หลังจากที่พวกเขาหาที่พักพิงใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้แล้ว บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็ตึงเครียดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ไป๋หลุนพยายามหลบสายตาเย่ซิงอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาที่เขาราวกับนักล่าที่กำลังประเมินเหยื่อและในที่สุดเย่ซิงก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
"ข้าจะถามอีกครั้ง" น้ำเสียงของเย่ซิงเรียบเฉยแต่กลับกดดันจนน่าหายใจไม่ออก "เื่แผนที่และกุญแจที่เ้าละเมอออกมามันคืออะไร?"
ไป๋หลุนสะดุ้ง เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก "ขะ...ข้าคงจะเพ้อไปเรื่อยเปื่อยเพราะพิษไข้กระมัง ข้าจำไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าพูดอะไรออกไป" ไป๋หลุนยังคงเลือกที่จะโกหก
ทว่าแทนที่จะโกรธเกรี้ยวเย่ซิงกลับยิ้มออกมาเป็ครั้งแรก
มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ยเหมือนตอนอยู่ในป่า แต่มันเป็รอยยิ้มที่เ็าและแฝงไว้ด้วยความเวทนาอย่างที่สุด ราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กโง่เขลาที่ดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์
"เ้าดูเหมือนจะคิดว่าตัวเองมีทางเลือกสินะ" คำพูดนั้นทำให้ไป๋หลุนรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก "มะ...หมายความว่าอย่างไร?"
เย่ซิงลุกขึ้นยืนและเดินเข้ามาหาเขาช้าๆ "ยาพอกที่ข้าใช้รักษาแผลเ้าๆ คิดว่ามันมีแค่สมุนไพรรักษาแผลจริงๆ รึ?"
หัวใจของไป๋หลุนกระตุกวูบ
"สมุนไพรพวกนั้นเป็ของจริง สรรพคุณของมันช่วยชีวิตเ้าไว้ได้จริงๆ" เย่ซิงพูดต่อ "แต่ข้าผสมของแถมลงไปเล็กน้อย มันคือพิษสกัดจากเถาวัลย์อสรพิษเจ็ดก้าวที่ออกฤทธิ์ช้ามาก ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และซึมซับเข้าสู่กระแสเืของเ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
ไป๋หลุนเบิกตากว้าง หน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ "มะ...ไม่จริง"
"ป่านนี้มันคงแล่นไปทั่วร่างของเ้าและพันรอบเส้นชีพจรหัวใจของเ้าแล้ว" เย่ซิงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาสีนิลของเด็กน้อยจ้องลึกลงไปในดวงตาของไป๋หลุน "มันจะยังไม่ทำอะไรเ้าตราบใดที่เ้ายังได้รับยาถอนพิษซึ่งมีแค่ข้าเท่านั้นที่ปรุงได้" เพื่อเป็การตอกย้ำคำพูดของตัวเอง เย่ซิงดีดนิ้วเบาๆ
เป๊าะ!
"อั่ก!!!"
ไป๋หลุนร้องออกมาเสียงหลง เขากุมหน้าอกของตัวเองและล้มลงไปกองกับพื้น ความเ็ปที่แหลมคมราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจของเขาอย่างรุนแรง มันปรากฏขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความหวาดกลัวที่จับขั้วหัวใจ
“มันคือความจริงชีวิตของข้าอยู่ในกำมือของเด็กปีศาจคนนี้โดยสมบูรณ์!” ไป๋หลุนกรียดร้องในใจเงียบๆ
"ตอนนี้เ้าพร้อมจะเล่าความจริงแล้วหรือยัง?" เย่ซิงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม ราวกับว่าภาพที่ไป๋หลุนลงไปนอนดิ้นเมื่อครู่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ของเขาเลยแม้แต่น้อย ความหวังทั้งหมดของไป๋หลุนพังทลายลงในพริบตา ความกล้าหาญที่เคยมีถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เขาน้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความกลัวและความสิ้นหวัง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
จากนั้นไป๋หลุนก็เริ่มเล่าความจริงทั้งหมดออกมา เขาไม่ใช่แค่ผู้ช่วยพ่อค้า แต่เป็ศิษย์ชั้นนอกของ'หอตำราเมฆา'องค์กรบัณฑิตที่ศึกษาประวัติศาสตร์และของโบราณ เขากำลังอยู่ในภารกิจลับที่ได้รับมอบหมายจากผู้าุโให้นำกุญแจศิลาไปส่งมอบให้เ้าเมืองเฟิงหวา ส่วนแผนที่นั้นเป็ของล่อเป้าที่เขาทำหายไประหว่างถูกโจมตี
"แล้วกุญแจศิลาอยู่ที่ไหน?" เย่ซิงถาม
ไป๋หลุนเงียบแทนที่จะตอบคำถาม แววตาของเขายังคงฉายแววลังเลอยู่เล็กน้อย ความภักดีต่อสำนักยังคงค้ำคอเขาอยู่ เย่ซิงเห็นความลังเลนั้นในแววตาของเขา
เป๊าะ!
