ตั้งแต่ไทสันขึ้นเป็นผู้นำมหาอำนาจขั้วใหม่แห่งมวลมนุษย์ เขาก็วุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ชายแขนเดียวจะต้องจัดระเบียบองค์กรใหม่ทั้งหมด ซึ่งวาสช่วยอะไรแทบไม่ได้เพราะเขาไม่มีความสามารถด้านนี้สักเท่าไหร่
เมืองอัมมอร์กลายเป็นเมืองภายใต้การปกครองของแก๊งกะโหลกเลือดโดยสมบูรณ์ ไทสันออกกฏห้ามสร้างกลุ่มหรือแก๊งขึ้นภายในเมืองอัมมอร์อย่างเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนโทษตายสถานเดียว
หากใครที่ไม่ต้องการเข้าร่วมกับแก๊งกะโหลกเลือด ก็สามารถอยู่ภายในเมืองอัมมอร์ได้ แต่มีสถานะเป็นเพียงแค่ชาวเมืองธรรมดาเท่านั้น และจะต้องเสียภาษีให้กับแก๊งกะโหลกเลือดทุกๆ3เดือน
ไทสันแบ่งเมืองอัมมอร์ออกเป็น 20 เขต แต่ละเขตจะถูกปกครองโดยผู้อาวุโสทั้ง 20 คนของแก๊งกะโหลกเลือด โดยทุกคนจะรับคำสั่งจากไทสันและโทมัสเท่านั้นและมีอำนาจชี้ขาดในเขตของตนเอง
ระหว่างที่แก๊งกะโหลกเลือดกำลังวุ่นวาย วาสจึงแยกตัวออกไปทำธุระส่วนตัวก่อน
แก๊ง!แก๊ง!แก๊ง!...
เสียงค้อนเหล็กกระทบแร่ดังเป็นจังหวะท่วงทำนองต่อเนื่อง กำแพง4ด้านทำมาจากอิฐหนาไร้หน้าต่าง แสงสว่างหนึ่งเดียวในห้องคือเตาหลอมที่ร้อนระอุ อุณหภูมิห้องสูงจัดทำให้ท่อนบนเปลือยเปล่าของคนแคระชราเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล
ครืน!
ประตูหนาถูกเปิดออกทำให้เกิดเสียงอื้ออึงรบกวนสมาธิชายชรา เขาขมวดคิ้ว ทั้งที่สั่งไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าห้ามใครมารบกวนยามที่เขาอยู่ในโรงเหล็กแล้วใครมันกล้าขัดคำสั่งเขากัน?
“สวัสดีตาแก่..”เสียงเรียบดังมาจากปากของชายหนุ่มชาวมนุษย์
“หือ เจ้าเองรึเจ้าหนูวาส มาหาข้ามีธุระอะไรกันละ”ไออ้อนวงค้อนในมือลง หยิบเศษผ้าข้างตัวมาเช็ดเหงื่อบนหน้าพลางสาวเท้าเดินไปหามนุษย์หนุ่ม
วาสหยิบบางอย่างออกมาจากนาฬิกามิติและยื่นให้ไออ้อน คนแคระชรารับมันมางงๆ มันคือหน้ากากจันทร์เสี้ยวที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
“ปู่ช่วยดูให้หน่อยว่าเจ้านี่มันมีเจตจำนงอยู่หรือเปล่า”มือไออ้อนกระตุก เขามองวาสอย่างไม่เชื่อสายตา จากนั้นจึงค่อยๆลูบไล้หน้ากากจันทร์เสี้ยวในมือไปมา ระหว่างนั้นวาสก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าวๆให้ไออ้อนฟัง
คนแคระชรารับฟังอย่างตั้งใจจนกระทั่งวาสเล่าจบ ไออ้อนจึงไม่ลังเลที่จะสวมหน้ากากจันทร์เสี้ยวใส่ใบหน้าตนเอง!
วาสสะดุ้งเฮือกใหญ่ ถอยกรูดออกไปอย่างรวดเร็ว ตาแก่นี่คิดอะไรของเขา ไม่ใช่เขาบอกแล้วรึไงว่าหน้ากากอันนี้มันทำให้เขาคลั่งมาแล้ว
แล้วถ้าไออ้อนคลั่งขึ้นมาใครจะเอาเขาอยู่!
