ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 95 ชีวิตวันหยุดอันสงบเงียบ II

              ช่วงบ่ายเรย์รู้สึกหิวน้ำจึงเดินออกมาจากห้องส่วนตัวหลังปลีกตัวออกมาอ่านหนังสืออยู่ในห้องของตนเพื่อปล่อยให้คุณอาทั้งสองได้มีเวลาตามประสาเพื่อนสาว


              ขณะกำลังจะเดินถึงห้องครัวเขาก็ดันได้ยินบทสนาของทั้งคู่ขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ


              “เธอเห็นรายชื่อเพื่อน ๆที่จะมาร่วมงานในวันพรุ่งนี้แล้วใช่ไหม...”


              “เห็นคร่าว ๆ แล้วค่ะ”


              “สึคาสะถามใหญ่เลยล่ะว่าเธอจะมาด้วยไหมฉันได้ยินว่าเขาหย่ากับภรรยาได้ปีกว่าแล้วเธอไม่สนใจตอบรับความรู้สึกจากเขาสักหน่อยล่ะ ฉันยังนึกถึงวันที่เขาตามเทียวไล้เทียวขื่อเธอสมัยเรียนมหาลัยได้อยู่เลย”


              เอาซุเล่าพร้อมกับเฝ้าสังเกตท่าทีของเพื่อนไปด้วย


              “เรื่องมันผ่านมานานมากแล้วเชื่อเถอะค่ะว่าหนุ่มฮอตที่มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด แถมวัน ๆได้เจอคนเป็นร้อยเป็นพันอย่างเขาคงลืมเรื่องพวกนั้นหมดแล้ว และอีกอย่าง...ฉันเองก็แต่งงานแล้วด้วย”


              น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์หนักเบาของคางูยะถึงเจ้าตัวจะไม่มีอารมณ์จริงจัง ก็ยังฟังดูจริงจังไปได้เอง


              “อย่างน้อยเธอควรใช้เขาเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ในแบบของผู้หญิงเสียบ้างท่าทางดูไร้พันธะ ปลอดภาระผูกพัน ปราศจากสิ่งผูกมัดอย่างสิ้นเชิง เชื่อสิว่าพรุ่งนี้เขาต้องมองเธอตาละห้อยแน่”


              “…”


              “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งกลัวไปล่วงหน้าอายุขนาดนี้แล้วปล่อยตัวเองไปตามธรรมชาติบ้างเถอะไม่ใช่วัยฮอร์โมนส์เป็นใหญ่แล้วด้วย”


              “…”


              เมื่อเห็นว่าโน้มน้าวเพื่อนสาวไม่ขึ้นเอนซุจึงเปลี่ยนเรื่อง


              “เหอะ—คุณโคเอ็นจิยังเอายัยผู้หญิงคนนั้นเดินทางไปต่างประเทศด้วยงั้นสิถึงแม้ตอนนี้จะมีกฎหมายใหม่เรื่องมีคู่ครองได้หลายคนส่งเสริมการมีบุตรจำนวนมากเพื่อเพิ่มประชากรโลกบลา ๆ ๆ อะไรนั่นก็เถอะ...แล้วทำไมเธอถึงต้องยอมให้เขามีได้ฝ่ายเดียวด้วย”


              นับตั้งแต่ดันเจี้ยนเริ่มปรากฏทำให้จำนวนประชากรโลกลดลงอย่างมีนัยะสำคัญ ทำให้รัฐบาลของหลาย ๆประเทศต่างผลักดันกฎหมายใหม่ แม่จะดูขัดกับหลักศีลธรรมไปบ้างก็ตามที


              “ผิดที่ฉันเองต่างหากที่ไม่สามารถมีลูกให้เขาได้…”


              เอนซุเบะปากแล้วคว้าแก้วน้ำเย็นมาจิบเพื่อดับกระหายและช่วยละลายความหงุดหงิดไปในตัว


              “แล้วทำไมไม่ทำเรื่องหย่าให้เป็นเรื่องเป็นราวยังไงเธอเองไม่ได้มีความรู้สึกอะไรให้กับเขาแต่แรกอยู่แล้วนี่แถมตระกูลเธอตอนนี้ก็ยัดเยียดน้องสาวต่างแม่ของเธอให้ทำหน้าที่ผลิตลูกแทนแล้วและดูเหมือนยัยนั่นจะเต็มใจมากซะด้วย เธอยังจะมีพันธะอะไรเหลืออยู่อีกห๊ะ?”


              เกิดสภาวะเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เอนซุจะกล่าวต่อว่า


              “ฟังนะนี่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด เธอไม่เคยทำหน้าที่ในฐานะภรรยาบกพร่อง และหลังจากนี้เธอควรมีชีวิตเป็นของตัวเองได้แล้วเลิกสนใจธรรมเนียมบ้าบอของตระกูลเสียทีเธอไม่จำเป็นต้องเสียอิสรภาพของตัวเองให้ใครอีก

              ฉันน่ะ—อยากให้เธอใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติในแบบของเธอโดยไม่ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองมากเกินไปในเมื่อมีโอกาสเกิดและตายเพียงครั้งเดียว

              ดังนั้นถึงจะต้องล้มเหลวพังทลายไม่เหลือซากในท้ายที่สุดหรือว่าโชติช่วงชัชวาลสักปานใดเธอก็ควรมีสิทธิ์ในการเลือกและตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งหมดไม่อย่างนั้นการมีชีวิตของเธอจะไปมีความหมายอะไร”


              เอนซุทักท้วงเสียงห้วนอย่างกระแทกกระทั้น


              บทสนทนาเงียบไปพักใหญ่ก่อนที่เสียงของคางูยะจะเอ่ยตอบด้วยความราบเรียบ แต่หนักอึ้ง


              “…คนเราน่ะอาจจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบได้แต่ถึงจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น มันก็ไม่ได้หายไปไหน…

              ภาระที่ฉันต้องแบกรับไว้มันไม่ได้ง่ายดายขนาดที่จะสามารถหันหลังให้กับทุกสิ่งได้หรอกนะคะถึงพี่ชายฉันจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่อย่าลืมสิว่าสายเลือดของเขาทั้งสองยังอยู่ฉันจำเป็นต้องพึ่งเส้นสายของตระกูลและเทคโนโลยีของโชวเร็นกรุ๊ปเพื่อรักษาชีวิตของริเสะไว้… นี่แหละคือความหมายในการใช้ชีวิตของฉัน”


              เอนซุกลอกตามองอย่างเหนื่อยหน่ายเจตนาถอนหายใจแรง ๆ ใส่เหมือนคร้านจะฟัง ราวกับอีกฝ่ายเป็นคนหัวดื้ออย่างไรก็ตามถ้าต้องแบกเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดเวลาก็ย่อมต้องรู้สึกเหน็ดเหนื่อยซึ่งเธอรู้ดีว่าคางูยะมีหน้าที่สำคัญที่ต้องแบกรับความคาดหวังของตระกูลทั้งหมดเอาไว้ด้วยสิ่งนี้คงทำให้ทรมานน่าดู และท้ายสุดแล้วคางูยะก็ไม่เคยได้รับการขอบคุณหรืออะไรทั้งนั้น


              “ช่างฟังดูโง่เง่าสิ้นดียังไงไม่รู้สิ...”


              คางูยะยิ้มรับคำพูดนั้นรู้ดีว่าเพื่อนของเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย แม้จะไม่ได้มีท่าทียอมรับโดยสิ้นเชิง แต่เอนซุก็ไม่ได้เถียงอะไรไปมากกว่านี้


              “เมื่อเราทำสิ่งที่หัวใจบอกว่าถูกต้องผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ตรงกับที่คาดหวังเสมอไปแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราเลือกผิดหรอกนะคะ...”


              คำพูดของคางูยะนั้นมีความจริงหลายอย่างทับซ้อนอยู่


              เอนซุรู้ดีว่าความหมายในการมีชีวิตอยู่ของคนเราไม่เหมือนกันอย่างที่คางูยะว่าแต่ละคนเลยให้น้ำหนักกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากันจึงไม่ควรมีใครถูกตัดสินว่าผิดถูกหรือโง่ฉลาดกว่ากันที่สำคัญทุกคนต่างก็มีข้อจำกัดของตัวเองกันทั้งนั้น แต่ถึงจะตระหนักได้เป็นอย่างดีทว่าเธอก็ยังพลั้งเผลอลืมไปในบ้างครั้งแล้วอดไม่ได้ที่จะต่อว่าคนอย่างคางูยะอยู่ร่ำไป


              สีหน้าเหน็ดเหนื่อยเหมือนอยากถอนหายใจของเอนซุเหมือนเขียนคำว่า ‘ไม่อยากยอมแพ้’เอาไว้


              “เหอะ! ถ้าหากนั่นคือโซ่ตรวนที่คอยร่ามเธออยู่ล่ะก็... ฉันจะ —กรี๊ด!!”


