เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 เปิดฉากการประลอง

            หลินไห่และหลินเฟิงมุ่งหน้าไปยังเวทีที่ตรงนั้นมีหลินป้าต้าว ผู้อาวุโสสูงสุด หลินเฮ่าหลัน และยังมีหลินเชียนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคนอื่นราวกับเป็นผู้นำตระกูลหลิน

            เมื่อเห็นว่าหลินไห่และหลินเฟิงมาถึงแล้วผู้อาวุโสสูงสุดหลินเจิ้นจึงลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนว่า “เมื่อมาถึงแล้ว ก็เริ่มงานชุมนุมประจำปีกันเถอะ”

            หลินไห่ได้ยินประโยคนั้นจึงหยุดเดินแล้วจ้องไปที่หลินเจิ้น ทำให้สายตาของคนในตระกูลหลินฉายแววสงสัยขึ้นมาไม่รู้ว่าหลินไห่คิดจะทำอะไร?

            “หลินไห่เจ้ากำลังจะทำอะไร?” หลินเจิ้นเห็นหลินไห่หยุดเดินจึงเอ่ยถามปากถามขึ้นมา

            “หึ!หลินเจิ้น ข้าขอถามเจ้าว่า ตระกูลหลินในตอนนี้ใครเป็นผู้นำกันแน่” หลินไห่กล่าวอย่างเย็นชา

            ดวงตาของหลินเจิ้นฉายแววประหลาดใจออกมาสีหน้าของเขาดูย่ำแย่มาก แต่ก็ยังตอบกลับไปว่า “แน่นอนว่าเป็นเจ้าอยู่แล้วหลินไห่”

             “งั้นข้าจะถามเจ้าอีกครั้งงานชุมนุมประจำปีของตระกูลหลิน ถือว่าเป็นงานสำคัญสำหรับตระกูลหลินใช่หรือไม่?”หลินไห่ถามต่อขณะที่มองไปยังหลินเจิ้น

             “แน่นอนงานชุมนุมประจำปีของตระกูลหลิน เป็นงานที่สำคัญที่สุดของตระกูลหลิน”

            “เยี่ยมข้ายังมีคำถามจะถามเจ้าอีก งานสำคัญของตระกูลหลิน ใครเป็นผู้ดำเนินงาน?”

            เมื่อได้ยินคำพูดของหลินไห่สีหน้าของหลินเจิ้นก็ดูอึมครึมลงทันที เห็นได้ชัดว่าเขารู้ความหมายที่หลินไห่จะสื่อแล้ว

             “งานสำคัญของตระกูลหลินผู้นำตระกูลจะต้องเป็นผู้ดำเนินงาน”

             “ในเมื่อเป็นแบบนั้นหลินเจิ้น ข้าอยากจะถามว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่? ในสายตาของเจ้ายังเห็นว่าข้าเป็นผู้นำตระกูลหลินอยู่หรือไม่?” หลินไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาหลินเจิ้นและหลินป้าต้าวได้สมรู้ร่วมคิดกันมานานแล้วสมาชิกทุกคนในตระกูลหลินล้วนทราบดี นับวันหลินเจิ้นยิ่งกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที

             “ฮ่าๆอาสอง ท่านมาสาย ท่านผู้อาวุโสจึงดำเนินงานแทนก็เท่านั้น อาสองคิดมากเกินไปแล้ว” หลินเชียนกล่าวอย่างไม่รีบร้อน

             “หุบปาก!” หลินไห่ตะโกนออกมา “ผู้อาวุโสกำลังพูดกันอยู่มีที่ให้เด็กอย่างเจ้ามาสอดปากตั้งแต่เมื่อไร หลินป้าต้าว ดูแลลูกสาวของเจ้าให้ดีอบรมสั่งสอนกันมาอย่างไรกัน?”

            สีหน้าของหลินเชียนแข็งทื่อก่อนจะลอบก่นด่าอยู่ในใจผู้ชายคนนี้คงรู้ว่าตัวเองจะอยู่ในตำแหน่งผู้นำได้อีกไม่นาน เลยเริ่มบ้าไปแล้วหรือ?        