ทว่าคนแคระชรากลับถอดหน้ากากออกมาง่ายๆ มองวาสด้วยสายตาอ่อนใจ
“ข้าว่าเจ้าเพ้อเจ้อไปเองแล้วละ....ข้าไม่เห็นสัมผัสได้ถึงเจตจำนงอะไรสักนิด”
“หา! เป็นไปได้ไง ก็ในเมื่อ...”ไออ้อนขี้เกียจฟังวาสพล่าม ชายชราขว้างหน้ากากจันทร์เสี้ยวใส่หัววาสเสียงดังสนั่น
“ข้าว่าเจ้าโดนใครเล่นงานเข้าแล้วละ เหอะ! เวลาอันมีค่าของข้าดันมาโดนเรื่องไร้สาระของเจ้ารบกวนเอาซะได้ ข้าก็บอกไว้อยู่แล้วว่าเจตจำนงมันหายาก เจ้าคิดว่าจะหามาง่ายๆจากของใกล้ตัวหรือยังไง เอาละ! ออกไปได้แล้ว ข้าจะทำงานต่อ”ชายหนุ่มโดนเตะโด่งออกจากโรงตีเหล็กในวินาทีนั้น ประตูโรงเหล็กถูกปิดดังปัง!กระแทกหน้าเขา
ดวงตาเขาเบิกตามองด้านบนด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนใบหน้าจะบิดเบี้ยวถึงที่สุด
“ใครมันมาเล่นตลกกับฉันวะ!!!”ชายหนุ่มชาวมนุษย์รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เขาเดินทางมาที่อาณาจักรคนแคระด้วยความหวัง แต่กลับหน้าแตกยับเยิน
“ฮึ่มม!”วาสเค้นเสียงในลำคอ เปิดประตูวาร์ปกลับไปเมืองอัมมอร์อีกครั้ง
“อ้าววาส! ทำธุระเสร็จแล้วงั้นหรอ!”ไทสันเอ่ยทัก จุดเซฟอีกจุดหนึ่งของวาสคือห้องทำงานของไทสัน
คำตอบของชายแขนดียวคือใบหน้าบูดบึ้งของเพื่อนสนิท ไทสันเลิกคิ้วไม่ถามต่อ น้อยครั้งนักที่วาสจะแสดงท่าทีหงุดหงิดให้เห็นอย่างชัดเจนแบบนี้ ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปยุ่งดีกว่า
“อะแฮ่ม! ฉันได้ยินว่าทางใต้ของเมืองมีคนเห็นมอนเตอร์ฝูงใหญ่อยู่ ได้ยินว่านายเสียซากทัพไปมาก ทำไมไม่ไปลองดูหน่อยละ”ไทสันเปรยขึ้นเบาๆ ส่วนวาสก็รับฟังเงียบๆก่อนจะพยักหน้า ได้ออกแรงสักหน่อยก็คงดีเหมือนกัน ดีกว่ามานั่งหงุดหงิดอยู่ที่นี่
ชายหนุ่มเดินไปตามท้องถนน หน้ากากเหล็กสีดำเรียบๆที่ยังไม่เคยผ่านกรใช้งานถูกหยิบมาใช้ มือข้างหนึ่งล้วงไปหาอาวุธในถุงมิติและหยิบดาบยาวระดับ2เล่มหนึ่งออกมา
ประชากรในเมืองอัมมอร์บางตาไปมาก สาเหตุอาจเป็นเพราะการลงมือฆ่าล้างเมืองของวีรบุรุษสงคราม ตอนนี้แม้แต่กลิ่นคาวเลือดก็ยังได้กลิ่นอยู่จางๆ
วาสเดินลัดเข้าไปในตรอกที่เป็นทางลัดไปยังทิศใต้ของเมือง ในตรอกนี้มีเจ้าถิ่นอยู่7-8คนกำลังยืนล้อมรอบชายคนหนึ่งอยู่และกำลังข่มขู่บางอย่าง
ยามเห็นวาสเดินเข้ามาหนึ่งในนั้นตั้งใจจะออกปากไล่ แต่ชายสวมหน้ากากกลับเดินดุ่มๆผ่านไปไม่แยแสพวกเขา
เจ้าถิ่นอึ้งแต่ก็ส่ายหัว คนอย่างชายสวมหน้ากากไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองก็คงมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ และทั้ง2ประเภทก็เป็นพวกที่ไม่สมควรยุ่งด้วย
