“ชินอ๋องเสด็จ!!”
ขวับ!! ‘อะไรนะ ชะ ชินอ๋องรึ’ ฮูหยินของจวนหันขวับไปมองสามีตนเองด้วยใบหน้าซีดเซียว เข่าสองข้างเกือบจะทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น จนแม่นมว่านต้องรีบเข้ามาช่วยพยุงร่างให้ยืนนิ่งๆ เมื่อบุรุษรูปงามร่างใหญ่ เดินเข้ามาถึงภายในห้อง ความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ จวบจนเสิ่นซูฉีได้สติก่อนใคร เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา
“ถะ ถวายพระ พร ท่านอ๋อง”
^^ หลงจางเหว่ยยกยิ้มในหน้า ก่อนจะเดินไปนั่ง พลางสำรวจทุกสิ่งภายในจวนของบิดามารดาบุญธรรมของบุตรสาวของตน ความร่ำรวยในจวนสกุลเสิ่นมีความคล้ายกับจวนของขุนนางทั่วไป จะต่างกันก็แค่เพียงสตรีในความปกครองหรืออนุในจวนนี้มิได้มีมากเหมือนเช่นสกุลอื่น และนั่นมิใช่เรื่องสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของเขา “ไม่ต้องมากพิธีไป รู้ใช่หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงมานั่งอยู่ตรงนี้” ^^
“พะ พะยะค่ะ” ฟุ่บ! เสิ่นซูฉีนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ หัวใจบุรุษผู้เป็นนายอำเภออันดับหนึ่งในเมืองหลวงเต้นกระหน่ำราวกับกำลังอยู่บนแท่นประหาร คำพูดตะกุกตะกักที่คล้ายกับคำแก้ตัวมิได้ถูกเอ่ยออกไปให้ชินอ๋องได้เคืองพระทัย แต่ละคำถามของพระองค์ที่กล่าวว่า ‘รู้ใช่หรือไม่ว่าข้ามาทำไม’ ย่อมต้องมีคำตอบ “กระหม่อมผิดไปแล้วพะยะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้วที่มิดูแลท่านหญิงให้ดี กระหม่อมสมควรตายพะยะค่ะ”
^^ “อยากตายจริงรึ?”
ตัวของเสิ่นซูฉีเริ่มสั่นเทา เขาก้มหน้ามองพื้นและไม่ได้ตอบคำถาม ข้างกันนั้นเป็นจงกวานฮวานั่งร่วมอยู่ด้วย นางร้องไห้ออกมาราวกับมันคือครั้งสุดท้ายที่นางกำลังจะมีโอกาสได้หายใจ เสียงสะอื้นไห้หนักหน่วงของนางทำให้เขาผู้เป็นสามีต้องกอบกุมมือเล็กของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อปลอบประโลม ‘ก่อนหน้านั้นหากเขารู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องชาติกำเนิดของเย่วซิน เรื่องมันคงไม่เป็นแบบนี้’
“ท่านอ๋องเพคะ ฮึกๆๆ” จงกวานฮวากลั้นสะอื้นลงไปในอก หากความตายมาเยือนสกุลเสิ่นจริง นางจะขอรับเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวเพราะนางคือผู้เลี้ยงดูท่านหญิงเย่วซินมาเองกับมือ! “เรื่องนี้ท่านพี่ไม่เกี่ยวเพคะ เป็นหม่อมฉันเองที่ผิด หม่อมฉันไม่ดูแลท่านหญิงเย่วซินทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่านางเป็นบุตรีของพระองค์ หม่อมฉันละเลยนาง นางจึงหนีไป หากต้องมีผู้ใดถูกลงโทษขอให้เป็นหม่อมฉันเถิดเพคะ ฮือๆๆ”
เสิ่นซูฉีรั้งร่างของสตรีอันเป็นที่รักเข้าสู่อ้อมกอด ในฐานะที่เขาเป็นสามีและหัวหน้าครอบครัว เขาจะไม่ยอมให้จงกวานฮวาต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวแน่ “อย่ากล่าวเช่นนี้กวานฮวา”
^^ ชินอ๋องหลงจางเหว่ยแค่ยิ้มออกมาน้อยๆ หากจะให้นับความผิด ทุกคนย่อมผิดเท่าๆ กัน เหมือนที่เขาเองก็ผิดที่มิได้รับตัวเย่วซินเข้าวังมาตั้งแต่แรก ผิดที่ยอมมอบสมรสระหว่างเสิ่นซัวหยางและซือหลิวเยี่ยนทั้งๆ ที่รู้ว่าบุตรสาวของเขาและเสิ่นซัวหยางรักกัน ด้านของจงกวานฮวาเองก็ผิดที่มิบอกเรื่องนี้กับสามี ด้านของเสิ่นซูฉีก็ผิดที่ดูถูกว่าเย่วซินเป็นสตรีมิมีหัวนอนปลายเท้าและกีดกันความรักของเย่วซินกับเสิ่นซัวหยาง ซึ่งอันที่จริงแล้วหากคิดวิเคราะห์ให้ดีๆ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็ทำร้ายบุตรของตัวเอง “อย่ากังวลไปเลย สกุลเสิ่นของพวกเจ้าจะมิมีผู้ใดถูกลงโทษทั้งนั้น ยามนี้เย่วซินของข้าก็ยังคงปลอดภัยดี อยู่ในหมู่บ้านของเสี่ยวเม่า โดยที่คนของข้าคอยเฝ้าดูแลนางอย่างใกล้ชิด อันที่จริงก็ดูแลตั้งแต่นางมาอยู่ในจวนสกุลเสิ่นนี้แล้วล่ะนะ” เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
ความจริงในข้อนี้ทำให้เสิ่นซูฉีถึงกับมีใบหน้าไร้สีเลือด “เช่นนั้นท่านอ๋องคงทราบเรื่องที่ซัวหยางและท่านหญิงรักกัน” ในตอนท้ายแผ่วเบาราวกับรู้สึกผิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเดาทิศทางสภาวะอารมณ์ของท่านอ๋องไม่ได้
“รู้สิและข้าเคยคิดว่าเสิ่นซัวหยางคงจะได้เป็นบุตรเขยของข้าในอีกไม่นาน แต่ในเมื่อเจ้ารังเกียจเย่วซิน ข้าจึงปล่อยให้เรื่องมงคลนั้นเกิดขึ้น”
ราวกับคมมีดฟาดฟันลงสู่กลางใจเสิ่นซูฉี ‘บุตรของเขาเกือบจะได้เป็นเชื้อพระวงศ์ หากเขารู้เรื่องนี้ก่อนหน้า’ ขวับ!! มองฮูหยินรักข้างกาย ก่อนจะนึกปลงตก...คงผิดที่เขาเองที่มองคนแค่เพียงฐานะ ชาติกำเนิดและความจริงในข้อนี้สอนให้รู้ว่า อย่าได้ดูถูกผู้ใดเพราะไร้หัวนอนปลายเท้าเป็นอันขาด
หลงจางเหว่ยนั่งพิงพนักไปอย่างสบายใจ พร้อมกับเอ่ยคำที่ควรจะบอกกับอีกฝ่ายที่คอยดูแลบุตรสาวให้มาโดยตลอด “ต้องขอบคุณจงฮูหยินที่เลี้ยงดูเย่วซินได้เป็นอย่างดี ดีจนไร้ที่ติ ว่าแต่ป้ายหยกของข้าและจดหมายของเข่อซิงอยู่ที่ใด เอาออกมาให้ข้า”
จงกวานฮวารีบตอบทันที “เพคะ” ก่อนจะรีบเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเอง ในความกังวลก่อนหน้านี้หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อท่านอ๋องบอกว่าเย่วซินนั้นพำนักอยู่กับเสี่ยวเม่าและนางปลอดภัยดี ต่างกับอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเสียใจมากกว่า ก็คือเรื่องความรักของบุตรทั้งสองคนที่ต้องจากกันทั้งๆ ที่รักกันมาก ‘หากพบเจอกัน มารดาขอโทษเจ้าเหลือเกินเย่วซิน’
ทางด้านเสิ่นซูฉีเองก็ได้แต่กล่าวคำสำนึกผิดไม่หยุด “กระหม่อมผิดไปแล้วพะยะค่ะ” ดีเท่าไหร่ที่เขามิได้มอบตำแหน่งอนุให้เย่วซิน มิเช่นนั้น จากที่มิได้รับความผิด อาจจะกลายเป็นสกุลเสิ่นต้องรับโทษหนักก็เป็นได้
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นอีก เพราะที่จริงแล้วคนผิดก็คือข้าที่ทิ้งเย่วซินไว้ให้พวกเจ้าดูแลตั้งแต่แรก” ^^ หลงจางเหว่ยยิ้มออกมาเต็มแก้ม แต่เพียงครู่เดียวเขากลับละสายตาจากเสิ่นซูฉีแล้วมองไปยังเบื้องหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนมาก แล้วภาพที่เห็นในวันนี้ช่างเหมือนสิบกว่าปีที่แล้วมิมีผิด ภาพการตกหลุมรักสตรีผู้หนึ่ง…ซึ่งสตรีนางนั้นยังคงใช้ชื่อแซ่เดิมนั่นก็คือ ลิ่วเข่อซิง
“ท่านอ๋องเพคะ” สตรีที่ในอดีตเคยงดงามที่สุดในเมืองหลวงเดินแกมวิ่งเข้าไปหาบุรุษรูปงามพร้อมกับโผกอดในทันที ‘ลิ่วเข่อซิง’ เงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์หล่อเหลาที่นางมิได้พบหน้ามานานนับสิบห้าปี ดวงตากลมเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา คำแรกที่เอ่ยกับพระสวามีที่ยังคงมองนางอย่างหลงใหลคือคำว่า “เข่อซิงรักและคิดถึงท่านอ๋องสุดหัวใจ” พวงแก้มเนียนของนางถูกลูบไล้แผ่วเบาด้วยมือเรียวยาวของอีกฝ่าย ตามด้วยจุมพิตแสนหวานแนบสนิทลงบนหน้าผากเนียนใสคล้ายตอบว่าพระองค์ก็ทรงคิดถึงนางไม่แพ้กัน “แม้จะคิดถึง แต่หม่อมฉันยังอดน้อยใจมิได้ที่รู้ว่าพระองค์ทรงส่งพระชายากลับแคว้นปัว”