             “ก็ยังแข็งแกร่งกว่าลูกชายขยะของเจ้าก็แล้วกัน”หลินป้าต้าวกล่าวอย่างเย็นชาพลางปรายตามองไปที่หลินเฟิงแล้วยิ้มเยาะออกมาตอนนี้หลินเชียนมีหน้ามีตาในตระกูลหลินแล้ว ดังนั้นจึงกล้าด่ากระทบกระเทียบหลินไห่

            “ระวังคำพูดของเจ้าบ้างนะผู้นำตระกูลหลินก็เป็นแค่ตำแหน่งเล็กๆ เท่านั้น ในสายตาของนิกายเฮ่าเยว่มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวกหรอก” หญิงสาวจากนิกายเฮ่าเยว่ที่นั่งอยู่ข้างๆหลินเชียน ก็พูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา หญิงสาวคนนี้สวมเสื้อผ้าที่มีสีสันบนใบหน้าที่คมชัดนั่นดูเย็นชาและไม่แยแสเหมือนหลินเชียน “แต่ทว่าศิษย์สายในของนิกายเฮ่าเยว่จำเป็นต้องเห็นตระกูลหลินอยู่ในสายตาหรือ”

             “นิกายเฮ่าเยว่ของเจ้ายอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยหรือถ้าอย่างนั้นเจ้ามานั่งอยู่ในตระกูลหลินของข้าทำไมล่ะ ท่านพ่อของข้าที่เป็นผู้นำตระกูลหลินดูเหมือนจะไม่ได้เชิญเจ้ามานะหรือว่าเจ้าเกิดมามีผิวหนังหนาเกินไป?” หลินเฟิงที่เงียบมาตลอดอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาวาจาคมคายดุจมีดแบบนี้จะมีใครสามารถเทียบเคียงกับคนสองชาติอย่างเขาได้ภาษาในโลกก่อนมีบางประโยคที่ลึกซึ้งและเจ็บแสบ

             “เจ้า…” สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นพลันเปลี่ยนเป็นเหี้ยมโหดขึ้นมาก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “ขยะของนิกายหยุนไห่อย่างเจ้า กล้าพูดจาเย่อหยิ่งขนาดนี้เชียวหรือ”        

             “ไม่ว่าข้าจะเป็นขยะหรือไม่มันไม่สำคัญ ที่สำคัญคือข้ารู้จักคำว่าละอายใจ ตัวอักษรสองคำนี้เขียนอย่างไรเจ้าเขียนเป็นไหมมาบ้านคนอื่นแต่กลับมาด่าเจ้าของบ้านในบ้านของเขา หึๆ นิกายเฮ่าเยว่ช่างสั่งสอนคนออกมาได้ดีจริงๆ”

            หลินเฟิงพูดจาเหน็บแนมออกมาทำให้สีหน้าของหลินเชียนและคนอื่นๆ เปลี่ยนไปทันที

             “เดรัจฉาน!!!เจ้ากล้าดียังไงมาดูถูกนิกายเฮ่าเยว่” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งลุกขึ้นด่าหลินเฟิงด้วยความโมโห  

             “น่าขำทั้งๆ ที่มีคนด่าผู้นำตระกูลหลินในคฤหาสน์ของตระกูลหลินแต่กลับเข้าข้างคนที่ด่าผู้นำของตัวเอง? ข้าอยากถามผู้อาวุโสเจ็ดว่าท่านเป็นคนของตระกูลหลินหรือหมารับใช้ของนิกายเฮ่าเยว่กันแน่”

            ทุกประโยคของหลินเฟิงล้วนคมกริบไร้ที่ติราวกับว่ามีคมมีดแฝงอยู่ในทุกประโยคที่พูด

             “พูดได้ดีข้าเองก็อยากจะถามผู้อาวุโสเจ็ดเช่นกัน ท่านใช่สกุลหลินหรือไม่?” หลินไห่ถามซ้ำและขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาคาดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายของตนเองไม่เพียงแค่การบ่มเพาะที่เติบโตเท่านั้นกระทั่งวาจายังร้ายกาจหาใครเทียบได้ยาก        

             “เอาล่ะเรื่องนี้ข้าเป็นคนผิดเอง ท่านผู้นำตระกูล งานชุมนุมประจำปีเป็นเรื่องที่สำคัญของตระกูลหลินดังนั้นอย่าได้ชักช้าเชิญท่านดำเนินงานต่อได้เลย” ผู้อาวุโสหลินเจิ้นได้รับสัญญาณจากหลินป้าต้าวให้ยอมอ่อนข้อแก่อีกฝ่ายตัวเขาเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าหลินไห่และหลินเฟิงจะหยิ่งยโสได้อีกนานแค่ไหน