              ขณะเนื้อหาบทสนทนากำลังซีเรียสหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เอนซุได้ร้องออกมาเสียงดังลั่น


              “เกิดอะไรขึ้นครับ?”


              เรย์ที่หลบมุมอยู่โผล่หน้าออกมาถามอย่างตื่นตัวด้วยเช่นกัน


              “ปีเตอร์”


              “ปีเตอร์?”


              เขาและคางูยะต่างทวนคำของเอนซุขึ้นมาพร้อมกัน


              “ฉันหมายถึงแมลงสาบตัวนั้น!”



     

              เมื่อเรย์เข้าไปในห้องคางูยะ ก็เจอปีเตอร์ที่ตามหาเเละฉีดสเปย์ให้ขึ้นสวรรค์ไปเรียบร้อยหลังจากเสียเวลาไล่ตามอยู่พักใหญ่


              คําถามต่อมาที่เขาคิดคือมันมาได้ไงห้องพวกเขาเเลดูสะอาดสะอ้าน อาหารก็ไม่ได้ทําหกเลอะเทอะ ไม่เคยมีเศษอาหารตกอยู่เลยสักชิ้น


              ทว่าในขณะที่กำลังคิดอยู่ก็เหลือบไปเห็นชุดว่ายน้ำกีฬาของโรงเรียนตัวหนึ่งแขวนไว้ใกล้ๆ ตู้เสื้อผ้า


              เรย์ยืนมองมันอย่างอึ้งๆ ซึ่งตนนึกภาพคางูยะใส่ชุดว่ายน้ำแบบนี้ไม่ออกจริง ๆ


              ดูเหมือนเธอจะเตรียมมันไว้สำหรับเล่นน้ำกับคุณอาเอนซุวันนี้แต่พอดีเมื่อครู่เอนซุดันถูกเรียกตัวกลับบ้านเสียก่อนได้ใช้งาน


              “เป็นยังไงบ้าง จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ”


              คางูยะที่ทำความสะอาดห้องครัวเสร็จแล้วจึงแวะมาดู


              “เอ่อ... ครับ เเต่เผื่อมันมาอีกคราวหน้าผมว่าจะลงไปซื้ออะไรมาป้องกันไว้สักหน่อยดีกว่า”


              ทั้งสองคนเลยตัดสินใจเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตแถวสถานีในเวลากลางคืน


              ในระหว่างที่พวกเขาสองคนกําลังจ่ายเงินกันเรย์ก็นึกภาพชุดว่ายนํ้าในห้องอาจารย์ขึ้นมาได้ เลยเผลอถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว


              “หืม... ชุดนั่นน่ะเหรอ เอนซุซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้วไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงซื้อของแบบนี้มาให้… พอดีไปรื้อหาของบางอย่างจนไปเจอมันเข้าก็เลยเพิ่งมีโอกาสเอามันไปซักเผื่อไว้สำหรับใช้งานน่ะค่ะ”


              คางูยะที่เห็นสีหน้าเข้มขึ้นของเรย์จึงถามต่อว่า


              “ตื่นเต้นกับชุดว่ายนํ้านั่นขนาดนั้นเลยหรอคะ?”


              เรย์กระแอม ออกอาการอึกอักเล็กน้อยอย่างไม่สมกับเป็นตัวเขา


              “เเน่นอนสิครับ... ก็มันธรรมชาติของผู้ชายนี่นา”  


              คางูยะได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะในลำคอเบาๆ


              “งั้นวันหยุดครั้งหน้าเราไปว่ายน้ำเล่นด้วยกันไหมคะ...ฉันจะใส่ชุดนั้นให้เธอดูเพื่อแสดงความขอบคุณเรื่องเจ้าปีเตอร์ในวันนี้”


              แม้จะรู้ว่าเธอหยอกเย้าเขาเล่นแต่ในใจกลับเกิดอาการหวั่นไหวไม่สามารถสงบลงไปได้ในทันที


              ระหว่างทางกลับเรย์ก็ได้เหลือบไปเห็นร้านขายโคร็อกเกะข้างทางเเต่ลุงคนขายเห็นพวกเขาทันก่อนจึงเรียกทั้งสองคนว่า


              “คู่รักคู่นั้นน่ะ สนใจโคร็อกเกะ ร้อน ๆ กรอบ ๆ ไหม? ยิ่งช่วงเวลาก่อนนอนแบบนี้ต้องเติมพลังหน่อยนา~”


