เมื่อคุยกันจนพอประมาณ วิฬาร์และคนอื่นๆก็พาทัพทั้งหมดเดินตรงไปยังค่ายที่ตั้งอยู่ตรงเนินอีกฝั่งกริมม์ที่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังเริ่มต้นเข้าภารกิจจึงต้องหยุดคุยไปโดยปริยายปล่อยผู้ฟังจำเป็นคนนั้นไปอย่างเสียดาย
ตรงทางเข้า มีทหารเข้าเวรอยู่สิบกว่านายและเมื่อทหารยักษ์เหล่านั้นเห็นวิฬาร์ ก็ยกมือขึ้นทุบอกทำความเคารพอย่างแข็งขัน
“สถานการณ์ช่วงนี้เป็นไงบ้าง” วิฬาร์เอ่ยถามนายทหารด้านหน้าเพื่อหาข้อมูลของภารกิจครั้งนี้
นายทหารคนนั้นเผยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วงแล้วเอ่ยตอบ
“ไม่ค่อยดีขอรับฝั่งนั้นมีกองกำลังมากกว่าที่เราคาดไว้มาก”
ขณะเดินเข้าที่ตั้งค่ายไป นายทหารคนนั้นเล่าว่ารามทำสัญญาบางอย่างกับเผ่าวานร ช่วยสุครีพก่อกบฏและชิงบัลลังก์มาจากพาลีและเมื่อก่อการสำเร็จ พวกวานรก็ส่งกองทัพจำนวนมากมาช่วยรามในการทำศึกกับพวกเขาทำให้ตอนนี้แนวหน้าตึงเครียดมาก เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามมีกำลังเยอะจึงสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลากหลายกว่ารวมถึงปิดล้อมเมืองบางแห่งจนตัดขาดจากโลกภายนอก แถมตอนนี้ พวกเขาก็เสียเมืองและเหล่าขุนพลไปไม่น้อยด้วยน้ำมือของพิเภกอีกด้วย
พูดถึงพิเภกวิฬาร์ก็เพิ่งรู้ว่าหลังจากมันถูกจับตัวและส่งตัวกลับลงกาไปไต่สวนและรวบรวมหลักฐานพิเภกกลับตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิด
เดิมทีทางลงกาเองก็เศร้าเสียใจกับการตายของพิเภกไม่น้อย เพราะจะชั่วดีอย่างไร พิเภกก็เป็นอนุชาของทศกัณฐ์
ทว่าหลังจากผ่านไปหลายเดือน ขณะทำศึกกับพวกมนุษย์แนวหน้าของฝ่ายยักษ์กลับถูกตีแตกอย่างรวดเร็วราวกับอีกฝ่ายมีภูตเทพกระซิบบอกและไม่นาน หลังจากระดมสายลับเพื่อตรวจสอบสถานการณ์พวกเขาถึงเพิ่งทราบว่าคนที่แจ้งความลับของเส้นทางลับเพื่อโจมตีเมืองด่านหน้าทั้งหมดนั้นคือพิเภกนั่นเอง
และนั่นก็ทำให้พวกเขารู้ความจริงว่าที่พิเภกฆ่าตัวตายนั้นไม่ได้ทำไปเพื่อหนีความผิดทว่าใช้ศาสตร์ลับแขนงหนึ่งเพื่อถอดวิญญาณออกจากคุกหลวงของลงกาไปเข้าร่วมกับฝ่ายมนุษย์
แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ก็ทำให้พิเภกเล็ดลอดเงื้อมมือของอาณาจักรยักษ์ไปได้ ทว่าเพราะเหตุนั้นบัดนี้วิญญาณของมันจึงบอบช้ำอย่างหนัก ต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายให้ฝ่ายมนุษย์ช่วยยื้อชีวิตไปวันๆ
