Chapter 2
Aid'Part
“พวกมึงไปกินข้าวคณะเกษตรกัน”
“ข้าวคณะตัวเองก็มี มึงจะถ่อไปถึงเกษตรเพื่อ”
ผมส่ายหัวให้กับไอ้สองตัวข้างๆ ที่ทุกวันมันจะเถียงกันแบบนี้เสมอ
ไอ้ศิลป์ คนที่ชอบชวนเพื่อนไปกินข้าวคณะนั้นคณะนี้อยู่เป็ประจำ เพราะเบื่อหน้าคนในคณะตัวเองมีแต่ผู้ชายแถมยังมีแต่พวกออกแนวเถื่อนๆ ไม่ใช่สเปคมันเลยสักนิด พูดมาถึงตรงนี้คงรู้นะครับว่าไอ้ศิลป์มันน่ะเป็...ไบ
อีกคนชื่อ แคมป์ ไอ้นี่เป็เพื่อนสนิทของผมั้แ่มัธยมเลยสนิทกับมันมากหน่อย อีกอย่างมันเป็คนเดียวในกลุ่มที่มีแฟน ไล่มันออกจากกลุ่มดีไหมเนี่ย
“สุดท้ายมึงก็ไปกับมันอยู่ดีไม่ใช่หรอไอ้แคมป์”
ส่วนคนที่ทำหน้านิ่งแต่จริงๆ แล้วกวนตีนชิบหายชื่อ ติณณ์ ถึงมันจะไม่ใช่คนพูดมากแต่ไอ้สองตัวนั้นกับฟังมันซะยิ่งกว่าพ่อตัวเองอีก อาจจะเป็เพราะหน้านิ่งๆ กับสายตาดุๆ ของมันล่ะมั้ง
“มึงยังไม่ชินอีกรึไงไอ้ติณณ์ ปล่อยพวกมันเถียงกันไปเถอะ”
และสุดท้ายก็คือผม อิฐ ผมว่าผมชิลสุดในกลุ่มแล้วนะจุดเด่นของผมคงจะเป็ยิ้มง่ายแหละมั้ง เห็นไอ้สามคนมันบอกผมแบบนี้ เห็นอย่างนี้ผมเป็ถึงเดือนมหาลัยปี2นะครับ ถึงจะไม่เข้มขนาดไอ้ติณณ์แต่ผมก็ถือว่าเป็คนหน้าตาดีคนหนึ่งเลยนะ
“สรุปไปกินที่เกษตรนะ”
“บอกกูมามึงเล็งใครไว้ ให้เดาต้องเป็ผู้ชายใช่ไหมเพราะคณะนั้นมีผู้หญิงน้อยกว่าคณะเราซะอีก”
อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นั้แ่คบกันมาคือไอ้แคมป์มันจับทางไอ้ศิลป์แม่นเลยล่ะเื่แบบนี้
“อะดูซะ”
หน้าจอมือถือไอ้ศิลป์ปรากฏรูปใครคนหนึ่งในอริยาบทต่างๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเป็คนที่ผมคุ้นหน้าเป็อย่างดีถึงแม้จะเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่กี่วัน
ถึงจะสวมเสื้อช็อปแต่ไม่ได้อยู่คณะของผมแน่ๆ แถมจุดเด่นคือหน้าตานิ่งๆ แบบนั้นอีก จำไม่ได้ก็บ้าแล้ว
“สมบัติคณะเลยนี่หว่า ไม่ธรรมดาซะด้วย”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ่านข้อความใต้ภาพ ไอ้แคมป์ก็แย่งมือถือจากมือไอ้ศิลป์ไปอ่านชะก่อน
" วายุ ธนวัฒน์ " ชัดเลย
“ดูน้ำหน้าตัวเองด้วยจะไปชอบเขาอะสัส”
ที่ไอ้แคมป์พูดคงจะหมายถึงนิสัย ไอ้ศิลป์มันเ้าชู้ใครๆ ก็รู้แต่ก็ยังมีคนเข้าหามันไม่ห่าง
ฮอตจริงๆ เพื่อนผม
“ไปเถอะหิวข้าว”
เสียงผมเองแหละครับ ก็มันหิวจริงๆ ขืนให้พวกมันเถียงกันอยู่แบบนี้คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี
“กูไปส่องเฉยๆ น่า ใช่ว่าจะจีบชะหน่อย”
เอาจริงๆ ถ้ามันจีบผมก็อยากรู้เหมือนกันนะว่ามันจะเข้าหาเขาแบบไหน
เพราะดูเป็คนเข้าถึงยากระดับหนึ่งเลย
ลม ชื่อก็ดูจะเข้ากับเ้าตัวดีเลยทีเดียว
อืม...จะว่ายังไงดีล่ะมันเหมือนกับรู้สึกว่ามี แต่ััไม่ได้ล่ะมั้ง
นั่นเป็นิยามที่ผมให้กับเขาในตอนนี้ ก็หวังว่าจะแค่ตอนนี้น่ะนะ...