เขาดีดนิ้วอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้หยุดมันในทันที
"อ๊ากกกกกกกกก!!!"
ไป๋หลุนกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง ความเ็ประลอกใหม่นี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนนับสิบเท่า มันไม่ใช่แค่ความเ็ปที่หัวใจอีกต่อไป แต่เป็ความรู้สึกราวกับเืทุกหยดในร่างกายกำลังเดือดพล่านและเส้นเอ็นทุกเส้นกำลังจะฉีกขาดออกจากกัน เขานอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ น้ำตาและน้ำลายไหลปนเปกันจนดูน่าสมเพช
เย่ซิงเพียงแค่ยืนมองภาพนั้นนิ่งๆ ดวงตาของเขายังคงว่างเปล่าและไร้ความรู้สึกใดๆ เขาปล่อยให้เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของไป๋หลุนดำเนินต่อไปอีกหลายอึดใจ ก่อนจะดีดนิ้วอีกครั้งเพื่อหยุดความทรมานนั้น
"อึก แฮ่ก แฮ่ก" ไป๋หลุนนอนแน่นิ่ง ร่างกายกระตุกเบาๆ เหลือเพียงเสียงหอบหายใจที่รวยริน
ความหวังทั้งหมดของไป๋หลุนพังทลายลงในพริบตา ความกล้าหาญที่เคยมีถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี ไป๋หลุนน้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความกลัวและความสิ้นหวัง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
"ข้าจะเล่า! ข้าจะเล่าทั้งหมด!”
ไป๋หลุนที่กำลังจะเริ่มสารภาพ แต่แล้วเย่ซิงก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเป็สัญญาณให้เขาหยุดพูด ไป๋หลุนชะงักงันด้วยความไม่เข้าใจ
เย่ซิงไม่ได้ดีดนิ้ว เขาเพียงแค่จ้องมองมาที่ไป๋หลุนด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นแต่แล้วความรู้สึกนั้นก็กลับมาอีกครั้ง
"อ๊าาาาาาาา!!!"
มันไม่ใช่ความเ็ปที่ร้อนระอุเหมือนครั้งก่อน แต่กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามันคือความเย็น ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งแห้งแผ่ซ่านออกมาจากหัวใจของไป๋หลุน มันลามไปตามเส้นเือย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกขาด แต่รู้สึกเหมือนพลังชีวิตของตนเองกำลังถูกดูดออกไปอย่างช้าๆ ความอบอุ่นหายไปจากร่างกาย แขนขาเริ่มชาและหนักอึ้งราวกับก้อนหิน ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับมีแผ่นน้ำแข็งมาปิดกั้นทางเดินหายใจ เขามองเห็นลมหายใจของตัวเองกลายเป็ไอสีขาวจางๆ ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาวเหน็บถึงเพียงนั้น มันคือััแห่งความตายที่แท้จริง ความรู้สึกของการถูกลบล้างให้หายไป
เย่ซิงปล่อยให้ความทรมานอันเยียบเย็นนั้นดำเนินต่อไปอีกหลายอึดใจ เขาเฝ้ามองดูแววตาของไป๋หลุนที่เปลี่ยนจากความเ็ปเป็ความหวาดกลัวและจากความหวาดกลัวกลายเป็ความว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง เมื่อเห็นว่าความลังเลและภักดีในจิตใจของเด็กหนุ่มคนนี้แตกสลายโดยสมบูรณ์แล้ว เขาจึงหยุดมันลง ความอบอุ่นค่อยๆไหลกลับคืนสู่ร่างของไป๋หลุนอย่างเชื่องช้า เขานอนนิ่งราวกับซากศพ มีเพียงดวงตาที่เบิกกว้างและว่างเปล่าเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่
เย่ซิงย่อตัวลงมาให้ใบหน้าอยู่ห่างจากไป๋หลุนเพียงไม่กี่คืบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
