ตอนที่ 43
ช้าก่อน หลิงเซียนไปอยู่ที่ไหน
การประลองฝีมือของศิษย์แต่ละสังกัด ถือเป็นประเพณีสืบต่อมาโดยตลอดในโลกแห่งการฝึกฝน ส่วนแรกที่มา เพื่อทำให้ศิษย์ของตัวเองได้มีโอกาสที่จะทดสอบฝีมืออย่างปลอดภัย ส่วนที่สองที่มา เพื่อที่จะสำแดงพลังฝีมือของสำนักพรรค ทำให้สำนักพรรคมีบารมีที่มั่นคงได้
อีกทั้ง มีบางสำนักพรรคที่มีการต่อสู้กันอยู่แล้ว หากว่าเป็นศึกใหญ่ผู้แข็งแกร่งในหมู่สำนักพรรค ย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บกระดูกหัก เสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต่อให้ได้รับชัยชนะ ตัวเองก็ยังจำเป็นที่จะต้องชดใช้ด้วยการชดเชยผู้แข็งแกร่งไปอีกหลายท่าน ดังนั้นจึงมีวิธีที่ดียิ่งกว่าอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือให้ศิษย์ในสำนักเข้าสู่การประลองกันสักรอบ
สำนักเซียนเหิน ถือเป็นหนึ่งในสำนักที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในหมู่สำนักพรรคทั่วทั้งดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ ทว่าเนื่องด้วยเหตุที่อยู่ใกล้กับขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น สำนักเซียนเหินจึงไม่สามารถที่จะควบคุมดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ได้มากมายนัก แต่นี่กลับไม่ได้เป็นอุปสรรคที่ทำให้สำนักเซียนเหินจัดงานการชุมนุมทดสอบกระบี่ชนชั้นรุ่นเยาว์ไม่ได้ นั่นเป็นเหมือนเครื่องหมายยืนยันสถานะของสำนักเซียนเหิน
และภายใจกลางดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ สำนักที่มีความเข้มแข็งเกรียงไกรเป็นอันดับสองก็คือสำนักดาบหมึก ภายในสำนักดาบหมึกเองยังได้มีราชาดาบรักษาการณ์อยู่ ซึ่งเป็นสองสุดยอดขุมกำลังแห่งดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ คู่กับสำนักเซียนเหิน
ในวันนี้สำนักเซียนเหินสามารถจัดฉากได้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ที่มาเข้าร่วมชุมนุมทดสอบกระบี่กันก่อนหน้า ล้วนแต่เป็นบุคคลผู้โดดเด่นของแต่ละสำนัก เพื่อเป็นการป้องกันมิให้บุคคลผู้โดดเด่นเหล่านี้เกิดเรื่อง แน่นอนว่าผู้อาวุโสของสำนักย่อมต้องพาลูกศิษย์มาด้วยตนเองอยู่แล้ว
“เจ้าสำนักฮวาง ศิษย์ในสังกัดของท่านฝึกปรือลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง อายุอานามก็ยังน้อย แต่ได้เข้าสู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ดแล้ว!”
“มิได้มิได้ เจ้าสำนักหวู่ ศิษย์ของสำนักท่านเองก็ไม่ได้อ่อนแอ จะต้องได้อันดับที่ดีอย่างแน่นอน!”
“เฮ้อ ติดสิบอันดับแรกไม่ต้องนึกถึงเลย แค่เข้าไปอยู่ในร้อยอันดับแรกได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว”
“แต่กลับไม่ทราบว่าจะเป็นตระกูลของผู้ใดได้อันดับหนึ่งในครั้งนี้”
ยามนี้ก็ได้มีเต๋าหยินผู้หนึ่งเดินผ่านมา แล้วกล่าว : “พวกเจ้าไม่ทราบกันหรือไง? ในสำนักดาบหมึก ได้มีผู้มีพรสวรรค์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนผู้หนึ่ง มีนามว่าม่อหวิน ลือกันว่าเขาอายุอานามยังน้อย อายุเพียงแค่สิบห้าปี ก็เข้าถึงขอบเขตสู่วิถี! อีกทั้งไม่แต่เพียงเท่านี้ ม่อหวินผู้นี้ ยังได้มีความสัมพันธ์อันดีกับบุตรีของเจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหิน ได้ยินมาว่าสำนักเซียนเหินและสำนักดาบหมึกต่างก็มีความตั้งใจที่จะสานสัมพันธ์ฉันเครือญาติกันแล้ว”
“นั่นก็ช่างสมกับเป็นบุตรทองธิดาหยก[1]คู่หนึ่งเลยจริงๆ!”
“ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์คู่กับผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ ช่างสมกันยิ่งนัก!”
ม่อหวินขณะนี้ที่กำลังติดตามฮวาชิงถิงเที่ยวชมสำนักเซียนเหิน ม่อหวินที่อยู่ในวัยเพียงสิบห้าปี มีรูปร่างที่สูงโปร่ง สวมไว้ด้วยเสื้อคลุมและมีผมยาว มีรูปร่างงามสง่า ในตัวแฝงเอาไว้ด้วยสภาวะของเสน่ห์อันชั่วร้ายอยู่ขุมหนึ่ง ม่อหวินชี้ไปที่บัวหิมะที่มีสีขาวโพลนช่อหนึ่งทางด้านบนของหน้าผาสูง เอ่ยถาม : “ชิงถิง นี่ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นบัวหิมะเทียนซานหรอกหรือ ? ”
ฮวาชิงถิงมีรูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้น แม้อายุเพียงแค่สิบสี่ปี แต่ก็มีความงามอันแสนบริสุทธิ์ เอวคอดขายาว ผิวพรรณขาวผุดผ่องดุจหิมะ ดวงตาคล้ายเมฆาล่อง หากให้จ้าวชิงเหยาพิจารณาดูนางสักรอบ คาดว่าจ้าวชิงเหยาคงบอกแต่เพียง ด้วยรูปร่างเช่นนี้ของนาง ข้าย่อมสามารถทุบตีได้กว่าร้อยคน!
ฮวาชิงถิงกล่าวแนะนำ : “นี่เป็นบัวหิมะที่ข้าเคยร้องขอกับท่านพ่อในสวนหิมะ บัดนี้อยู่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ประจวบเป็นเวลาที่บัวหิมะจะเบ่งบานพอดี”
ม่อหวินกล่าว : “ความงามแห่งบัวหิมะ บริสุทธิ์สูงส่ง มิแปดเปื้อนโลกีย์ ถือเป็นบุปผางามในโลกหล้านี้ได้อย่างแท้จริง และบุปผาที่งามที่สุดในใต้หล้า ก็ย่อมมีแต่คู่ควรกับสาวงามที่สุด ข้าจะไปเด็ดบัวหิมะดอกนี้มาให้แก่เจ้าเอง ! ”
ฮวาชิงถิงเผยสีหน้าเอียงอายออกมา ไม่ทันไรม่อหวินก็ทะยานออกไปแล้ว ฮวาชิงถิงจึงรีบกล่าวขึ้นโดยพลัน : “ระวัง หน้าผาสูงนี้ลื่นเป็นอย่างยิ่ง ! ”
ผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง เพียงแปดก้าว ม่อหวินก็กลับมาร่อนลงมาอยู่เบื้องหน้าของฮวาชิงถิง กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น : “ข้าจะทัดดอกบัวให้เจ้าเอง”
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางผืนฟ้าได้เกิดเมฆดำระลอกหนึ่งพัดเข้ามา พร้อมกับเมฆปีศาจสองก้อนที่ลอยเข้ามาด้วยเช่นกัน เมฆดำบดบังผืนฟ้า สำนักเซียนเหินที่อยู่ข้างใต้ ได้มืดลงภายในพริบตา
“เกิดอะไรขึ้นกัน?”
“ที่นี่เป็นถึงสำนักเซียนเหิน ยังมีสัตว์ปีศาจตนใดหาญกล้ามาหาที่ตายในที่แห่งนี้กัน ! ”
“อีกทั้งวันนี้ยังมีราชามนุษย์รักษาการณ์อยู่ถึงสองท่าน ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีอีกมากมาย และผู้ฝึกตนชั้นสูงอยู่นับไม่ถ้วน ปีศาจประหลาดจากแห่งหนใด ยังกล้าที่จะมายังสถานที่แห่งนี้กัน?”
“ทลายปีศาจกำจัดมาร ถือเป็นชะตาชีวิตของพวกเรา จงดูกระบี่สะบั้นปีศาจเล่มนี้ของข้าผู้ชรา วันนี้ข้าจะต้องสะบั้นมารปีศาจให้สิ้นซาก!”
“กระบี่สังหารปีศาจเล่มนี้ของข้า วันนี้คงจะได้ฆ่าฟันครั้งใหญ่แล้ว!”
เฉินหมิงและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำที่มาถึงยังด้านหน้าประตูหุบเขาสำนักเซียนเหิน และหลิงเซียนที่เฉินหมิงได้นำพามาด้วยต่างได้ลงสู่พื้น
เฉินหมิงก็คิดไม่ถึงว่าราชาปีศาจพยัคฆ์ดำจะมาเข้าร่วมความคึกคักนี้ด้วย ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำที่ได้ยินมาว่าเฉินหมิงต้องการที่จะพาศิษย์กลับมากู้หน้า ก็ถึงกับมาเสริมบารมีให้กับเฉินหมิงด้วยตัวเอง ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำยังได้กล่าวว่า : “เจ้าหก หากมิใช่แผนที่ส่วนนั้นที่เจ้ามอบให้มา เกรงว่าพวกเราในตอนนี้ก็คงจะไม่มีเวลาว่างกันเช่นนี้แล้ว ในตอนนี้หุบเขาพรางอากาศได้ถูกพวกเราปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน แทบจะไม่ทราบถึงสถานการณ์จากภายนอก ข้าจึงมีเวลามาสอดส่องดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ไปพร้อมกับเจ้าได้”
เฉินหมิงหันไปมองเฒ่าชราอายุกว่าร้อยปีทั้งสองที่ยกกระบี่หันมาที่ตนเอง จึงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาบ้าง : “เอ๊ะ ที่แท้สำนักเซียนเหินมีกฎให้วาดกระบี่เพื่อแสดงความเคารพด้วยงั้นหรือ? ช่างเป็นกฎที่ประหลาดแท้”
ทั้งยังไม่สนว่าพวกเขาจะคิดกันอย่างไร ถึงอย่างไรเขาในตอนนี้ก็ยังใช้สถานะของราชาปีศาจมายังสถานที่แห่งนี้ เหตุใดยังมีผู้ฝึกตนในขอบเขตสู่วิถีหาญกล้าที่จะลงมือต่อเขาด้วยอย่างงั้นหรือ ?
นั่นมิใช่เป็นการรำคาญที่จะมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง ?
ช้าก่อน หลิงเซียนไปอยู่ที่ไหนแล้ว?
เฉินหมิงกวาดตามองตาเฒ่าทั้งสองที่หันกระบี่ใส่เฉินหมิง ห่างออกไปอีกสามฉื่อ หลิงเซียนก็ได้ยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับภายในแววตาได้เดือดพล่านเต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่างช้าๆ
เอาเถอะ ข้ายอมรับในความแข็งแกร่งของ【ประกายวงแหวนปัญญาอ่อน】แล้ว......
ตาเฒ่าทั้งสองเมื่อพบเฉินหมิงเอ่ยปากถาม เริ่มคิดหาทางกลับกลอกเพื่อเอาตัวรอด : “หามิได้หามิได้ พวกเราพึ่งได้รับกระบี่ใหม่มาสองเล่ม ขอให้ใต้เท้าราชาปีศาจชื่นชมด้วย!”
เมื่อได้กวาดมองไปที่กระบี่ทั้งสองเล่มนี้ ซึ่งถือเป็นกระบี่ปราณ ในเมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายต้องการจะให้ตนเองชื่นชม งั้นก็ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว พร้อมกับยื่นมือเข้ารับกระบี่ทั้งสองเล่มไว้ในทันที เฉินหมิงกล่าว : “ในเมื่อพวกเจ้าต้อนรับขับสู้ถึงเพียงนี้ ข้าเองก็ไม่อาจเสียมารยาทได้ ! ยังไงก็ต้องนำกลับไปเชยชมกันให้ดีสักครา ! ”
เฒ่าชราทั้งสองหันไปสบตามองกัน เผยสีหน้าลำบากใจออกมา จากนั้นก็หันไปยิ้มต่อเฉินหมิง : “นี่ย่อมหามีอะไรที่ดีได้กว่านี้อีกแล้วไม่”
รอจนเฉินหมิงและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำมุ่งหน้าเดินไปยังสำนักเซียนเหิน ทันใดนั้นตาเฒ่าทั้งสองก็หันไปตะโกนต่อเฉินหมิงว่า : “ใต้เท้าราชาปีศาจ สำนักของพวกเราก็คือสำนักวายุบริสุทธิ์และสำนักน้ำแข็งเยือก”
เฉินหมิงโบกมือ เพื่อเป็นสัญญาณว่าตัวเองได้ยินแล้ว
ตาเฒ่าทั้งสองหันไปสบตากัน : “กระบี่ปราณทั้งสองเล่ม การที่ได้ไปอยู่กับราชาปีศาจท่านหนึ่ง ก็คล้ายกับว่าเป็นภาพที่ไม่เลวอยู่เหมือนกัน”
เฉินหมิงได้ละสายตาหันไปมองตามหลิงเซียน พบเห็นม่อหยินนำบัวหิมะที่เด็ดมาทัดอยู่บนเส้นผมอันดำขลับของฮวาชิงถิง ชายชู้หญิงรัก คอยเล่นหูเล่นตากัน หลิงเซียนเมื่อกวาดตามองไป ก็ได้ถมน้ำลายออกมา : “สุนัขชายหญิง ! ”
ก่อนหน้านี้ฮวาชิงถิงยังคอยเรียกถามไถ่ตามหาบั้นท้ายของตนเอง แต่ว่าเมื่อเขากลายเป็นผู้พิการในการฝึกฝน ก็กลายเป็นเกลียดชังจนแทบจะฆ่าตนเอง ! ด้วยเหตุที่นางมีชื่อเสียงจึงไม่สะดวกที่จะลงมือเอง จึงคิดที่จะให้ตนเองถูกฝังอยู่ในปากของปีศาจ
ฮวาชิงถิงเป็นผู้บอกใบ้ ม่อหวินเตรียมการให้คนลงมือ ความเจ็บปวดเหล่านี้ หลิงเซียนกลับจำได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ฮวาชิงถิงเมื่อเห็นหลิงเซียนโดยไม่ได้ตั้งใจ ในแววตายังได้เผยอาการตกตะลึง : “เจ้ามิใช่ตายไปแล้วหรอกหรือ ? ”
หลิงเซียนหัวเราะออกมา แล้วกล่าว : “ด้วยโชคของเจ้าที่ค้ำจุน ตอนนี้ข้าจึงมีชีวิตที่อยู่ดีสุขสบายเป็นอย่างยิ่ง ! ”
ม่อหวินกล่าว : “เดรัจฉานน้อย ครั้งก่อนคิดไม่ถึงว่าจะปล่อยให้เจ้าหนีไปได้ ในเมื่อหนีไปแล้ว คาดไม่ถึงเลยว่ายังกล้าที่จะกลับมา เจ้าคงรำคาญที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ ! ”
หลิงเซียนหายใจอย่างติดขัด ในระหว่างนั้นก็คิดที่จะบุกเข้าไปสั่งสอนม่อหวินสักรอบ แต่เฉินหมิงได้โบกมือกระตุ้นพลังมนตร์ตราหยุดยั้งเขาเอาไว้ หลิงเซียนกล่าวด้วยโทสะ : “ปล่อยให้ข้าเข้าไปฆ่าสุนัขชายหญิงคู่นี้ ! ”
เฉินหมิงกวาดตามองค่าดัชนีความเสี่ยงของม่อหวินและฮวาชิงถิง ทว่ากลับมีเพียงแค่ร้อยกว่าเท่านั้น ส่วนหลิงเซียนในตอนนี้ อยู่ที่ 120 เมื่อไหลเวียนพลังมนตร์ตรา ห่อหุ้มคำสนทนาของตัวเองเอาไว้ ทำให้มีแต่เพียงหลิงเซียนที่ได้ยินแต่เพียงคนเดียว : “คำว่าเดรัจฉานน้อยประโยคนี้ กระตุ้นให้ข้าเดือดดาลได้อย่างแท้จริงแล้ว หากว่าเพียงแค่ฆ่าสังหารไป ย่อมไม่สามารถที่จะทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่มาจากความสิ้นหวังได้ ดังนั้นข้าผู้เป็นอาจารย์ตัดสินใจแล้วที่จะค่อยๆ เล่นกับพวกเขา ข้าจะทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศของพวกเขาถูกทำลายจนป่นปี้ ในยามที่เกือบจะยืนถึงจุดสูงสุดเอง!”
.
.
.
.
[1] มาจากคำสองคำรวมกันจาก 金童赐福 = เทพบุตรประทานความสุขโชคลาภ และ
玉女添财 = เทพธิดาเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งสอดคล้องกับคำอวยพร มั่งมีศรีสุข พบเห็นได้ตามบ้านคนจีนที่มีรูปเด็กชายหญิงถือโคมทอง