             “หึ” หลินไห่สะบัดแขนเสื้อและเดินตรงไปที่ที่นั่งประจำตำแหน่งกับหลินเฟิง ท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่มองดูอยู่

             “ดูซิว่าเจ้าจะยโสไปได้อีกนานแค่ไหน รอให้ข้ากลายเป็นศิษย์หลักก่อนเถอะ หลินไห่ข้าจะรอดูเจ้า” หลินเชียนคิดในใจอย่างเงียบๆ

             “เริ่มงานชุมนุมประจำปี” นัยน์ตาของหลินไห่กวาดไปทั่วลานฝึก ตระกูลหลินมีทั้งหมด 450 คน เด็กรุ่นหลังช่วงอายุระหว่าง 12 - 18 ปี มีประมาณ 70 คนนับได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของตระกูลหลินแต่น่าเสียดายที่คนในตระกูลบางส่วนมีเจตนาที่เลวร้ายจนยากจะหยั่งถึงได้มิหนำซ้ำยังไม่สามัคคีกัน บางทีการที่ท่านพ่อยกตำแหน่งผู้นำให้กับเขา ‘หลินไห่’ อาจเป็นทางเลือกที่ผิด

            ในใจของหลินไห่รู้สึกขมขื่นขึ้นมาถ้าหากจิตวิญญาณแข็งแกร่ง... ยังจะต้องมากังวลเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำตระกูลหลินอีกไหม?

            “ท่านพ่อท่านวางใจเถอะ ข้าจะไม่ทำให้ตระกูลหลินต้องมาล่มสลายเมื่ออยู่ในมือของข้า” หลินไห่รู้สึกเสียใจ เขาจำได้ว่าก่อนที่ท่านพ่อของเขาจะตายเขาได้รับปากอะไรไว้ แต่น่าเสียดายที่เขากลับไม่สามารถทำให้คนในตระกูลหลินรับรู้ถึงความปรารถนาดีของเขาได้

            งานชุมนุมประจำปีเป็นการทดสอบการบ่มเพาะของรุ่นเยาว์ในตระกูล ดูเหมือนว่าในปีนี้จะมีความก้าวหน้าไม่น้อยเด็กรุ่นใหม่หมายถึงอนาคตของตระกูล

            และสาระสำคัญของงานชุมนุมประจำปีก็คือการประลอง เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งในการต่อสู้

            ผู้อาวุโสสองของตระกูลหลินเดินขึ้นไปบนเวทีประลองและกล่าวว่า“รอบแรกของงานชุมนุมประจำปีก็คือ การต่อสู้แบบตะลุมบอนเชิญทุกคนขึ้นมาบนเวทีประลอง 32 คนสุดท้ายที่อยู่บนเวทีประลองจะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป”

            เมื่อผู้อาวุโสสองกล่าวจบก็เดินลงจากเวทีเพื่อให้เหล่าหนุ่มสาวของตระกูลหลินขึ้นไปบนเวทีประลอง

            หลินเฟิงพยักหน้าให้กับหลินไห่แล้วเดินไปยังเวทีประลอง

             “ไม่รู้ว่าหลินเชียนและคนอื่นๆจะมุ่งเป้ามาหาข้าหรือไม่” หลินเฟิงคิดในใจขณะที่ยืนอยู่ตรงขอบเวทีประลอง

            ไม่ช้าเด็กหนุ่มสาวทั้ง 73 คน ก็ขึ้นมาบนเวทีประลองอันยิ่งใหญ่นี้สายตาของทุกคนต่างมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอ พวกเขาอาจเป็นกลุ่มแรกที่กลายเป็นเป้าหมายของคนอื่น

            หลินเชียนก้าวเท้าขึ้นมาบนเวทีประลองฝูงชนต่างหลีกทางให้ ไม่มีใครกล้าตอแย เป้าหมายแรกคือกำจัดผู้ที่อ่อนแอก่อนความจริงแล้วผู้ที่แข็งแกร่งน้อยมากที่จะลงมือในรอบแรกนอกเสียจากว่ามีพวกรนหาที่ตาย พุ่งมาหาเรื่องพวกเขาไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลินเชียนเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ฝูงชนได้แต่ยืนห่างๆและหลีกเลี่ยงไม่ให้นางลงมือ

            ส่วนหลินเฟิงไม่นานเขาก็เห็นผู้คนจำนวนมากต่างจ้องมองมาที่เขา แววตาของคนเหล่านี้ล้วนเป็นประกายจ้องมองเขาราวกับมองสัตว์ที่ล่าได้อย่างง่ายดาย คงคิดว่าเขาเป็นลูกพลับนิ่มล่ะสิ

            การต่อสู้บนเวทีประลองได้ปะทุขึ้นมีรุ่นเยาว์คนหนึ่งในมือถือหอกวิ่งปรี่มาหาหลินเฟิง เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาไม่ดี

             “เจ้าไสหัวลงไปเถอะอย่าอยู่ให้อับอายขายขี้หน้าคนอื่น” หลินอู๋มองหลินเฟิงอย่างดูถูกเขาเป็นบุตรชายของผู้อาวุโสเจ็ดที่โดนหลินเฟิงทำให้อับอาย

            หลินอู๋เมื่อครึ่งปีก่อนได้บรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 7 ตอนนี้ก็น่าจะบรรลุขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่8 ความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับหลินยู่

             “มันเป็นของข้า”น้ำเสียงที่เย็นชาและไม่แยแสดังขึ้นมา เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นหลินเชียนที่สวมเสื้อคลุมยาวเดินเข้ามาอย่างหยิ่งยโส

             “ได้”หลินอู๋หลีกทางให้ แน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะแย่งคนกับหลินเชียน   

            หลินเชียนเดินมาตรงหน้าของหลินเฟิงและกล่าวว่า“เจ้าวางใจเถอะ รอบนี้จะไม่มีใครมารังควานเจ้าเจ้าจะผ่านเข้ารอบอย่างง่ายดาย ถ้าเจ้าออกเร็วเกินไป มันก็ไม่สนุกนะสิ”

            “หืม?”หลินเฟิงมึนงง คิดไม่ถึงเลยว่าหลินเชียนจะปกป้องเขา ช่างน่าตลกจริงๆแต่ถ้าสามารถผ่านเข้ารอบไปได้โดยไม่ต้องลงมือ ทำไมเขาจะไม่ยินดีล่ะ แน่นอนว่าหลินเชียนเคยเห็นฝีมือของเขามาแล้ว และน่าจะเข้าใจในตัวเขาดีถ้าหากตัวนางไม่ลงมือเอง เกรงว่าคงมีคนไม่กี่คนที่สามารถจัดการกับหลินเฟิงได้

            ที่ลานประลองเป็นตายของนิกายหยุนไห่หลินเฟิงใช้เพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถตัดแขนของผู้บ่มเพาะในระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 ได้อย่างง่ายดาย

             “หลินเชียนนางกำลังทำอะไรจะเหลือเจ้าขยะนั่นไว้ทำไม?” ผู้อาวุโสหลินเจิ้นเตรียมจะดูหลินเฟิงถูกเตะออกจากเวทีก็พลันชะงักขึ้นมาเมื่อเห็นหลินเชียนเดินเข้าไปปกป้องหลินเฟิงด้วยความสงสัยเขาจึงอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามหลินป้าต้าว

             “หรือว่าท่านไม่อยากดูเรื่องสนุกถ้าหากไอ้ขยะนั่นเข้ารอบที่สองไปได้จะเกิดอะไรขึ้นลองคิดดูสิ? นอกจากนี้ในรอบที่2 ก็เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัวทุกคนต้องสู้กันหลายรอบ เมื่อถึงเวลานั้นดูสิว่าไอ้ขยะนี่จะยังอยู่บนเวทีหรือไม่?” หลินป้าต้าวคิดว่าตัวเองเข้าใจความคิดของหลินเชียนจึงหัวเราะออกมาอย่างร้ายกาจ

              “ฮ่าๆ ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ หากเป็นแบบนั้นมันจะต้องเป็นการประลองที่สนุกแน่ๆ” เมื่อหลินเจิ้นได้ฟังคำอธิบายก็หัวเราะออกมาเสียงดังดูเหมือนว่าเขาอยากจะเห็นหลินเฟิงถูกทำลายในการต่อสู้รอบที่สองเมื่อถึงตอนนั้นสภาพของเขาคงน่าสังเวชน่าดู

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน