การต่อสู้ระหว่างจ้าวเฉินและลู่อวี๋นั้นหน้าประทับใจมาก ถึงแม้ผลลัพธ์มันจะออกมาเหนือความคาดหมายไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หน้าแตกตื่นตกใจเหมือนคู่อื่น ๆ ยิ่งจ้าวเฉินมีหมาป่าขนเทาระดับสิบด้วยแล้ว การเอาชนะลู่อวี๋จึงไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากที่โม่เฟิงสามารถเอาชนะลู่อวี่มาได้ เด็กจากห้องเรียนที่สองก็สามารถเอาชนะเด็กจากห้องเรียนที่สามได้เช่นกัน แต่เมื่ออีกฝ่ายต้องมาประลองกับจ้าวเฉิน ถึงแม้รับพลังของทั้งสองจะอยู่ที่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้าเหมือนกัน แต่จ้าวเฉินกลับสามารถเอาชนะอีกฝ่ายโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเรียกสัตว์อสูรออกมาเลยด้วยซ้ำ
การกระทำของจ้าวเฉินนั้น ได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า แม้ไม่ต้องพึ่งพาสัตว์อสูร ความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบเลย ซึ่งการที่เขาสามารถเอาชนะลู่อวี๋มาได้นั้น ไม่ได้เป็นเพราะเขามีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ตัวเขาเองก็แข็งแกร่งเช่นกัน
เมื่อได้ว่าที่ตัวแทนทั้งแปดคนครบแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่รอบแก้ตัว โดยทุกคนที่พ่ายแพ้ไปก่อนหน้านี้ จะต้องขึ้นมาประลองแบบพร้อมกันหมด ซึ่งผู้ที่ยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย จะได้สิทธิ์หนึ่งครั้ง ในการท้าประลองกับหนึ่งในตัวแทนทั้งแปดคน
หลี่ผิงให้ทุกคนได้พักเป็นเวลาหนึ่งครึ่งชั่วยาม ก่อนผู้ที่แพ้ในแต่ละสาย จะออกมายืดเส้นยืดสาย เตรียมตัวขึ้นประลองในรอบแก้ตัว ซึ่งเด็กจากห้องเรียนที่สอง สาม และสี่ต่างก็มีความคิดไปในทางเดียวกัน คือการมุ่งเป้าไปที่เด็กจากห้องเรียนที่หนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ๆ อย่างต้าถงและลู่อวี๋
เมื่อเด็กทุกคนพร้อมแล้ว หลี่ผิงจึงได้ประกาศเริ่มการประลองในรอบแก้ตัว “การประลองในรอบแก้ตัว เริ่มได้!”
เมื่อสิ้นเสียงประกาศ เด็กจากห้องเรียนที่สอง สามและสี่ จำนวนเกือบ 20 คนี ต่างได้กรูกันเข้าหาเด็กจากห้องเรียนที่หนึ่ง ซึ่งมีเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น
แต่ถึงแม้เด็กจากห้องเรียนที่หนึ่งจะมีคนน้อยกว่า แต่ระดับพลังของพวกเขานั้นสูงกว่ามาก และยิ่งอีกฝ่ายพุ่งเข้ามาแบบไม่เป็นระบบระเบียบด้วยแล้ว มันยิ่งง่ายสำหรับพวกเขา ที่จะเกาะกลุ่มกันตั้งรับ และปล่อยให้ต้าถงและลู่อวี๋ เป็นผู้ที่คอยไล่กำจัดอีกฝ่ายไปทีละคนสองคน
ต้าถงเหวี่ยงท่อนแขนที่แข็งแกร่งของตนเขาใส่เด็กจากห้องเรียนที่สอง ด้วยแรงกระแทกที่เหลือล้น ร่างของเด็กจากห้องเรียนที่สองลอยไปกระแทกเด็กจากห้องเรียนที่สามอีกสองคนปลิวไปจนตกขอบสนามประลอง
ส่วนลู่อวี่ใช่ความคล่องแคล่วว่องไว เอนตัวหลับหมัดไปทางด้านขวา ก่อนจะใช้เท้าซ้ายเตะไปที่บริเวณศีรษะของเด็กจากห้องเรียนที่สาม และหลบลูกแตะที่กวาดเข้ามาของจินต้วนจากห้องเรียนที่สี่โดยการใช้มือตบพื้น เพื่อทำให้ร่างของตัวเองนั่นลอยขึ้นเล็กน้อย เมื่อลงสู้พื้นอีกครั้ง เขาดีดตัวปล่อยหมัดขวาเข้าใส่ท้องของจินต้วนจนลุกขึ้นมาไม่ได้อีก