แม้การยื้อชีวิตในลักษณะนี้จะสิ้นเปลืองทรัพยากรระดับสูงไม่น้อยทว่าเมื่อแลกกับข่าวลับของอาณาจักรยักษ์หลายส่วน ก็ยังนับว่าได้กำไรจึงเกิดเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมขึ้น
ได้ข่าวเช่นนี้มา วิฬาร์ก็ตื่นเต้นไม่น้อยเพราะศาสตร์ลับที่พิเภกใช้ถอดวิญญาณอาจจะเป็นหนึ่งในทักษะของร่างอวตารพิเภกก็เป็นได้ เขาจึงรีบจดเรื่องนี้ไว้ในใจรอหลังจากจบภารกิจ จะบอกให้พวกฮาลอสกลับไปตรวจสอบเพิ่มแน่นอนว่าข้อมูลนี้ยังต้องยืนยันอีกหลายขั้นตอน แต่อย่างน้อยถ้ารู้ไว้แล้วเกิดวันใดวันหนึ่งพวกเขาปะทะกับจินมยอง ผู้ที่ครองร่างอวตารของพิเภกอยู่ในตอนนี้จะได้ไม่ประมาทจนมันก่อเรื่องได้
นายทหารเล่าต้นสายปลายเหตุนั้นจบตอนที่มาส่งพวกวิฬาร์ถึงกระโจมพักพอดี ทว่าก่อนที่เขาจะผละไปนายทหารคนนั้นและผู้ติดตามก็พลันยืดตัวตรง ตบมือลงที่อกแล้วค้อมหัวลงต่ำเอ่ยขอบคุณเขา
“แม้กระผมจะเป็นทหารชั้นผู้น้อยแต่ก็ขอบคุณท่านนายกองทั้งสองมาก ที่ทุ่มเทความพยายามอย่างหนักในภารกิจครั้งนั้นไม่เช่นนั้น ตัวผมและพี่ชายคงไม่ได้กลับมาเจอกันอีก” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทว่าก็พลันแผ่วลงเมื่อถึงช่วงท้ายของประโยค และภายใต้เงาที่ถูกบังจากหมวกเกราะเขาเหมือนเห็นหยดใสแวววาวสองหยดเอ่อล้นขึ้นมา
ส่วนทหารผู้ติดตามคนอื่นก็ผลัดกันขอบคุณเขาและฑิฆัมพรอีกหลายคำการกระทำนั้นเล่นเอาเขารวมถึงพวกซิกมาทำตัวไม่ถูกขึ้นมา
และหลังจากโต้ตอบอยู่หลายคำก็ทำให้เขาได้ทราบว่าคนพวกนี้คือญาติมิตรของเหล่าทหารในกองร้อยคราวก่อนที่เขาพาไปล้อมจับพิเภกนั่นเอง
แน่นอนว่าไม่ใช่คนใกล้ชิดทั้งหมดที่กลับมาได้แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงซาบซึ้งในความพยายามของวิฬาร์ เพราะหากพิเภกหลุดรอดไปได้แบบสมบูรณ์ป่านนี้เมืองหน้าด่านของเผ่ายักษ์คงจะยับเยินมากกว่านี้ไปอีกหลายเท่าเนื่องจากพิเภกมีร่างเลือดเนื้อที่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ และนั่นย่อมจะหมายถึงเลือดเนื้อของพวกเขา จะต้องหลั่งชโลมแผ่นดินไปอีกไม่รู้เท่าไหร่มันจึงทำให้พวกเขาอดดีใจไม่ได้ที่มีนายกองมากฝีมือเช่นนี้เป็นผู้นำของพวกเขา
วิฬาร์และฑิฆัมพรที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพลันรู้สึกเหมือนมีก้อนความรู้สึกมาจุกที่คอจึงไม่รู้จะกล่าวอย่างไร ทำได้เพียงยิ้มรับเท่านั้น