“เฮ้ย! มันไปไหนแล้ววะ”ละความสนใจไปไม่กี่วินาที เหยื่อที่พวกเขาล้อมรอบอยู่เมื่อครู่ก็หายไปแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ โกยละโว้น ลาก่อนไอ้พวกโง่!”ที่แท้เหยื่อของพวกเขาอาศัยจังหวะทีเผลอเผ่นแน่บไปเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งยังวิ่งไปทางเดียวกับชายสวมหน้ากากอีกด้วย
วาสแค่นเสียงหงุดหงิด รู้สึกทุกอย่างขัดหูขัดตาไปหมด เขาเบี่ยงตัวหลบเหยื่อเคราะห์ร้ายที่วิ่งตามมา
“โอ๊ะ!...ขอบคุณนะพี่ชาย”กล่าวจบเหยื่อคนนั้นก็สับขาวิ่งจากไปพร้อมกับพวกเจ้าถิ่นที่ตามไปเป็นพรวน
“อย่าหนีนะโว้ย! ไอ้หัวขโมยคืนของพวกฉันมาซะดีๆ!”เสียงตะโกนไล่หลังดังมาจากพวกเจ้าถิ่น
วาสเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าไอ้หนุ่มคนนั้นจะเป็นหัวขโมย ช่างเถอะ! ยังไงเรื่องพวกนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขา
ชายสวมหน้ากากสะบัดหน้าเตรียมจากไป แต่จู่เขาก็ใจหายวูบ
ถุงมิติเขาหายไป!
ถุงมิติที่หายไปคือถุงมิติที่มีคอร์20ล้านดิลซึ่งได้มาจากกริมม์และเขายังไม่เก็บพวกมันไว้ในนาฬิกามิติที่เอาไว้เก็บของสำคัญ!
ไอ้ที่ขอบคุณเมื้อกี้ไม่ใช่ขอบคุณเรื่องที่หลบทางให้ แต่เป็นขอบคุณเรื่องนี้งั้นหรอ!!
“หึหึ!...หึหึหึหึ!...ฮ่าๆๆๆๆ! “ร่างหนาสั่นเทิ้มหัวเราะเสียงเย็นดังขึ้นรื่อยๆ
วันนี้มันวันซวยอะไรกัน!!
“แกตายแน่ไอ้เวร!”ชายสวมหน้ากากหายไปจากจุดเดิมทันที!
“แฮ่กๆๆ! มันหนีหายไปไหนแล้ววะ!”หนึ่งในผู้เสียหายเช่นเดียวกับวาสหอบหายใจ ไอ้หัวขโมยที่พวกเขาไล่ล่ามันวิ่งเร็วดีเหลือเกิน พริบตาเดียวก็หายวับไปไม่เห็นฝุ่น
“โถ่เว้ย! ดักรอมันตั้งเกือบ3วันกว่าจะจับได้ ตอนนี้มันหนีไปอีกแล้ว!”
“แถมครั้งนี้มันก็ขโมยถุงมิติฉันไปอีกแล้ว ฮือๆ”ชายคนหนึ่งร่ำครวญ อาศัยแค่ไม่กี่วินาที ไอ้หัวขโมยนั่นก็เอาถุงมิติเขาไปอีกจนได้ ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่ถูกมันขโมยถุงมิติไป
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านหลัง เหล่าเจ้าถิ่นในตรอกหันขวับกลับไปดู ทำให้เห็นว่าชายสวมหน้ากากเมื่อครู่วิ่งตามพวกเขามา
“มันวิ่งไปทางไหน?”ชายสวมหน้ากากถามเสียงเข้ม
“เอ่อ...แกเป็นใค..”
“ฉันถามว่าไอ้หัวขโมยนั่นมันวิ่งไปทางไหน!”เจ้าถิ่นสะดุ้งรีบชี้นิ้วไปทางหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง
ปัง!
วาสระเบิดฝีเท้าเต็มที่ ร่างกลายป็นเงาเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
“หมอนั่น...ก็ถูกขโมยของไปเหมือนกันหรอ?”ชายคนหนึ่งพึมพำขึ้นเบาๆ
“อ่า..คงจะเป็นอย่างนั้น ไอ้หัวขโมยนั่นซวยแล้วฮ่าๆๆๆสมน้ำหน้า!”
