยู่กับพื้นที่ด้วยใบหน้านิ่งเฉย สะบัดมือขวาเล็กน้อยเพื่อไล่สิ่งปฏิกูลที่ติดอยู่บนมือทิ้งไป
เขาไม่จำเป็ต้องปรานีกับศัตรูที่้าเอาชีวิตของตน นี่คือยุคที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่ ผู้อ่อนแอทำได้เพียงหลีกหนีปัญหา
เป็จังหวะเดียวกับที่กลุ่มผู้ลอบโจมตีที่เหลือถูกสมาชิกตระกูลพีไรซ์จัดการจนหมดสิ้น
คนเกือบสิบคน แต่ไม่อาจรับมือคนเพียงห้าคนได้!
มาคัสย่างเท้าเข้าไปหาร่างตรงหน้า ใบหน้านิ่งเฉยไม่บ่งบอกอะไรออกมาทั้งสิ้น สายตาจ้องมองไปยังชายร่างกำยำที่รอดชีวิตอยู่เพียงคนเดียว
“ข้า...ข้า.......” ชายร่างกำยำในชุดหนังสีน้ำตาลลนลานจนพูดอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นฉากที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ตอนนี้มันเริ่มกลัวขึ้นมาจับจิต
กลุ่มคนพวกนี้แข็งแกร่งเกินไป พวกนี้มันตัวอันตราย!
ภายในหัวของมันพยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอด มันเป็หัวหน้ากลุ่มลาดตระเวนมานาน แต่ก็ยังไม่เคยเจอกลุ่มคนที่ทำให้พวกมันย่อยยับเช่นนี้มาก่อน
ในระหว่างที่คิดอยู่นั้น ก็ได้มีฝ่ามือพุ่งเข้ามาจับที่ลำคอ แล้วยกตัวมันขึ้น
“อ่อก ถะ...ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดให้อภัยที่ข้าล่วงเกินท่าน...” ใบหน้าของมันซีดเซียว
มาคัสจ้องมองมันด้วยแววตาที่เ็า ก่อนจะเปิดปากพูด
“ข้ามีคำถาม ถ้ายังอยากมีชีวิตรอด จงอย่าได้คิดโป้ปดแม้แต่ครึ่งคำ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่อาจยับยั้งแรงมือของข้าได้”
เมื่อสิ้นเสียง แรงบีบจากนิ้วทั้งห้าก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกจนร่างที่ลอยอยู่รู้สึกหายใจลำบาก
“ฮึก...ดะ...ได้....” มันตอบรับกลับมาด้วยความยากลำบาก
“คำถามแรก พวกเ้าเป็ใครแล้วทำไมจึงต้องปิดบังพื้นที่แถวนี้เอาไว้?” มาคัสถามอย่างใจเย็น
“นี่...อึก...พวกข้าเป็กลุ่มโจรเต่าเขียว พวกเราคอยดักปล้นคนที่ผ่านไปผ่านมาเพื่อประทัง....อ่อก ถะ..ท่าน.....”
แรงบีบจากฝ่ามือของมาคัสรุนแรงจนชายตรงหน้าไม่สามารถกล่าวคำอะไรออกมาได้อีก
“ข้าไม่อยากฟังเื่ไร้สาระนี่ ข้ารู้ว่าพวกเ้าไม่ใช่กลุ่มโจรธรรมดา และคงจะต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ปกปิดสถานที่แห่งนี้เอาไว้ ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น”
มาคัสพูดด้วยเสียงเนิบนาบ แต่สายตาส่องประกายความไม่พอใจอยู่ลึกๆ ถ้ามันยังกล้าพูดไร้สาระต่อไปอีกล่ะก็ เขาจะฆ่ามันทิ้งซะ
“ดะ...ได้.... ข้าได้รับมอบหมายจากหัวหน้ากลุ่มให้ลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบเพื่อไม่ให้ใครเข้าไปในค่ายพักของพวกเรา......”
ชายที่ถูกจับอยู่ในกำมือมองหน้ามาคัสเพื่อสังเกตว่าสิ่งที่ตนเองพูดทำให้อีกฝ่ายพอใจหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจให้ข้อมูลเพิ่มเติม
“ที่ด้านในมีหัวหน้ากลุ่มโจรเต่าเขียวกับพรรคพวกอีกเกือบๆ สิบคน...... แล้วก็คนที่ถูกจับตัวมา...”
มันดูลังเลอยู่มากที่จะพูดเื่ราวพวกนี้ แต่ในที่สุดมันก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างได้
“ความจริงแล้วกลุ่มโจรเต่าเขียวเป็เพียงกลุ่มที่ถูกมอบหมายให้มาดูแลพวกคนงานเท่านั้น กลุ่มคนที่มอบหมายคำสั่งให้เรา้าแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงจำนวนมาก...ข้าก็ไม่รู้อะไรมากนัก คงมีแต่หัวหน้าของข้าที่รู้......ข้า....ข้าสามารถพาท่านไปหาหัวหน้ากลุ่มได้!”
ที่ชายร่างกำยำเลือกบอกความจริงบางส่วนให้มาคัสฟัง ก็เป็เพราะมัน้ามีชีวิตรอดไปจนถึงค่ายพักของตน
เมื่อถึงค่ายพักก็นับว่าปลอดภัยไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะที่นั่นไม่ได้มีแค่หัวหน้ากลุ่มโจรเต่าเขียว แต่ยังมีผู้มอบหมายคำสั่งซึ่งเป็ถึงอเวกระดับหก
“พวกมัน้าแรงงานคนมากมายไปทำไม? คนที่มอบหมายงานให้พวกเ้าเป็ใคร พวกมันอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่? แล้วหัวหน้ากลุ่มโจรของพวกเ้ามีระดับเท่าไร?”
เมื่อได้ฟังคำถามของมาคัส มันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ รู้เพียงว่าเราต้องพาคนงานเข้าไปด้านในอุโมงค์ จะมีคนรับ่ต่ออีกที”
“เื่เกี่ยวกับผู้มอบหมายคำสั่งนั้นข้าไม่รู้เื่เลย พวกนั้นติดต่อกับหัวหน้าของพวกเราเท่านั้น”
“ส่วนหัวหน้าของข้าเป็อเวกระดับที่ห้า”
มาคัสจ้องมองที่ชายร่างกำยำ คิดตามคำพูดของชายตรงหน้า พยายามคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น บางทีมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับลูกชายของเขาที่หายตัวไปก็เป็ได้
หลังจากที่คิดทบทวนคำพูดของอีกฝ่าย มาคัสก็รู้ว่าตนเองไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายนั้นพูดความจริงหรือไม่จนกว่าจะได้ไปเห็นด้วยตาของตนเอง จึงค่อยๆ คลายฝ่ามือที่กำลำคอของชายร่างกำยำออก
“งั้นเ้าจงนำทางไปยังค่ายพักของพวกเ้า อย่าได้คิดเล่นตุกติก พวกข้าทั้งห้าจะคอยจับตาดูเ้าเอาไว้ตลอด ถ้าเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ พวกข้าก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะปลิดชีวิตเล็กๆ ของเ้า”
ร่างของมันหลุดออกจากการจับกุม หอบหายใจเหนื่อยอ่อนก่อนจะพิงร่างเข้ากับต้นไม้ด้านหลัง พยักหน้าว่าเข้าใจสิ่งที่มาคัสพูด