เมื่อทหารเหล่านั้นได้ทำตามที่ตั้งใจไว้จนเสร็จก็คล้ายรู้ดีว่าควรให้นายกองทั้งสองพักผ่อน จึงรีบขอตัวจากไป โดยไม่ลืมทิ้งข้อมูลกับพวกเขาว่านายกองวิฬาร์และฑิฆัมพร ต้องเข้าประชุมกับรองแม่ทัพในอีกครึ่งชั่วโมง
ทั้งสองคนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยรับทราบก่อนที่ฑิฆัมพรและขบวนของเธอจะเดินแยกไปอีกด้าน เข้ากระโจมของพวกเธอไป
ส่วนผู้เล่นกลุ่มอื่นก็มีที่พักของตนเช่นกัน
และหลังจากเข้าที่พักรวมถึงจัดระเบียบอะไรอีกเล็กน้อย วิฬาร์กับฑิฆัมพรก็เข้ากระโจมบัญชาการไปประชุมส่วนผู้เล่นทีมอื่นนั้นยังมีชั้นยศไม่สูงพอ จึงได้แต่รออยู่ในกระโจมตัวเอง
รองแม่ทัพคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือนวนันท์นายกองคนเก่าจากการทำภารกิจครั้งก่อนๆ นั่นเอง ดูเหมือนว่าในขณะที่พวกเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งหมอนี่ก็ขยับยศนำขึ้นไปก่อนแล้ว
บัดนี้เจ้าตัวเดินเข้ามาในกระโจมบัญชาการด้วยสีหน้าตึงเครียดชุดเกราะบนร่างสะท้อนแต่ความเย็นยะเยียบ สื่อได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ดีนัก เมื่อเขาเข้ามานายกองแต่ละนายและวิฬาร์กับฑิฆัมพรก็ทำความเคารพแล้วนั่งประจำที่อย่างสงบนิ่ง
จนกระทั่งนายกองทุกนายมาครบ
“เอาล่ะ พวกเจ้าคงสงสัยกันไม่น้อยว่าพวกเรามาตั้งค่ายกันอยู่ตรงพื้นที่เสี่ยงแถบนี้เพื่ออะไร” นวนันท์เกริ่น
ตอนนี้วิฬาร์รู้แล้วว่าเพราะถูกตีเมืองแตกหลายแห่ง อาณาเขตปลอดภัยของพวกเขาก็หดแคบลงมาไม่น้อยทหารหลายทัพจำต้องถอยร่นเข้าไปด้านในแล้วเสริมกำลังที่ด่านรักษาการณ์เพื่อใช้เป็นด่านชั่วคราวคอยตั้งรับทัพขบวนถัดไปที่อาจบุกเข้ามาอีก ซึ่งมีประมาณการเบื้องต้นว่าอาจมีกองทัพมากกว่าห้าล้านนายที่กำลังเตรียมบุกเข้ามาจากสี่ทิศทาง
แต่สถานที่ที่พวกเขาตั้งค่ายอยู่ตอนนี้ ดันอยู่ที่แนวหน้าสุดของการรบที่มีค่ายใหญ่ของศัตรูห่างออกไปแค่สองสามวันเท่านั้นนับว่าอยู่ตรงรอยต่อของเขตสงครามพอดี
“เอาล่ะข้าจะอธิบายที่ไปที่มาของภารกิจนี้ให้พวกเจ้าเพื่อจะได้ทราบว่าเหตุใดพวกเราต้องมาทำภารกิจกัน ณ ที่แห่งนี้” นวนันท์เปรยขึ้น
“ความจริงแล้วก็คือ…”
“…ท่านไมยราพพากองกำลังกลุ่มหนึ่งออกไปตั้งแต่หกวันก่อนเพื่อทำภารกิจลักพาตัวรามออกมาจากทัพหลวงของพวกมัน”
พอได้ยินดังนั้น นายกองหลายนายถึงกับอ้าปากค้างตาเบิกกว้างอย่างตกใจ วิฬาร์กับฑิฆัมพรก็ถึงกับชะงักไปเหมือนกัน