เด็กห้องเรียนที่หนึ่งใช้เวลาไม่นานถึงหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็สามารถกำจัดเด็กจากห้องเรียนที่สอง สามและสี่ไปได้ ตอนนี้จึงเหลือแค่พวกเขาห้าคนเท่านั้น ซึ่งทุกคนยกเว้นต้าถงและลู่อวี๋ต่างก็สละสิทธิ์ เพราะพวกเขานั้นไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสองคนนี้ได้เลย ฝืนสู้ไปก็จะเจ็บตัวเปล่า ๆ
ต้าถงและลู่อวี๋ยื่นเผชิญหน้ากัน ต้าถงเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน เขาวิ่งเข้าหาลู่อวี๋ พร้อมกับปล่อยหมัดขวาแบบไม่ได้มีลูกเล่นใด ๆ แอบแฝง
สำหรับลู่อวี๋แล้ว การโจมตีของต้าถงนั้นไม่ได้เร็วนัก เข้าก้มตัวหลบไปได้อย่างสบาย ๆ เรียกดาบสั้นของตนออกมา แทงเข้าใส่ที่บริเวณท้องของต้าถง
ต้าถงเห็นมีดของลู่อวี๋แทงเข้ามา ถึงแม้ร่างกายของเขาจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะป้องกันของมีคมได้ เขาจึงใช้มือซ้ายคว้าไปที่ข้อมือของลู่อวี๋
ด้วยพละกำลังของต้าถง ถ้าถูกจับข้อมือเอาไว้ได้ ไม่มีทางที่ลู่อวี๋นั้นจะสลัดให้หลุดได้เลย ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าฝืนแทงต่อไป รีบชักมีดกลับ ดีดตัวถอยหลัง รีบเว้นระยะห่างจากอีกฝ่าย
เมื่อลู่อวี๋ขยับถอยหลัง ต้าถงที่ยังตั้งหลักไม่มันคง ได้ฉวยโอกาสนี้ ฝืนกระทืบพื้นอย่างแรง ส่งร่างของตัวเองให้พุ่งไล่ตามอีกฝ่ายไป
แม้พละกำลังของต้าถงจะมีมาก แต่ด้วยการทรงตัวที่ไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก เขาจึงกระโจนไปได้ไม่ไกลมาก แต่เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไล่ตามลู่อวี๋ให้ทัน ขอแค่จับส่วนใดส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ก็พอ โดยการยื่นแขนซ้ายออกไปจนสุด ก่อนจะคว้าจับไปที่บริเวณข้อเท้าของลู่อวี๋ได้สำเร็จ
ลู่อวี๋ที่คิดว่าตัวเองถอยออกมาพ้นแล้ว ต้องรู้สึกตกใจมาก เมื่อเห็นข้อเท้าของตนถูกต้าถงจับเอาไว้ เขารีบใช้ดาบสั้นของตนฟันไปที่ข้อท่อนแขนของต้าถง
ต้าถงเงยหน้าขึ้น เห็นลู่อวี๋กำลังฟันแขนซ้ายของตน เขาจึงรีบดึงข้อเท้าของอีกฝ่ายเข้ามาหาตัว
มีดของลู่อวี๋กำลังจะฟันโดนท่อนแขนของต้าถง แต่เขากลับถูกอีกฝ่ายดึงจนเสียหลักล้มลงไปซะก่อน
ตึ้งง!
ต้าถงยืนขึ้น มือซ้ายยังกำข้อเท้าของลู่อวี๋เอาไว้ เตรียมจะเหวี่ยงร่างของลู่หวี๋ให้กระแทกพื้นไปมา แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำเช่นนั้น ลู่อวี๋ได้เอ่ยยอมแพ้ออกมาซะก่อน
“ข้ายอมแพ้แล้ว!”
เมื่อลู่อวี๋เอ่ยยอมแพ้ หลี่เผิงได้เดินขึ้นมาบนสนามประลอง “การต่อสู้ในรอบแก้ตัวจบลงแล้ว! ต้าถง..ตอนนี้เจ้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะขอท้าประลองกับใคร เจ้ามีเวลาพักครึ่งชั่วยาม หลังจากครบแล้ว เจ้าจะต้องเลือกคนที่ต้องการจะประลองด้วย กคิดให้ดี”
ต้าถงลงจากสนามประลองเพื่อไปนั่งพัก เขาคิดทบทวนว่าจะท้าประลองกับใคร
คนที่ข้ายังไม่เคยประลองด้วยตอนนี้มี เสี่ยวฟ่าน หรงซิ่น ลู่หานและจ้าวเฉิน ถ้าดูจากประลองในรอบที่ผ่าน ๆ มา เสี่ยวฟ่านและลู่หานเหมือนจะยังไม่ได้ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ ส่วนจ้าวเฉินมีหมาป่าขนเทาระดับสิบ ถึงมันจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้า แต่ถ้าต้องรับมือกับจ้าวเฉินไปด้วย มันอาจทำให้ข้านั้นต้องตกที่นั่งลำบาก..