เป็อย่างที่คิดครับว่าโรงอาหารแม่งเต็ม! จริงๆ แค่คนในคณะมันก็เยอะอยู่แล้วยังมีพวกเสนอหน้ามากินข้าวคณะเขาอย่างเช่นพวกผมนี่แหละ ที่ทำให้โต๊ะแทบจะไม่เหลือที่ว่างแล้วเนี่ย
“มึงว่าจะมีที่นั่งให้พวกเราไหมวะ”
“ดูจากท่าแล้ว ไปหากินที่อื่นเถอะ”
ผมเกือบจะพยักหน้าเห็นด้วยกับไอ้ติณณ์แล้วถ้าสายตาไม่เหลือบไปเห็นที่นั่งตรงมุมเสาที่โต๊ะก็ออกจะกว้างแต่มีคนนั่งแค่สองคน
“กูเจอที่นั่งละ”
พูดเสร็จผมก็เดินนำไปทันที
ดูท่าจะเป็เครื่องบังเอิญที่ผมชักจะชอบซะแล้วสิ
“ขอนั่งด้วยได้ไหม พอดีโต๊ะเต็มหมดแล้ว”
หนึ่งในสองคนที่ผมไม่รู้จักเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ คงจะดูว่าโต๊ะมันไม่มีที่ว่างจริงๆ ล่ะมั้งถึงหันกลับมาพยักหน้าให้พวกผมนั่งลง ในขณะที่อีกคนใส่หูฟังแถมยังไม่ได้สนใจกับการมาของพวกผมเลยสักนิด
“ไอ้ศิลป์มึงจะยืนทำห่าอะไร นั่งลงดิ”
ไอ้ศิลป์ยืนนิ่งจ้องคนที่กำลังนั่งใส่หูฟังที่ไม่สนใจโลกอย่างเหม่อลอย
ขำกับท่าทางมันชิบหาย จะอะไรขนาดนั้นวะ
“กะ..กูจะไปซื้อข้าว” ดูท่าว่าจะอาการหนัก
“อะไรของมันวะ”
“ลม ลม ไอ้ลม!” คนที่ผมคุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักชื่อเอ่ยชื่อคนข้างๆ ผมเสียงดัง
“อะไร”
ต้องเป็คนแบบไหนถึงจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนมานั่งด้วยตั้ง4คนเนี่ย
“กลับกันเดี๋ยวกูไปส่ง”
คนข้างๆ พยักหน้ารับ เอาจริงๆ นะผมไม่เคยรู้สึกไร้ค่าขนาดนี้มาก่อนเลย
ผมที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่เขาไม่แม้แต่จะหันมองมาหรือสนใจด้วยซ้ำ
ผมเท้าคางจ้องเสี้ยวหน้าคนที่กำลังจะลุกออกไป แต่คงมากพอที่ทำให้เขาหันมาก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผม ย้ำว่าเล็กน้อย
ให้ตายเถอะ นี่เพิ่งเห็นจริงๆ เหรอวะ
ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรอยยิ้มกลับมาหรืออะไร ก็นั่นแหละครับไม่ได้จริงๆ แถมยังรีบเดินออกไปอีก นี่ผมเริ่มไม่หมั่นใจตัวเองแล้วนะทั้งที่คนอื่นก็ออกจะเป็มิตรแถมยังอยากรู้จักกับผมอีกต่างหาก แต่กลับคนนี้ทำท่าเหมือนไม่อยากจะคบค้าสมาคมกับผมชะอย่างนั้น
“กูว่าไม่ใช่แค่ไอ้ศิลป์คนเดียวแล้วมั้งที่สนใจสมบัติคณะ นั่งมองเขาตาละห้อยแบบนั้นหมายความว่ายังไงครับคุณอิทธิพล”
ผมว่ามันใช้คำพูดออกจะเว่อร์ไปหน่อยนะ ผมไม่ถึงขนาดมองตาชะห้อยชะหน่อย
“อ้าว ลมของกูไปไหนแล้วอะ” ไอ้ศิลป์กลับมาพร้อมกับจานข้าวก่อนจะมองหาคนที่เพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่นาน
" ลมของกู ถุ้ย! เต็มปากเต็มคำเลยนะมึง " นั่นดิ ได้ข่าวว่าเมื่อกี้ยังยืนใบ้แดกอยู่เลย
“หล่อนี่หว่า แต่ดูเหมือนเข้าถึงยากไปหน่อยนะ ไหวแน่หรอวะ”
อันนี่ผมเห็นด้วยกับไอ้ติณณ์
“กูบอกแล้วไงไม่ได้จะจีบ แค่สนใจพวกมึงเข้าใจปะ”
เดี๋ยวๆ ไอ้ท่าทางเหมือนคนเพิ่งหัดรักนี่มันอะไรวะนั่น
“แค่นี้เสียอาการหรอมึงอะ” ขอสักหน่อยเถอะครับ เพราะไอ้ศิลป์ตอนนี้มันไม่ใช่ไอ้ศิลป์ที่พกความหมั่นหน้าเหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิด
“แต่คนแถวนี้ก็ดูท่าจะเสียอาการเหมือนกันปะวะ”
ไอ้แคมป์ยกยิ้มแล้วจ้องหน้าผม รู้ไปชะทุกเื่จริงๆ เลยไอ้ตัวแสบ!
“หือ อะไรยังไงวะ”
ก่อนที่เื่ว่าจะบานปลาย คงต้องเบี่ยงเบนความสนใจแล้วล่ะ
“ไปซื้อข้าวดีกว่า แม่งหิวจะแย่”
ผมเดินอ้อมไปหาไอ้แคมป์ก่อนจะกอดคอมันให้เดินตาม มันก็ไม่ได้มีท่าทางขัดขืนอะไรนอกจากหัวเราะชอบใจที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจกวนประสาทผมชัดๆ
ถ้าจะถามว่าผมสนใจคนที่กำลังเป็ประเด็นในหัวข้อสนทนาเมื่อกี้ไหม บอกเลยว่าสนแต่คงไม่เท่าไอ้ศิลป์หรอกมั้ง รายนั้นถึงกับตาลอยขนาดนั้นไม่รู้ว่าโดนตัวไหนมา
อ๋อ สงสัยคงจะโดนลมเข้าตาละมั้ง...
.............................................