              เเน่นอนเมื่อทั้งสองได้ยินคําว่า 'คู่รัก' ต่างฝ่ายต่างตกใจและเข้าใจความนัยแฝงของคำว่าเติมพลังก่อนนอนดี


              “ไม่ใช่แฟนกันครับ/ค่ะ”


              ทั้งคู่ปฏิเสธออกมาพร้อมกัน


              “อ่าว... ไม่ใช่หรอกหรอพอดีเห็นพวกเธอทั้งสองคนใส่ชุดคล้าย ๆ กัน เดินทางกลับบ้านด้วยกันเเถมยังถือถือถุงซูเปอร์น่ะ ลุงขอโทษทีนะที่ปากไม่ดีพอดีวันนี้ไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่”


              เเน่นอนว่าทางอาจารย์ของเขาอดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปซื้ออุดหนุน


              ซึ่งเธอซื้อมาสองชิ้นสําหรับตนเองและหลานชายเเต่ในเมื่อถุงที่ซื้อของจากซูเปอร์เต็มมือของเรย์ คางูยะจึงได้ป้อนโคร็อกเกะให้กับเขาระหว่างทางจนหมด ทั้งคู่กลับมายังห้องคอนโดอันกว้างขวางและเงียบสงัดซึ่งตอนนี้มีเพียงเรย์กับคางูยะอาศัยกันอยู่แค่สองคน


              เมื่อกลับมาถึงห้องตัวเองเรย์ก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดลำลองลงมานั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น นั่งเอกเขนกอยู่ได้ครู่หนึ่งคางูยะที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เดินออกจากห้องมาด้วยชุดสเวตเตอร์กางเกงขาสั้นเผยให้เห็นเรียวขาคู่งามอย่างชัดเจน กลิ่นหอมอ่อนๆอย่างเป็นธรรมชาติที่ลอยออกมาจากตัวเธอนั้นทำเอาเขาจิตใจสั่นไหว


              โดยปกติเธอมักจะแต่งตัวด้วยชุดที่ดูเคร่งครัดมีระเบียบแต่เมื่ออยู่ในบ้านเธอกลับชอบแต่งตัวตามสบายค่อนข้างเปิดเผยอาจเพราะด้วยความที่เห็นเขาเป็นหลาน เธอจึงไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องระวังตัวจากใครกระมัง


              ทว่าเขาอยากให้เธอรู้ว่าตนก็เป็นมนุษย์เพศชายทั่วไปเหมือนกัน


              "อยากดื่มอะไรไหมคะฉันจะไปชงกาแฟให้ตัวเองสักแก้ว"


              "งั้นรบกวนขอเป็นนมอุ่นๆ แล้วกันครับ"


              หญิงสาวพยักหน้าให้เขาแผ่นหลังของร่างอันบอบบางเดินไปทางครัว เส้นผมซึ่งมัดไว้หลวม ๆ สะบัดพลิ้วเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ปลิวมาเกะกะระหว่างชงน้ำร้อนแต่นั่นก็ทำให้ต้นคอขาวที่ปกติจะถูกผมบังเอาไว้เผยพ้นปกคอกว้างของคอเสื้อสเวตเตอร์ให้เห็นและถูกบังสลับไปมาเสน่ห์ของความงามที่แผ่ออกมานั้นเป็นอะไรที่อธิบายด้วยคำพูดได้ลำบาก


              เธอเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแก้วสองใบในมือ


              "ได้แล้วค่ะ"


              ถ้วยนมถูกวางลงบนโต๊ะเตี้ยก่อนที่เธอจะเดินอ้อมไปฝั่งตรงข้ามนั่งหันหน้าเข้าหาเรย์


              เขาเอาได้เอาขนมจากร้านสะดวกซื้อมาอุ่นเเล้วนั่งกินด้วยกันกับอาจารย์ ความเงียบโรยตัวปกคลุมแต่มันเป็นความเงียบที่อบอุ่นและไม่ชวนให้อึดอัดใจ


              คางูยะนึกถึงตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่พบกับเด็กคนนี้ครั้งแรกซึ่งเป็นคนอารมณ์ดี ช่างพูดและตัวเล็กกว่านี้มาก เด็กชายในตอนนั้นแตกต่างกับเขาในวันนี้ราวกับคนละคนยิ่งคางูยะมองไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ทำเอาเธออดนึกหวนถึงวันที่พี่ชายได้มอบห้องพักนี้เป็นของขวัญไม่ได้