หลังจากหมดเวลาพัก ต้าถงได้เดินขึ้นมาบนสนามประลอง ชี้นิ้วไปทางคนที่จะท้าประลองด้วย
“ข้าขอถ้าประลองกับ หรงซิ่น!”
เป็นไปตามที่ทุกคนได้คาดการณ์ไว้ เพราะในบรรดาว่าที่ตัวแทนทั้งแปดคน คนที่น่าจะอ่อนแอที่สุดก็คือหรงซิ่น
หรงซิ่นนั้นโชคไม่ดีนัก เขาต้องขึ้นประลองกับต้าถงอีกหนึ่งรอบ ซึ่งเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจเลย ว่าตนเองจะสามารถเอาชนะต้าถงได้ และเมื่อการประลองเริ่มขึ้น ต้าถงได้บุกเข้าโจมตีเขาอย่างหนัก ถึงแม้หร่งซิ่งจะพยายามหลบและสวนกลับไป แต่การโจมตีของเขาไม่ส่งผลต่อร่างกายของต้าถงเลยแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุด เขาก็ถูกหมัดของต้าถงซัดจนตกขอบสนามประลอง หมดสิทธิ์ในการได้เป็นตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียว
เมื่อได้ตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวครบทั้งแปดคนแล้ว หลี่ผิงจึงได้ให้ตัวแทนทุกคนขึ้นมายืนบนสนามประลอง
“พวกเจ้าทั้งแปดคนคือตัวแทนที่จะไปข้าร่วมงานประลองหกสถาบัน” หลี่ผิงหยิบเข็มกลัดออกมามอบให้กับตัวแทนทั้งแปดคน “สิ่งนี้คือเข้มกลัดตราสัญลักษณ์ของสถาบันใบไม้เขียว จงเก็บรักษามันเอาไว้ให้ดี”
หลังจากมอบเข็มกลัดให้กับตัวแทนทั้งแปดคนเรียบร้อยแล้ว หลี่ผิงก็ได้กล่าวปิดงานประลองชิงตำแหน่ง “แม้พวกเจ้าหลายคนจะไม่ได้ได้ถูกรับเลือกให้เป็นตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียว แต่เพื่ออนาคตในวันข้างหน้า ข้าขอให้พวกเจ้านั้นตั้งใจมั่นฝึกฝนต่อไป”
หลี่ผิงหันกลับมาที่ตัวแทนทั้งแปดคน “ส่วนพวกเจ้าทั้งแปดคนที่ตอนนี้กำลังแบกชื่อเสียงของสถาบันใบไม้เขียวเอาไว้ จงอย่าได้ประมาท ตัวแทนของแต่ละสถาบันที่พวกเจ้าต้องเผชิญหน้าด้วย ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเจ้าเลย ก่อนจะถึงวันออกเดินทาง ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ จะกลับไปพักผ่อนและฝึกฝน ทำยังไงก็ได้ ให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด”
หลี่ผิงได้ปล่อยให้ทั้งแปดคนนั้นกลับไปพักผ่อน “เอาล่ะ! หลังจากนี้อีกอีกสามวัน ให้มารวมตัวกันที่หน้าประตูเมืองตะวันดับ แยกย้ายกันไปพักผ่อนซะ”
หลังจากงานประลองชิงตำแหน่งจบลง หลายคนต่างก็ทยอยกันเดินทางกลับ ฝูหมิงเองก็กำลังจะกลับเช่นกัน แต่ก่อนที่เขาจะลุกออกจากที่นั่ง เด็กกลุ่มหนึ่งก็ได้เดินตรงเข้ามา
“ท่านอาจารย์ฝูหมิง พวกข้ามารับเงินที่ท่านเดิมพันไว้กับโม่เฟิง” ปิงหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
“ฮึ! เดิมพันอะไร? ข้าจำไม่ได้...ไหนละหลักฐาน?” ฝูหมิงเค้นเสียงขึ้นจมูก พยายามหาเรื่องไม่จ่ายเงิน
“เอ๋ๆๆๆ นี่ท่านกำลังหาเรื่อง เบี้ยวเงินเดิมพัน..?” เห็นฝูหมิงคิดที่จะเบี้ยว เสี่ยวฟ่านจึงตะโกนออกมาเสียงดัง ทำเอาทุกคนที่กำลังเดินทางกลับต่างก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น เดินเข้ามามุงดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น
เสี่ยวฟ่านยังไม่ยอมหยุด เขายังตะโกนต่อไป “นี่ท่านลืมไปแล้วหรือ? ท่านเดิมพันกับโม่เฟิงเอาไว้ หากห้องเรียนที่สี่ไม่อาจคว้าตำแหน่งตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวมาได้ พวกข้าจะต้องจ่ายเงินให้กับท่านเป็นจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญทอง”
“แต่ถ้าตัวแทนจากห้องเรียนที่สี่ สามารถคว้าตำแหน่งตำแทนของสถาบันใบไม้เขียวมาได้ ท่านจะจ่ายเงินให้พวกข้าหนึ่งร้อยเหรียญทอง ตามจำนวนคนที่ได้เป็นตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียว ตอนนี้งานประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว มีเด็กจากห้องเรียนที่สี่ได้เป็นตัวแทนทั้งหมดห้าคน ท่านจะต้องจ่ายเงินเดิมพันให้กับพวกข้าเป็นจำนวนห้าร้อยเหรียญทอง”
“ห้าร้อยเหรียญทอง!” ทุกคนที่กำลังมุงดูอยู่ต่างก็รู้สึกตกใจกับจำนวนเงินที่ทั้งสองฝ่ายนั้นเดิมพันกันเอาไว้
เห็นฝูหมิงยังคงนิ่งเฉย เสี่ยวฟ่านจึงถามย้ำอีกครั้ง “นี่ท่านอาจารย์ฝูหมิง ท่านคงไม่คิดจะเบี้ยวเงินเดิมพันของพวกข้าใช่ไหม?”
เมื่อฝูหมิงไม่กล่าวสิ่งใดออกมา ผู้คนที่มุ่งดูอยู่ต่างก็กระซิบกระซาบ คาดเดากันไปต่างๆนานา
“อาจารย์ฝูหมิงกำลังเบี้ยวเงินเดิมพันอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าว่าอาจารย์ฝูหมิงไม่น่าจะมีเงินจ่ายหรอก ตั้งห้าร้อยเหรียญทองเชียวนะ!”
“ไม่จริงน่า ทำงานมาตั้งหลายสิบปี จะไม่มีเงินเก็บเชี่ยวหรือ?”
เมื่อคนเริ่มมามุ่งดูกันเยอะขึ้น ฝูหมิงจึงรีบหาทางออกไปจากตรงนี้ “พวกเจ้ามีแต่คำพูดลอย ๆ ไหนละหลักฐาน...อึกก!”
ขณะที่ฝูหมิงกำลังพูดบ่ายเบี่ยง เขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ ก่อนที่เสียงของผู้อาวุโสท่านหนึ่งจะดังก้องอยู่ในหัว
“จงทำตามสัญญาที่เจ้าเคยให้ไว้”
ฝูหมิงเริ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่คิดว่าเรื่องมันจะบานปลายถึงขนาดนี้ หากแค่สองถึงสามร้อยเหรียญทอง เขายังพอจะมีปัญญาจ่าย แต่นี่ตั้งห้าร้อยเหรียญทอง ต่อให้ขายทุกอย่างที่เขามีอยู่ ก็ยังไม่แน่ว่าเขาจะมีเงินถึง
ฝูหมิงลูบแหวนมิติของตน ถุงผ้าสีน้ำตาลได้ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ “เอาไป!”
เสี่ยวฟ่านรับถุงผ้ามาจากฝูหมิง เขารีบตรวจสอบจำนวนเงินที่อยู่ด้านใน แต่เมื่อได้ตรวจสอบดู เสี่ยวฟ่านก็โพล่งออกมาว่า “เอ๋ๆๆๆๆ..นี่มันไม่ถึงห้าร้อยเหรียญทองนี่น่า”
ฝูหมิงชักสีหน้า เค้นเสียงออกมาก่อนจะเดินหนีไป “เงินส่วนที่เหลือเดียวข้าจะเอาไปให้ทีหลัง”
เห็นฝูหมิงเดินหนีไป เสี่ยวฟ่านโยนถุงเงินที่อยู่ในมือไปมา ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับทุกคน “ฮี่ฮี่ๆๆ ได้เงินเดิมพันของโม่เฟิงมาแล้ว ถึงจะยังได้มาไม่ครบก็เถอะ”
“ทำได้ดีมาก! แต่ตอนนี้โม่เฟิงไม่รู้ไปอยู่ไหน” ปิงหยุนยังคงรู้สึกเป็นห่วงที่โม่เฟิงนั้นหายตัวไป
ลู่หานแตะไปที่บ่าของปิงหยุน “ตอนนี้เรากลับไปฝึกฝนกันต่อดีกว่า ถ้าพวกเราสามารถสร้างชื่อในงานประลองหกสถาบันได้ ยามที่โม่เฟิงกลับมา เขาจะได้ไม่ผิดหวังกับพวกเรา”
ทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ลู่หานได้กล่าวออกมา ตอนนี้พวกเขาจะต้องตั้งใจฝึกฝน เคล็ดวิชาที่โม่เฟิงมอบนั้น จะได้ไม่สูญเปล่า
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