“ต้องถ่ายั้แ่ต้นเทอมเลยหรอวะพี่”
ผมอวดควรญทันทีที่ผมรับสายจากพี่อ้นคนที่เป็แอดมินเพจของมหาลัย สาเหตุที่พี่แกโทรมาก็ไม่พ้นเื่ที่้าให้ผมไปถ่ายรูปเพื่อโปรโมทมหาลัย
ถามว่าอยากทำไหม จริงๆ มันก็ทำได้แหละครับแต่มันี้เีมากกว่า
‘ไม่ดีหรอวะ จะได้เสร็จเร็วๆ ไง’ ก็จริงของพี่แก
“มีใครบ้างวะพี่”
' เดือนมหาลัยปี1 มึง แล้วก็พวกที่มีคนรู้จักเยอะแต่มีอีกคนที่เขาไม่ยอมมาว่ะ เสียดาย '
ใครวะดูพี่อ้นอยากได้จริงจัง น้ำเสียงแกนี่บ่งบอกว่าเสียดายสุดๆ
“ใครวะพี่”
‘ลม คณะเกษตร’ อ่า ชื่อนี้อีกแล้ว ทำไม่นี้ชื่อนี้ถึงได้ยินบ่อยจังวะ พอได้รู้จักก็มีเื่ให้ได้นึกถึงอยู่เรื่อยเลย
“ดูเหมือนพี่จะอยากได้เขามาถ่ายมากเลยนะ”
‘เออดิ เขาดังพอๆ กับมึงเลยนะนี่ขนาดไม่ได้มีตำแหน่องอะไรเลย’ เชื่อละว่าอยากได้จริง อวยชะขนาดนั้น จริงๆ ตอนเจอกันครั้งแรกก็คิดว่าคนคนนี้สะดุดตาอยู่พอสมควร หน้านิ่งๆ แต่กลับมีเสน่ห์อย่างมาก อยากเห็นเวลายิ้มชะมัด
‘อิฐ อิฐ ไอ้อิฐ!’
ผมหลุดจากความคิดทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกดังๆ ของพี่อ้น
“จะะโทำไมเนี่ยพี่”
‘ก็กูเรียกแล้วมึงไม่ได้ยิน สรุปพรุ่งนี้ตอนเย็นเข้ามาถ่ายนะ โอเคไว้เจอกัน’
อ้าวชิบหาย พูดเสร็จก็ตัดสายทิ้งทันทีเลยเนี่ยนะ
เอาแต่ใจกันจังเลยโว้ยย!!
รู้งี้จะไม่ยอมลงประกวดแม่ง ตอนแรกมันก็ดูจะโอเคแหละครับแต่พอทำไปสักพักมันก็น่าเบื่องานหลักก็คือเป็หน้าเป็ตาให้มหาลัยมีงานอะไรก็ต้องเสนอหน้าไปทุกงาน ถามว่าไม่ไปได้ไหม ตอบเลยว่าได้! แต่ผมไม่เคยรอดสักงาน คนนั้นขอร้องคนนี้ขอให้ช่วย แล้วไงล่ะครับผมมันคนเห็นอกเห็นใจคนอื่นไง ไม่งั้นคงไม่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ั้แ่แรกหรอก ส่วนไอ้เื่ถ่ายรูปก็เหมือนกันมีปีหนึ่งแล้วยังอยากให้เสนอหน้าไปถ่ายกับน้องๆ มันอีก
พูดแล้วเซ็ง!
แต่ในขณะที่ผมกำลังจะทึ้งหัวตัวเองเพื่อระบายอารมณ์เซ็งๆ ของผมนั้น ตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังก้มหน้าขีดๆ เขียนๆ กระดาษอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง และผมก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา แต่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจไปกว่านั้นอีกก็คือ เขามองมาที่ผม!
ผมรีบหันหน้าไปทางอื่นทันที แค่คิดว่าไอ้ที่ขีดๆ เขียนๆ อยู่นั่นอาจจะเป็รูปผมใจมันก็เต้นแรงทันที
เดี๋ยว! นี่กูจะมาใจเต้นกับอะไรแบบนี้หรอวะเนี่ย
เพื่อพิสูจน์ความคิดที่ดูจะเกินจริงของผมเองนั้นผมจึงแกล้งยกมือถือขึ้นมาคุยต่อ เื่คุยคนเดียวนี่ถนัดจริงๆ นะบอกเลย
สายตาก็เหลือบมองฝั่งตรงข้ามบ้าง
นั่นไง! มองผมจริงๆ ด้วยอะ
แล้วผมจะตื่นเต้นอะไรขนาดนี้วะ แต่จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงในเมื่อขนาดไลน์ผมเขายังไม่ตอบแต่อยู่กับมานั่งวาดรูปผมเฉยเลยนี่หว่า
แต่เดี๋ยวหรือว่าเขาวาดวิวด้านหลังผมวะ
ไม่มั้งเมื่อกี้ยังมองผมอยู่เลย
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นวะ ปวดขี้หรอ”
อารมณ์ตื่นเต้นของผมดับลงเพียงเพราะไอ้ศิลป์มันพูดขึ้น
มึงจะมาทำไมตอนนี้วะ
“ยังไม่กลับอีกหรอ” ผมหันไปถามไอ้ศิลป์ที่ด้านหลังมีไอ้ติณณ์ตามมาติดๆ ขาดหนึ่งคนสงสัยจะไปหาแฟนอีกตามเคย
“ถ้ากลับแล้วจะเห็นพวกกูไหม” อ้าว ไอ้นี่กวนตีนซะแล้ว
“แล้วเป็ไรวะ ปวดขี้หรอ” เอากับมันไปดิ กวนตีนหน้าตายไปอีกไอ้ห่าติณณ์!
“ไม่ได้ปวดขี้เว้ย พวกห่านี่”
ผมหันไปมองฝั่งตรงข้ามอีกครั้งก็พบว่าคนตรงนั้นได้หายไปแล้ว พิสูจน์อะไรไม่ได้แถมยังมโมไปไกลอีกกู
“แล้วนั่นจะไปไหนวะ”
“กลับห้องไงโว้ยย” ผมหันหลังเดินออกมาทันทีโดยที่ไอ้สองตัวคงงงว่าผมเป็อะไร
นั่นดิ ผมป็นอะไรวะ
“หงุดหงิดเชี้ยไรของมันวะ ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเป็”
“ช่างมันเถอะ นานๆ ที”
“เดี๋ยวไอ้ติณณ์แบบนี้ก็ได้หรอวะ”
“เออ”
“ห่า เพื่อนกูแต่ละคน” ศิลป์สายหน้าอย่างเอือมๆ มองแผ่นหลังเพื่อนที่เดินจากไปอย่างงงๆ ปกติก็ไม่ยักจะหงุดหงิดง่ายนี่หว่าเป็ไรของมันวะ เอ๊ะ หรือว่าจะปวดขี้จริงๆ
Lm'Part
ผมนั่งมองภาพวาดตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ เพราะไม่ว่าจะคิดยังไงมันก็ดูไม่สมเหตุสมผลเอาชะเลย นั่งมองมาหลายนาทีก็ได้แต่ถามตัวเองว่า กูทำบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย! มองเขายังไม่พอแถมไปวาดรูปเขาอีก มึงบ้าไปแล้วไอ้ลม อยู่ๆ มึงนึกบ้าอะไรขึ้นมาถึงไปวาดรูปเขาวะ แถมวาดเสร็จไปแล้วด้วย
จำชื่อก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ จำได้แต่ว่าเคยเจอสามครั้ง ครั้งแรกในห้องเรียน ครั้งที่สองเจอที่โรงอาหาร ล่าสุดเจอวันนี้แถมยังไปนั่งวาดรูปเขาเนี่ยนะ ยอมใจความติสตัวเองก็วันนี้แหละ
“หรือจริงๆ เราอยากได้หน้าแบบนี้มาเป็แบบวะ”
คิดในอีกมุมหนึ่ง ผมจะไม่วาดรูปเลยถ้าผมไม่สนใจภาพนั้นจริงๆ แต่อีกมุมหนึ่งก็คิดว่า
ทำไมต้องเป็คนนี้วะ!!!
ปล.ฝากเอ็นดูนายวิศวะด้วยนะคะ