              "แม้จะโตเป็นสาวแล้วก็เถอะ...แต่เธอนี่ก็ไม่มีวี่แววในวัยเด็กหลงเหลืออยู่เลยนะ"


            "...ภายในยังเป็นคนเดิมก็พอแล้วไม่ใช่เหรอคะ? ไม่ว่าจะพูดน้อยหรือพูดมาก ไม่ว่าจะมีสีหน้านิ่งเฉยหรือไม่ก็ตาม—ทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบสำคัญ"


            "ฮ่าฮ่าเธอนี่จริง ๆ เลยนะ คางูยะ— ตามหลักแล้วเป็นแบบนั้น แต่ก็มีคำกล่าวที่ว่า 'ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง'...สำหรับสิ่งที่พี่จะให้เธอควรจะปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้ดีขึ้นเหมือนกับชุดงาม ๆ ที่ใส่อยู่ตอนนี้หน่อยสิ"


            ทั้งที่คิดว่าความเห็นคนอื่นเกี่ยวกับตัวเธอเองไม่ใช่สิ่งสำคัญและไม่ได้มีความหมายอะไรอีกแล้ว เพราะเธอไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่จะมานั่งให้คุณค่ากับความคิดเห็นของคนอื่นแต่พอได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นกลับเผลอยิ้มออกมา ถึงจะไม่แคร์สายตาคนทั่วไปแล้วแต่เธอคงให้ความสำคัญกับความเห็นคนบางคนอยู่ดี


              ในวันนั้นพี่ชายเธอยิ้มอย่างมีนัยหันหลังเดินนำเข้าไปในห้องพักเพื่อแนะนำส่วนต่าง ๆ


              ...เดิมทีหญิงสาวนึกว่าชะตากรรมที่เธอแบกรับตั้งแต่อายุยังน้อยอาจอยู่กับตัวเองไปตลอดชีวิตเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ต้องตัดสินโชคชะตาอย่างกะทันหันและรวดเร็วเช่นนี้แต่ตราบใดที่เธอสามารถมอบอิสระให้กับพี่ชายคนนี้ได้แม้ต้องเผชิญชีวิตอันทุกข์โศกหลังจากนี้ เธอก็จะไม่ปริปากบ่น


              'พี่ไม่รู้หรอกว่าหนูน่ะดีใจมากแค่ไหน'


              หลังรำลึกถึงวันคืนในอดีตคางูยะได้แย้มยิ้มออกมาบาง ๆ ริมฝีปากของเธอมีสีสวยงามดุจดอกไม้เป็นรอยยิ้มเงียบเหงา แต่ดูโล่งใจในขณะเดียวกันสิ่งที่เธอทำได้ดีเพียงอย่างเดียวคือการให้กำลังใจตัวเองมาตลอดซึ่งมันก็ทำให้เธอเข้มแข็งอยู่เรื่อย ๆคางูยะไม่ใช่ผู้หญิงที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็งแค่ภายนอกเพราะหัวใจของเธอไม่ได้อ่อนแอกว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาเลย


              เรย์เห็นเธอหันหน้าเหม่อมองไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างยามราตรีดวงตาของคางูยะเปล่งประกายเหมือนอัญมณีที่ส่องแสงในยามค่ำคืน ใบหน้าด้านข้างดูเฉยชาต่อทุกสิ่ง


              เขาอยากดื่มด่ำกับช่วงเวลาแบบนี้ให้นานขึ้นอีกสักหน่อยเป็นช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ เป็นเวลาที่เขาสามารถอยู่อย่างสงบได้กว่าวันพรุ่งนี้ที่แสนวุ่นวายจะมาถึงเพียงแค่ได้นั่งเฝ้ามองมองใบหน้าด้านข้างของเธอ เขาก็พร้อมนั่งแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆได้ทั้งคืน เพียงแต่กลางคืนนั้นเป็นเวลาอันแสนสั้น และวันพรุ่งนี้ก็คงจะวุ่นวายอีกครั้ง


              เรย์ล้วงหยิบของบางอย่างชิ้นหนึ่งซึ่งถูกรับฝากไว้เอามาเนิ่นนานและได้เวลาส่งมันให้ถึงมือเจ้าของเสียที


              “นี่มันอะไรกันคะ”


              คางูยะทำหน้างุนงง รับกล่องของขวัญเล็ก ๆ เก่าเก็บสภาพยับเยินมาไว้ในมือ


              แม้จะดูเย็นชาไม่ค่อยหืออือกับอะไรแต่เธอจะเป็นคนที่ไม่ชอบการถูกเซอร์ไพรซ์เวลามีใครมาเซอร์ไพรซ์อะไรจะไม่ค่อยมีรีแอ็คในทางบวกมากนักอย่างมากก็แสดงท่าทีขอบคุณไปตามมารยาท เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดว่าเธอชอบทำให้เกิดการทำซ้ำ ซึ่งเขารู้นิสัยนี้ของเธอเป็นอย่างดี


              “ก่อนออกจากบ้านวันนั้นเมื่อแปดปีที่แล้วพ่อได้ฝากของขวัญวันเกิดไว้ให้อาจารย์น่ะครับ…”


              เขาเห็นมือของเธอสั่นน้อยๆ เมื่อได้ฟัง โดยที่เรย์ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม มันยังคงเป็นเรื่องที่ค้างคาอยู่ในส่วนลึกของจิตใจอย่างไม่ลบเลือน


              "เรย์คุงคิดว่าฉันเป็นคนยังไงงั้นเหรอ"


              เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆเธอก็ถามขึ้นหลังจากที่จ้องมองกล่องของขวัญในมือและเงียบไปนาน


              "อาจารย์น่ะเป็นคนที่สวยมากแถมยังฉลาดอีกด้วย มีความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบตัดสินใจเด็ดขาดให้ความรู้สึกเหมือนกับราชีนีเลยครับ"


              ในระหว่างที่เขาพูดนั้น คางูยะลงมือแกะห่อของขวัญและพบว่าข้างในเป็นสร้อยข้อมือรูปจันทร์เสี้ยวสีเงิน


              "ฉันน่ะ...ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่เธอคิดหรอกค่ะ เธอคงไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าการที่ฉันเป็นฉันมันยากขนาดไหน... แต่เพราะมีพ่อของเธอคอยช่วยเหลือ ...เขามักอยู่ตรงนั้นเสมอในเวลาที่ฉันต้องการคอยปลอบโยนเวลาที่ท้อแท้ ตั้งแต่เด็ก ๆแล้วที่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่คอยอยู่ข้างฉันแต่ว่าตอนนี้มันช่างอ้างว้างเหลือเกินกับการที่โลกนี้ไม่มีเขาอยู่ด้วย..."


              แม้แต่บรรดาลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านเดียวกันยังพากันเดียดฉันท์และคอยหาเรื่องรุมรังแกอยู่เสมอ ทว่าโซอิจิโร่แตกต่างจากใคร ๆ อย่างสิ้นเชิงนอกจากจะไม่รังเกียจแล้วเขายังทำตัวเสมือนผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องและเข้าข้างเธออย่างออกนอกหน้าแบบไม่แยแสท่าทีใคร


              ความทรงจำเหล่านั้นยังเหลืออยู่ข้างในใจ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือคนที่อยู่ข้างในความทรงจำ


              พอฟังเธอพูดด้วยท่าทางจริงจังสีหน้าและดวงตาฉายแววทุกข์ทนและเจ็บปวดออกมาวูบหนึ่งแบบนั้นแล้วเขาก็นิ่งไป


              เมื่อไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าคำปลอบใจจะเหมาะสมที่สุดแล้วหรือไม่สำหรับกรณีนี้ เขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไร


              หลังกินเสร็จทั้งสองต่างเเยกย้ายกันกลับห้องของตัวเอง โดยก่อนคางูยะกลับเข้าห้องของตัวเองเธอได้เอ่ยขอบคุณที่เขายังอุตส่าห์เก็บรักษาของขวัญชิ้นนี้ไว้และส่งมอบมันถึงมือเธอ


              ‘ไม่ต้องคิดมากนะคะ พักผ่อนเยอะ ๆ ล่ะ’


              เรย์ทิ้งร่างลงไปกับเตียงนุ่มเเละคิดย้อนกลับไปยังคำพูดสุดท้ายเมื่อครู่สีหน้าอันหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกของเธอยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ


              เราต่างเก็บเรื่องหนักอกไว้ในใจเพราะรู้ว่าต่างคนต่างเจ็บปวดแค่ไหน แสร้งทำเป็นว่าไม่มีปัญหาต่อหน้าอีกฝ่ายเรายังไม่รู้ว่าจะจัดการกับความเศร้าท่วมใจเช่นนั้นยังไงจึงทำเป็นว่าชีวิตเราปกติดีแล้ว

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน