เสียงกีบม้าดังก้องสะท้อนบนถนนหินกรวด ยามตะวันคล้อยลับขอบฟ้าเข้าสู่ความมืดสลัว ขบวนเดินทางเคลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลอวิ๋น บ่าวรับใช้ต่างรีบกรูกันออกมาต้อนรับด้วยท่าทีตื่นเต้นราวกับการมาถึงของแขกผู้ทรงเกียรติที่ทุกคนเฝ้ารอคอย
“หลี่เจิน! มิได้พบกันหลายปีแล้วกระมัง”
เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความยินดีดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของ อวิ๋นหรง ที่ก้าวออกมาจากเรือนด้านใน เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนสหายเก่าแนบกาย สีหน้ายิ้มแย้มราวกับพบคนในครอบครัว
หลี่เจิน ยกมือคารวะอย่างสุภาพ ก่อนหัวเราะเบา ๆ พลางตอบกลับ “หลายปีนัก ข้ายังคิดถึงสุราของเ้ามิรู้ลืม ครานี้หากไม่ได้นั่งร่ำดื่มกับเ้าสักคืน ข้าคงกลับไปอย่างคาใจเป็แน่”
เสียงหัวเราะของทั้งสองประสานก้องไปทั่วลาน บรรยากาศอบอวลด้วยความคุ้นเคยและมิตรภาพที่แม้ห่างหายไปเพราะภาระหน้าที่ ก็หาได้ลดทอนความผูกพันลงแม้แต่น้อย
แต่ในขณะที่บทสนทนายังคงดำเนินอยู่ ดวงตาคมของหลี่เจินกลับมิได้หยุดเพียงการมองสหายเก่า…
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ เงาร่างอ่อนช้อยผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากบานประตูด้านใน นางก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสง่างามแต่แฝงความนุ่มนวล ทุกย่างก้าวราวกับพัดพาความเงียบสงบมาแต่งแต้มบรรยากาศให้แปลกเปลี่ยนไป
อวิ๋นหนิง น้องสาวของอวิ๋นหรง เด็กน้อยในความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยวิ่งเล่นซุกซนรอบจวน วันนี้กลับยืนตรงหน้าด้วยร่างสาวสะพรั่ง งามหยาดเยิ้มจนเขาแทบลืมหายใจ
ชุดแพรบางสีอ่อนแนบชิดร่างบาง ด้านนอกคลุมด้วยผ้าคลุมไหล่โปร่งที่ไหวเบาไปตามแรงลม เส้นผมดำขลับถูกรวบไว้เรียบร้อย ปล่อยเพียงปอยผมข้างแก้มพลิ้วพริ้วรับกับแสงตะเกียง ดวงหน้างามละมุนเปล่งประกายราวหยาดจันทร์ ริมฝีปากแดงระเรื่อเผยยิ้มบางอย่างอ่อนโยน หากแต่กลับตรึงสายตาเขาไว้จนไม่อาจละไปได้
หลี่เจินยืนนิ่งไปชั่วขณะ หัวใจสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรู้สึกที่ไม่คาดคิดแล่นวาบขึ้นในอก ทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่า และทั้ง… ปรารถนา
เด็กน้อยที่เคยซ่อนตัวอยู่หลังพี่ชาย วันนี้มิใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว แต่เป็สตรีเต็มตัว ผู้ที่เพียงแค่ก้าวออกมา ก็สามารถทำให้โลกทั้งใบของเขาหยุดเคลื่อนไหวได้ในพริบตาเดียว
คืนนั้น หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ผู้คนทั้งจวนต่างแยกย้ายกลับเรือน บรรยากาศที่คึกคักเมื่อครู่พลันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องระงมจากสวนด้านนอกกับสายลมราตรีที่พัดลอดช่องหน้าต่างไม้เข้ามาเป็ระยะ ความสงบงามปกคลุมทั่วทั้งเรือนใหญ่ ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผู้คนเข้าสู่ห้วงนิทรา
ทว่าภายในโถงใหญ่กลับยังมีแสงตะเกียงวูบไหวส่องสลัว เงาร่างอ่อนช้อยหนึ่งนั่งอยู่ตรงม้านั่งไม้ มือเล็กวางอยู่บนตำราที่เปิดค้างไว้ ดวงตาคมสวยที่เคยตั้งใจอ่านตัวหนังสือบัดนี้ปรือลงด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะปิดสนิทในที่สุด ร่างบางเอนตัวพิงหมอนอิง ดั่งดอกไม้ที่ก้มศีรษะพักผ่อนในยามค่ำคืน
อวิ๋นหนิงหลับใหลไปอย่างไม่รู้ตัว แสงตะเกียงอาบทาบผิวแก้มขาวนวล ทำให้ยิ่งแลดูอ่อนหวานราวกับสตรีในภาพวาดโบราณ ทุกลมหายใจที่สม่ำเสมอยิ่งขับให้บรรยากาศสงบลึกซึ้งงดงามยิ่งกว่าเดิม
ก้าวเท้าของหลี่เจินที่กำลังเดินผ่านโถงใหญ่พลันชะงัก เขาเผลอหยุดนิ่งลงอย่างไม่รู้ตัวเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับภาพตรงหน้า ชั่วขณะนั้นโลกทั้งใบดูเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงสตรีตรงหน้าที่สะกดเขาไว้จนมิอาจก้าวต่อไปได้
แสงไฟสลัวทอดเงาบนเรียวขนตาที่ทาบลงบนแก้มนวล ริมฝีปากแดงเรื่อเผยอเล็กน้อยยามเ้าของร่างหายใจแ่เบา ความเงียบที่รายรอบยิ่งทำให้เสียงหัวใจของเขาดังก้องชัดเจน