“ฮี่ๆๆ ไอ้พวกพระจอก คิดจะจับฉันคนนี้เร็วไป10ปีเฟ้ย ฉันจงใจติดกับดักพวกแกเพื่อที่จะได้ปล้นอีกรอบต่างหาก แต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เหยื่ออีกคน โชคดีจริงๆ”ชายหนุ่มอายุราวๆ15ปีเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง
บัดนี้เขาอยู่ที่ซอยเล็กๆใกล้ทางออกจากเมือง จะเป็นการดีสำหรับเขาที่จะออกไปซ่อนตัวอยู่ข้างนอก เพื่อรอเวลากลับมาขโมยใหม่
มือโยนถุงมิติขึ้นลง ควงไปมาอย่างมีความสุข สายตาหันซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็เดินไปหายเข้าไปในป่าโดยไม่รู้ว่าเหนือศีรษะเขากำลังมีสายตาดุดันคู่หนึ่งจ้องมองมา...
เมืองอัมมอร์ไม่มีกำแพงเมือง ที่ขอบของเมืองติดกับป่ารกทึบ หัวขโมยหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามป่า สายตาระแวดระแวงสอดส่องรอบตัวทุกเวลา
เขาเดินเปลี่ยนทิศทางทุก 10 นาที หากสังเกตดีๆจะพบว่าเขาเดินกลับมายังจุดเดิมถึง3ครั้ง แต่แค่เปลี่ยนทิศทาง!
ชายสวมหน้ากากที่นั่งอยู่บนหลังซากทัพย่นหน้า ไอ้หนูนี่มันระวังตัวแจเลยทีเดียว แต่เขายังใจเย็นคอยจับตาดูหัวขโมยหนุ่มต่อไป
ในเมื่อมันกล้ามาขโมยของของเขา เขาก็จะเอาคืนมันอย่างสาสม!
แต่สิ่งที่วาสนับถือในตัวหัวขโมยหนุ่มคือเจ้านี่มันสามารถฉกของวาสโดนที่เขาไม่รู้ตัว ซึ่งด้วยสัญชาตญาณระวังภัยส่วนตัวของเขาทำให้ยากที่จะทำเช่นนั้นได้
ยังไม่นับสกิลสุดยอดสัญชาตญาณที่วาสมี จากที่ศึกษาดู สกิลนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อจะเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเขา ต่อให้เป็นจิตมุ่งร้ายบางเบาแค่ไหนหากเข้ามาในระยะสกิลนี้จะทำงานทันที
ดังนั้นแสดงว่าเวลาที่หัวขโมยหนุ่มฉกของวาส เขาไม่มีจิตมุ่งร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว การกระทำของเขาเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากลมพัดทำให้สกิลสุดยอดสัญชาตญาณของวาสไม่ทำงาน
ทักษะด้านการขโมยของหัวขโมยหนุ่มเรียกได้ว่าเข้าขั้นปรมาจารย์เลยทีเดียว!
‘น่าสนใจ’น้อยครั้งที่วาสจะแสดงท่าทางสนในตัวผู้อื่น และหัวขโมยหนุ่มก็คือหนึ่งในนั้น
“บัดซบ! ไอ้หนูนี่จะเดินวนอีกกี่รอบ!”เกือบชั่วโมงแล้วที่วาสยังอยู่ที่เดิม ไอ้หัวขโมยหนุ่มในสายตาเขาระวังตัวจนเกินไปแล้ว
จนบัดนี้ยังไม่ไปไหนยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม
“สงสัยต้องกระตุ้นสักหน่อย”วาสเลียริมฝีปาก วังนมิติโผล่ขึ้นมาบนพื้นเบื้องล่างและมีซากทัพมอนเตอร์ 5 ตัวเดินออกไปและมุ่งตรงไปหาหัวขโมยหนุ่ม
“ซวยแล้วมอนเตอร์!”หัวขโมยหนุ่มกรีดร้อง ที่จริงเขาตั้งใจจะเดินวนอีกสัก3-4รอบค่อยกลับไปที่ซ่อนของเขาแต่ไม่ได้แล้ว
หัวขโมยหนุ่มระเบิดฝีเท้าวิ่งหายเข้าไปในป่าลึก วาสแสยะยิ้ม ซากทัพใต้เท้าสยายปีกออกบินตามไป