"นั่นคือบทเรียนเพื่อให้เ้าเข้าใจว่าชีวิตของเ้าไม่ได้เป็ของเ้าอีกต่อไป"
"..." ไร้เสียงขานตอบใดๆ ต่อมีเพียงความหวาดกลัวลึกถึงกระดูกที่ฉายออกมาจากแววตาของไป๋หลุน
"ทีนี้ตอบคำถามของข้าและอย่าได้คิดข้ามรายละเอียดแม้แต่คำเดียว"
ไป๋หลุนรีบพยักหน้าอย่างเอาเป็เอาตาย ราวกับว่านี่คือการพยักหน้าครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้ของเขา ก่อนจะล้วงเข้าไปในเสื้อชั้นในของเขา ดึงถุงผ้าเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ออกมา ภายในนั้นมีแผ่นหินสีดำขนาดเท่าฝ่ามือที่สลักลวดลายโบราณอันซับซ้อนเอาไว้
"มันอยู่ที่นี่กับข้าตลอดเวลา" ไป๋หลุนเล่าต่อว่ากุญแจนี้เชื่อกันว่าสามารถใช้เปิดทางเข้าสู่หอสมุดโบราณที่สาบสูญไปในประวัติศาสตร์ซึ่งซ่อนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งใกล้กับเมืองเฟิงหวาและกลุ่มโจรที่โจมตีพวกเขาก็น่าจะถูกส่งมาจากหอไม้ทมิฬซึ่งเป็สำนักคู่แข่งที่้าชิงกุญแจนี้ไป
เย่ซิงรับฟังเื่ทั้งหมดด้วยท่าทีสงบนิ่ง ในใจของเขาประเมินค่าของกุญแจศิลาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันอาจเป็หนทางสู่พลังและความรู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าการล่าสัตว์อสูรมากนัก
เย่ซิงหยิบเม็ดยาสีดำเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้ไป๋หลุน "นั่นคือยาถอนพิษสำหรับวันนี้เ้ากินซะ แล้วพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปเมืองเฟิงหวา"
ไป๋หลุนรับยามาด้วยมือที่สั่นเทา เขามองเม็ดยานั้นสลับกับมองใบหน้าของเด็กน้อยตรงหน้าใบหน้าที่เคยดูเหมือนเด็กกำพร้าธรรมดา บัดนี้กลับดูเหมือนพญามัจจุราชที่สวมหน้ากากของเด็กไร้เดียงสาเอาไว้
"ดี" เย่ซิงพูดในที่สุด "ถือว่าเ้าทำตามข้อตกลงแล้ว ต่อไปหน้าที่ของเ้าคือการคุ้มกันข้า" เขาพาไป๋หลุนไปยังถ้ำเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังน้ำตก ซึ่งเป็สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้
"เฝ้าอยู่หน้าถ้ำ" เย่ซิงออกคำสั่ง "อย่าให้สิ่งใดเข้ามาใกล้ข้าได้เด็ดขาด หากข้าถูกรบกวนจนพลังคลุ้มคลั่งขึ้นมาคนแรกที่จะตายคือเ้า"
ไป๋หลุนพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน เขานั่งขัดสมาธิลงที่ปากถ้ำ ชักกระบี่สั้นของตนออกมาวางไว้บนตักและเตรียมพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่
เย่ซิงเข้าไปเพื่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในจุดลึกในถ้ำ เขาวางสมุนไพริญญาสายฟ้าไว้บนตัก แสงสีม่วงเรืองรองของมันสาดส่องไปทั่วผนังถ้ำ ก่อนที่เขาจะหลับตาลงและเริ่มกระบวนการดูดซับพลังที่เสี่ยงอันตรายที่สุด
ภายในถ้ำหลังม่านน้ำตก เวลาผ่านไปราวกับหยุดนิ่ง ไป๋หลุนนั่งขัดสมาธิอยู่บริเวณปากถ้ำด้วยใจที่จดจ่อและเคร่งเครียด ทุกประสาทััของเขาตื่นตัวถึงขีดสุดเพื่อป้องกันภัยให้เด็กน้อยที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน หลายครั้งที่เขาได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรจากไกลๆ แต่ก็ไม่มีตัวไหนกล้าเข้ามาใกล้บริเวณนี้ หากแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าสัตว์อสูรแท้จริงแล้วคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในถ้ำ
ร่างเล็กๆ ของเย่ซิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยสายฟ้าสีม่วงที่รุนแรงและป่าเถื่อน พลังงานมหาศาลจากสมุนไพริญญาสายฟ้าปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับจะฉีกร่างของเด็กน้อยให้แหลกสลาย แต่เย่ซิงกลับนั่งนิ่งสงบควบคุมและดูดซับพลังงานเ่าั้เข้าสู่ร่างอย่างต่อเนื่องด้วยท่าทีที่น่าสะพรึงกลัว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้า พลังงานสายฟ้าที่คลุ้มคลั่งก็ค่อยๆ สงบลงและถูกดูดซับเข้าไปในร่างเล็กๆ นั้นจนหมดสิ้น
ความเงียบกลับคืนสู่ถ้ำอีกครั้ง
เย่ซิงลืมตาขึ้นในแววตาสีนิลของเขาบัดนี้มีประกายสายฟ้าสีม่วงวูบวาบอยู่จางๆ ก่อนจะเลือนหายไป เศษเสี้ยวิญญาของเขาที่เคยอ่อนแอ บัดนี้ได้รับการฟื้นฟูจนแข็งแกร่งขึ้น ความรู้สึกถึงพลังอำนาจที่เคยมีค่อยๆ ไหลเวียนกลับมา แต่มันกลับยิ่งขับเน้นความจริงที่น่าหงุดหงิดให้ชัดเจนขึ้น เขาแบมือเล็กๆ ของตัวเองออกแล้วกำแน่น พลังทางกายภาพแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"ิญญาแข็งแกร่ง แต่ร่างกายยังคงเปราะบางดุจแก้ว"
ร่างกายนี้ยังคงเป็กรงขังที่อ่อนแอเกินไป หาก้าจะต่อกรกับพี่ชายหรือแม้แต่ยอดฝีมือในโลกนี้ ลำพังแค่พลังิญญานั้นยังไม่เพียงพอ เขาจำเป็ต้องมีวิชาฝึกร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุด
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือวิชาที่เขาคุ้นเคยที่สุด วิชาที่เขาใช้มาตลอดชีวิตอันเป็นิรันดร์ของเขา
'กายาจันทราทมิฬ'
มันคือวิชาที่ดูดซับพลังหยินอันเยือกเย็นและบริสุทธิ์ที่สุดเพื่อสร้างร่างกายที่สงบนิ่งและทนทานดุจรัตติกาลที่ไร้จุดสิ้นสุด มันคือเส้นทางแห่งความมืดที่เหมาะสมกับตัวตนของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในขณะที่เขากำลังจะเริ่มโคจรพลังเพื่อฝึกฝน ภาพความพ่ายแพ้ในอดีตก็ฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ
ภาพของพี่ชายผู้ฝึกฝน 'กายาสุริยันเผาผลาญ' ร่างกายที่ลุกโชนด้วยพลังหยางอันเจิดจ้าและร้อนแรง พลังหยินอันเยือกเย็นของเขาพ่ายแพ้ให้กับพลังหยางที่เผาผลาญทุกสิ่งนั้นอย่างหมดรูป
"ความพ่ายแพ้คือบทเรียนที่ต้องเรียนรู้เพียงครั้งเดียว" เย่ซิงหยุดชะงัก เขาตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง หากเขายังคงเดินในเส้นทางเดิม ฝึกฝนวิชาเดิม ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงไม่ต่างไปจากเดิม
แล้วเขาก็นึกถึงสัจธรรมข้อหนึ่งของจักรวาล สัจธรรมที่เขาเกลียดชังมาโดยตลอด "พี่ชายข้าตัวตนแห่งหยางที่สมบูรณ์แบบก็ยังไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ด้วยพลังของตนเองเพียงลำพัง" ทุกครั้งที่พี่ชายของเขาสร้างดวงดาว สร้างชีวิต เขาก็จักต้องดึงเอาพลังหยินของเย่ซิงเข้าไปผสมผสานเพื่อสร้างความสมดุล
"หากการสร้างสรรค์ต้องใช้ทั้งหยินและหยางเช่นนั้นแล้วพลังอำนาจที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ย่อมต้องมาจากทั้งสองขั้วเช่นกัน!" ดวงตาของเย่ซิงสว่างวาบขึ้นราวกับเกิดการรู้แจ้ง!
เขาพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะหยินอ่อนแอกว่าหยาง แต่เพราะเขายึดติดอยู่กับพลังเพียงขั้วเดียวเช่นเดียวกับพี่ชายของเขาแต่ตอนนี้เขาแตกต่างออกไปแล้ว ในร่างมนุษย์ที่ว่างเปล่านี้ เขามีโอกาสที่จะสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่สร้างเส้นทางที่แม้แต่ตัวเขาในอดีตหรือพี่ชายของเขาก็ไม่เคยคาดคิดถึง!
เย่ซิงหลับตาลงอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อดูดซับพลัง แต่เพื่อ สร้างสรรค์เขาใช้สติปัญญาระดับจักรวาลของตนเอง ทบทวนทฤษฎีลมปราณและกายภาพทั้งหมดที่เคยมีมาและเริ่มร่างโครงสร้างของวิชาใหม่ขึ้นในใจ
"ร่างกายข้าคือจักรวาลจักรวาลที่มีทั้งหยินและหยางดำรงอยู่ร่วมกันแต่ไม่แทรกแซง" เขาเริ่มโคจรพลังลมปราณในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและเป็ไปไม่ได้สำหรับมนุษย์คนใด เขาแบ่งกระแสพลังในร่างกายออกเป็สองสายที่ไหลเวียนสวนทางกันอย่างสมบูรณ์แบบ
พรึ่บ!
ร่างกายของเย่ซิงพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสะพรึงกลัว! ิัซีกซ้ายของเขากลายเป็สีขาวซีดและมีไอเย็นเยียบแผ่ออกมา ในขณะที่ิัซีกขวากลับกลายเป็สีแดงก่ำและร้อนระอุราวกับเหล็กเผาไฟ
.......................................................................................
ไป๋หลุนยืนกอดอกพิงผนังถ้ำอยู่ด้านนอกอย่างกระสับกระส่าย เขาทำหน้าที่คุ้มกันตามคำสั่งของเย่ซิงมาได้เกือบครึ่งค่อนคืนแล้ว ในตอนแรกทุกอย่างยังคงสงบเงียบ มีเพียงเสียงน้ำตกและเสียงแมลงยามราตรี แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
มันคือคลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาจากภายในถ้ำ
ในตอนแรกมันเป็เพียงแค่ความรู้สึกอุ่นร้อนจางๆ แต่แล้วมันก็ค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนกลายเป็ความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงิั สลับกับความรู้สึกเย็นเยียบที่เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก พลังงานที่ปั่นป่วนและขัดแย้งกันเองนี้รุนแรงจนทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย
"เกิดอะไรขึ้นข้างในกันแน่?" ไป๋หลุนพึมพำด้วยความกังวล "หรือว่าการดูดซับพลังจะล้มเหลว?" ความอยากรู้อยากเห็นและความหวาดกลัวต่อสู้กันอย่างหนักในใจ สุดท้ายไป๋หลุนก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจย่องเข้าไปดูอย่างเงียบๆ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขาเมื่อก้าวเข้าไปในถ้ำ ทำให้เขาถึงกับหยุดหายใจ
เย่ซิงกัดฟันแน่น ความเ็ปจากการที่พลังสองขั้วปะทะกันภายในร่างนั้นรุนแรงยิ่งกว่าการดูดซับสมุนไพริญญาสายฟ้าเสียอีก แต่แววตาของเขายังคงแน่วแน่และมุ่งมั่น
เขาใช้จิติญญาที่แข็งแกร่งขึ้นของตนเองเป็แกนกลาง ค่อยๆ บังคับให้พลังทั้งสองสายที่บ้าคลั่งยอมสงบลงและไหลเวียนอยู่ในเส้นทางของตนเอง สร้างสมดุลอันเปราะบางขึ้นภายในร่างกาย
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดปรากฏการณ์ประหลาดบนร่างกายของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป ผิวของเขากลับมาเป็ปกติ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือสิ่งที่อยู่ภายใน
เย่ซิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และในลมหายใจนั้น มีทั้งไออุ่นของหยางและไอเย็นของหยินผสมปนเปกันอยู่ เขาทำสำเร็จแล้วเขาสร้างรากฐานของวิชาใหม่ที่เหนือกว่าทุกสิ่งที่เคยมีมาได้แล้ว เขาจะเรียกมันว่า 'กายาจักรวาลคู่ขนาน'
ปัง! ปัง!
เสียงทะลวงลมปราณดังขึ้นจากภายในร่างของเขาถึงสองครั้งติดต่อกัน! พลังงานที่เคยสงบนิ่งจากการดูดซับสมุนไพร บัดนี้ได้ถูกกระตุ้นและหลอมรวมเข้ากับรากฐานใหม่ที่เขาสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
"เฮอะ!! ใช้เวลาอยู่ในป่านี้เกือบครึ่งเดือน ล่าสัตว์อสูรไปนับสิบตัว พลังลมปราณเลื่อนมาถึงแค่ระดับก่อปราณขั้นที่สาม หากเพียงแค่สร้างรากฐานของ 'กายาจักรวาลคู่ขนาน' ก็ทำให้พลังทะลวงขึ้นมาถึงสองขั้นรวดจากก่อปราณขั้นที่สาม สู่ขั้นที่ห้า"
ไป๋หลุนมองดูเด็กน้อยตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความหวาดกลัวที่เคยมี บัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยความยำเกรงอย่างสุดหัวใจ
“เด็กคนนี้... ไม่ใช่แค่ปีศาจ... แต่เขาคือสัตว์ประหลาดที่สามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้” ไป๋หลุนตกตะลึงโดยสมบูรณ์เขาลืมแม้แต่คำสั่งที่จะต้องเฝ้าหน้าถ้ำโดยสิ้นเชิง
…………………………………………………………………………
ณ ศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง ที่ซึ่งกฎเกณฑ์แห่งจักรวาลถือกำเนิดและกาลเวลาเริ่มต้นขึ้นที่นั่นคือที่ตั้งของมหาปราสาทแห่งรุ่งอรุณ สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากศิลาหรือโลหะ แต่รังสรรค์ขึ้นจากแสงดาวแรกเริ่มที่ถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันจนกลายเป็รูปทรง
ภายในโถงบัลลังก์อันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นของมันคือกระจกแห่งจักรวาลที่สะท้อนภาพกาแล็กซีนับล้านซึ่งกำลังหมุนวนอยู่เบื้องล่าง บนบัลลังก์ที่สลักจากแก่นแท้ของดวงดาวสีขาวบริสุทธิ์ ร่างของบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีทองกำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง
เขาคือ 'ชีวิต'
ดวงตาของเขาสงบนิ่งราวกับผืนน้ำแห่งนิรันดร์ ในขณะที่เขากำลังเฝ้ามองการก่อเกิดและดับสูญของดวงดาวดุจการชมภาพวาดที่งดงาม จักรวาลทั้งใบขับขานบทเพลงแห่งการสร้างสรรค์อันสมบูรณ์แบบที่เขาเป็ผู้อำนวยเพลง
แต่แล้วในวินาทีนั้นเองบทเพลงก็พลันมีเสียงผิดเพี้ยนแทรกเข้ามา มันไม่ใช่เสียงที่ดัง แต่เป็ความรู้สึกที่แ่เบาราวกับคลื่นกระเพื่อมในมหาสมุทรที่เคยสงบนิ่งชีวิตขมวดคิ้วเล็กน้อย เขานิ่งเงียบหลับตาลงและแผ่จิตสำนึกของตนออกไปครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาลเพื่อค้นหาต้นตอของความผิดปกตินั้น
เขาไม่ได้พบตำแหน่งที่แน่ชัดมันเล็กเกินไปกระจ้อยร่อยเกินไปราวกับธุลีดินในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ แต่เขากลับััได้ถึงธรรมชาติของพลังงานนั้น มันไม่ใช่พลังหยินอันเยือกเย็นและคุ้นเคยของน้องชายและก็ไม่ใช่พลังหยางอันเจิดจ้าของตนเองแต่มันคือพลังงานสองสายที่แตกต่างกันสุดขั้วที่กำลังไหลเวียนอยู่ในภาชนะเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบเป็เส้นขนานที่ไม่มีวัน แต่ก็ค้ำจุนซึ่งกันและกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
ชีวิตลืมตาขึ้นช้าๆ ในแววตาของเขาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับฉายแววที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวด มีทั้งความประหลาดใจ ความทึ่งและความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความอาวรณ์ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาเป็รอยยิ้มที่แท้จริงครั้งแรกในรอบหลายกัลป์ เขาทอดสายตามองออกไปยังความว่างเปล่าอันไกลโพ้น ราวกับจะมองทะลุผ่านมิติเวลาไปยังป่าทึบ บนดวงดาวอันห่างไกลดวงหนึ่ง
"เก่งมากน้องข้า" เสียงของเขากระซิบเบาๆ ในโถงบัลลังก์ที่ว่างเปล่า
"ในที่สุดเ้าก็ทำในสิ่งที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ"