ตอนที่หนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ด Love of a life time 3
Flanderization
คือศัพท์ที่กล่าวถึงตัวละครจากเดอะซิมสันแฟลนเดอร์ที่เวลาของการที่ซีรี่ย์ผ่านไปอย่างยาวนาน
นิสัยตัวละครกลายเป็นมิติเดียว นิสัยรายละเอียดเล็กน้อยอย่างอื่นนั้นค่อยๆหายไปโดยโดนกลืนไปจากภาพที่คนดุนั้นมองเห็น
มามองโทโมโกะที่อ้าปากค้าง ตาขาวไปด้านหลังตอนนี้ผมชักจะรู้สึกนิดๆว่ามันใช่ว่าจะไม่มีมูลความจริง
ว่าบางทีถูกอย่างที่ว่าคนเรามีลักษณะนิสัยเล็กๆน้อยๆที่แสดงความเป็นตัวตนมนุษย์ของเราที่มีความเป็นรสามมิติมีอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับคนทั่วไป
แต่มันก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่มีบางอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าในตัวของคนเราที่กลบจุดเล็กน้อยอย่างอื่นของเราไปจนคนอื่นแทบมองไม่เห็น
พอผมมาใกล้เชิดกับพวกบรรดานางเอกในสภาพที่ร่างแนบชิดตรงนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกในเรื่องนั้นได้อย่างเด่นชัด
“ฮ๊า สมองขาวโพลนไปหมดแล้ว”
โทโมโกะกล่าวเช่นนั้นแต่ก้ยังกอดผมไว้แน่นมากกว่าเดิม
ว่าบางทีความจริงนั้นอาจจะอยู่ระหว่างกลางระหว่างภาพที่คนดูเห็นกับภาพที่เธอเป็นจริงๆ
โทโมโกะนั้นหากถามผม
เธอมีความสามารถที่โกงกว่าอาสึกะหรือคานาเอะเสียอีก
เรียกว่าสามารถโซโลเกมส์นี้ได้เลยหากทำทุกอย่างได้ตามแผนที่วางไว้
แต่น่าเสียดายเนื่องจากในเกมส์มีระบบที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของตัวละคร
ในชีวิตจริงก็มีนิสัยของเราเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม
ที่โทโมโกะติดนิสัยตามคนอื่นอย่างมาก
ที่หากไม่โดนเพื่อนที่ร่าเริงเกินเหตุชอบก่อเรื่องเสมออย่างอาสึกะชวนให้มาจับงูทซึจิโนะโกะบนหุบเขา
คงไม่โดนผู้ชายที่แสนดี เอ๊ยพระเอกโชวโจวอย่างผมลวนลามอยู่อย่างตอนนี้
และความรู้สึกของการที่ได้ “พบ”พวกเธอตอนที่เธอเป็นภาพและเสียงในเกมส์นั้นแตกต่างกับการได้พบเธอในตอนที่เป็นมนุษย์จริงๆอย่างมาก
เหมือนกับภาพในความคิดของเราเมื่อเราคิดถึง
แบทแมน
มันมีตัวตนของความเป็นแบทแมนอยู่ในภาพยนตร์ภาคต่างๆที่สร้างออกมาแม้ว่าผู้กำกับแต่ละคนจะตีความไม่เหมือนกันก็ตาม
ผมเชยคางเธอขึ้นมาแบบพระเอกโชวโจว
“หึเธอไม่มีสิทธิมาขอให้ชั้นทำอะไร เธอก็เป็นแค่เครื่องบำเรอกามของชั้นเท่านั้นล่ะ”
โอตะใช้พลังใจจากก้นบึ้งจิตใจของเขาเพื่อกล่าวประโยคนั้นออกไป
หากเป็นเขาในตอนที่ไม่ได้ปราบด้านมืดในจิตใจของตนเองมาก่อนคงไม่สามารถกล่าวประโยคนั้นออกไปได้เป็นแน่แท้
แสดงว่าโอตะเองก็เติบโตทางจิตใจเช่นกันที่คนดีมีคุณธรรมล้ำฟ้าปานก๊วยเจ๋งอย่างเขาถึงทำตัวแบบพระเอกโชวโจวได้อย่างนี้