ไมยราพพากองกำลังกลุ่มหนึ่ง บุกเดี่ยวเข้าไปใจกลางทัพหลวงของศัตรูจำนวนหลายล้านคนเพื่อชิงตัวรามออกมา
กำลังขวัญระดับนี้ หากเทียบกับโลกความจริงคงไม่ต่างจากบุกเดี่ยวเข้าไปในทำเนียบขาว แล้วฉุดลากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกมา
ความบ้าบิ่นนี้ทำเอาวิฬาร์เหมือนเห็นภาพพาราฟินในสมัยก่อนเลยทีเดียว
“ท่านไมยราพรู้ดีว่านี่เป็นภารกิจเสี่ยงตายขนาดไหนแต่เพราะเล็งเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ท่านจึงคิดเอาตัวเข้าแลก และอีกอย่างท่านแอบออกไปก่อนที่ท่านแม่ทัพคนอื่นจะห้ามได้ เราก็สุดที่จะคัดค้าน”
ไมยราพและกองกำลังส่วนตัวล้วนเป็นทัพแกร่งเป็นทหารในหมู่ทหาร ทุกนายล้วนมีเลเวลสูงปรี๊ด ความสามารถก็ล้นเหลือจึงมีความเป็นไปได้ว่าแผนการนี้น่าจะสำเร็จ
แต่แน่นอนว่าการบุกเข้ารังศัตรูคงยากที่จะรอดออกมาแบบครบสามสิบสอง และพวกเขาก็คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเนื่องจากอาจจะถูกตามล่ามาตลอดทาง กองทัพจึงต้องส่งหน่วยสนับสนุนอย่างพวกเขาออกมาจากเขตปลอดภัยเพื่อให้ไปช่วยรับตัวไมยราพ หรือทหารนายอื่นๆ ที่อาจลักพาตัวรามมาได้สำเร็จ
และแผนการก็คือ ให้พวกเขาทั้งหมดกว่าสามพันคน แบ่งกำลังเป็นกลุ่มย่อยไม่เกินขนาดสามร้อยนายแอบข้ามชายแดนเข้าไปในฝั่งของศัตรูยังพิกัดเป้าหมายต่างๆเพื่อรอรับตัวไมยราพและพวกที่เหลือ โดยพวกเขามีเวลาทำภารกิจเจ็ดวันหากภายในเจ็ดวันไมยราพยังมาไม่ถึงจุดนัดพบ ก็ให้ตีความว่าภารกิจล้มเหลวให้เร่งถอนกำลังกลับออกมาทันที
“และนั่น คือภารกิจของพวกเจ้า” นวนันท์สรุป
อัปเดตข้อมูลภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่3 ช่วงที่ 1
คำอธิบายภารกิจ
ไมยราพบุกชิงตัวรามจากทัพหลวงของฝ่ายศัตรูขณะนี้ไม่ทราบเป็นตายร้ายดี จึงมีคำสั่งให้ทหารบางส่วนจัดขบวนออกมาเขตแนวหน้าและข้ามชายแดนไปเพื่อช่วยคุ้มกันไมยราพและคุมตัวรามกลับเข้าเขตอาณาจักรยักษ์หากไมยราพทำภารกิจสำเร็จ
คำสั่งของภารกิจ
ผู้เล่นต้องเข้าร่วมการต่อสู้และให้ความช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ยักษ์ตามบัญชาการของรองแม่ทัพฝ่ายยักษ์และนำตัวรามกลับมาให้ได้
ความล้มเหลวของภารกิจ
หากไม่สามารถนำตัวรามกลับมาได้ถือว่าภารกิจล้มเหลว ผู้เล่นทุกคนถูกหักคะแนนภารกิจครึ่งหนึ่งจากที่เหลือ
หน้าต่างภารกิจเด้งขึ้นมาเหมือนครั้งก่อนๆเสียแต่คราวนี้ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมายนัก แต่สิ่งหนึ่งที่วิฬาร์มั่นใจก็คือไมยราพต้องทำภารกิจสำเร็จอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น ภารกิจนี้ก็คงเดินต่อไม่ได้
จากนั้น รองแม่ทัพนวนันท์ก็ออกคำสั่งให้พวกเขาเตรียมตัวจัดกองกำลังออกเป็นกลุ่มย่อย เพื่อเตรียมออกเดินทางไปทำภารกิจในยามดึกของคืนนี้
พิกัดเป้าหมายที่กองทัพของวิฬาร์และฑิฆัมพรได้รับล้วนเป็นจุดล่อแหลมต่างๆ ที่อยู่ในอาณาเขตฝ่ายมนุษย์ และแต่ละจุดก็ล้วนดูน่ากังวลไม่น้อย
และสิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือ พวกเขาจึงต้องมาจัดกันว่าจะมอบหมายให้ใครเป็นหัวหน้ากลุ่มไหนเพราะไม่แน่ใจว่าไมยราพจะหนีออกมาเจอใครกันแน่
แอบลอบเร้นเข้าไปในแดนศัตรู ยากปานเข็นครกขึ้นภูเขาเรื่องติดต่อสื่อสารกันก็ยิ่งลำบาก หากใช้พลุยิงเพื่อแจ้งข่าวเกรงว่าคนที่จะเห็นเป็นคนแรกก็คือฝ่ายศัตรูนั่นเอง
และนั่นแปลว่าพวกเขาต้องเอาตัวรอดโดยลำพัง ดังนั้นยิ่งจำเป็นต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ ต้องรู้ว่าควรทำสิ่งใดก่อนสิ่งใดหลังและต้องรับมือกับอะไรบ้าง
และอย่างแรกที่พวกเขาต้องรู้คือหากไมยราพทำภารกิจสำเร็จเขาจะมาพร้อมกับไอเทมเจ้าปัญหาชิ้นหนึ่ง
นั่นก็คือโลงผนึกเวท
มันเป็นเครื่องจองจำขั้นสูง มีระดับสูงถึงระดับ A คนที่ถูกขังอยู่ในโลงผนึกเวทจะถูกผนึกพลังเวทมนตร์ทั้งหมดเอาไว้โดยสมบูรณ์จนกลายเป็นเหมือนคนธรรมดาที่ไร้เวทมนตร์ ซึ่งไมยราพต้องขังรามเอาไว้ในนั้นเพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย
และปัญหาของเจ้าโลงนี่ก็คือมันสามารถดูดพลังเวทมนตร์จากพื้นดินเพื่อใช้ในการคงสภาพการผนึกเวทเอาไว้แทนที่จะต้องเปลืองผลึกเวทจำนวนมาก และด้วยความสามารถระดับสูงเช่นนี้มันจึงมีข้อจำกัดที่ห้ามยกสูงเกินสามเมตรจากพื้นดินไม่เช่นนั้นโลงจะไม่สามารถทำงานได้
นั่นแปลว่าพวกเขาไม่สามารถขนย้ายมันทางอากาศได้
พวกเขาจึงต้องเตรียมพาหนะทางบกรวมถึงสัตว์อสูรเพื่อใช้สำหรับขี่คุ้มกันไปด้วย เพื่อใช้ในการเดินทางกลับ
และปัญหาใหญ่สุดที่พวกเขาต้องกังวลก็คือทัพมนุษย์จะส่งใครมาชิงตัวรามกลับไป
จะเป็นหนุมานเหมือนอย่างในวรรณคดี
หรืออาจจะมีนิลพัท สุครีพโผล่มาแทน
หรือหากกรณีเลวร้ายที่สุดคือมากันยกแก๊งทั้งสิบแปดมงกุฎ