ดูจากความสามารถของไป๋เหมยแห่งบ้านสกุลไป๋ไม่น่าจะมีใครคาดคิดว่านางที่ฝีมือที่เทียบชั้นกับไป๋ไฉ่อีไม่ติดยังคงอยู่ในสนามได้อยู่ในรอบสี่สุดยอดคนแกร่งที่เหลือ
“เหลือแค่สี่คนแล้วพอประมาณแล้ว เจ้าเองก็ออกไปเถิด” ตู้เซ่าฝู่มองตามหลังเยี่ยจื่อจินที่กำลังเดินออกไปจากนั้นก็หันหน้าไปพูดกับไป๋เหมยที่อยู่ข้างๆ
“ได้ งั้นเจ้าก็ระวังหน่อยนะ”
ไป๋เหมยพยักหน้าเล็กน้อยไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ นางมีความกล้ามาจากไหน นางเขย่งปลายเท้าเข้าไปหอมแก้มตู้เซ่าฝู่ทีหนึ่งเบาๆเป็นสัมผัสเบาๆ ราวกับแมลงปอสัมผัสผิวน้ำ จากนั้นหน้าก็สีหน้าแดงก่ำหมุนตัวรีบวิ่งออกไป
ทุกสายตาที่กำลังจับจ้องภาพในสนามเมื่อเห็นก็รู้สึกตะลึง
สาวน้อยที่อยู่ในลานกว้างตรงนี้มากมายที่ชื่นชอบในตัวตู้เซ่าฝู่ต่างสะดุ้งตกใจจากนั้นก็ส่งสายตาอาฆาตให้กับไป๋เหมย
พวกวัยรุ่นชายจากบ้านสกุลไป๋โมโหหนักยิ่งกว่าเดิมนึกไม่ถึงว่าหญิงสาวของบ้านสกุลไป๋จะมีใจเสนอตัวเข้าไปหอมแก้มตู้เซ่าฝู่เช่นนั้นเรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเสียเกียรติอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่สู้แพ้คนของบ้านสกุลตู้ขณะนี้แม้แต่หญิงสาวในบ้านสกุลของตัวเองก็ปกป้องไว้ไม่อยู่แล้ว
“เจ้าเด็กคนนี้ใช้ได้เลยเจ้าเล่ห์จริงๆ ฮ่าๆ”
ตู้จื้อสยงหัวเราะชอบใจออกมาและรู้สึกภูมิใจเขาหันหน้าไปมองพี่ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ และพบว่า ตู้เจิ้นอู่เองก็กำลังยิ้มอย่างภาคภูมิอยู่
ตู้เซ่าฝู่เองก็ตะลึงไปสักครู่เขาชายตามองตามหลังของไป๋เหมย ในใจของเขาอยากพูดกับนางมากว่า “น้องสาวเจ้าคิดมากไปแล้ว ที่ข้าคุ้มครองเจ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” ตู้เซ่าฝู่คิดลังเลอยู่ในใจสักพักแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่วิ่งตามไปบอกเช่นนั้นท่ามกลางสายตาคนตั้งมากมายที่จับจ้องกันแทบจะตาไม่กะพริบหากพูดไปเช่นนั้นจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร
“นี่นับว่าเป็นจูบแรกของข้าหรือไม่นะแค่จุ๊บแก้มของข้าน่าจะไม่นับว่าเป็นจูบแรกหรอกเนอะ” จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นมาลูบบริเวณที่ถูกหอมเบาๆเขาคิดว่าจูบแรกไม่ควรจะมาเสียไปเช่นนี้ ทว่าเขาก็ทำได้แต่ช่างมันแล้วถูกจูบก็จูบไปเถิด ถือว่าเป็นประสบการณ์และทำให้ฉลาดขึ้นต่อไปจะได้ระวังตัวมากขึ้น
“ให้ข้าจัดการเขาเองก็เพียงพอแล้ว”
เฉาฉี่ไท่พูดกับฉินเสี่ยวลู่ที่ยืนข้างเขา
ฉินเสี่ยวลู่ไม่ได้พูดอะไรทำเพียงเหลือบมองตู้เซ่าฝู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของนางนางรู้ดีว่านางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตู้เซ่าฝู่การประลองที่เหลือคงจะเป็นการต่อสู้ชิงที่หนึ่งระหว่างเฉาฉี่ไท่กับตู้เซ่าฝู่แล้วนางพยักหน้าให้กับเฉาฉี่ไท่ จากนั้นก็นำกระบี่ยาวที่อยู่ในมือเก็บเข้าปอกและเดินออกจากวงสนามด้วยความสมัครใจไปเอง
บริเวณรอบสนามประลองเงียบสงบลงขึ้นมาอีกครั้ง
ในสนามประลองขณะนี้เหลือเพียงชายหนุ่มชุดยาวและชายหนุ่มชุดม่วงยืนประจันหน้ากันอยู่ต่อจากนี้จะเป็นการตัดสินชี้ผู้ชนะของการประลองทายาทวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลครั้งนี้แล้วสองคนนี้ถึงจะเป็นตัวหลักของการประลองครั้งนี้ที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมที่มุงดูอยู่บริเวณรอบๆขอบขนามหรือว่าคนของสุดยอดห้าสกุล ทุกคนต่างมองออกว่าเฉาฉี่ไท่และตู้เซ่าฝู่จึงจะเป็นวัยรุ่นจากสุดยอดห้าสกุลที่มีพละกำลังความสามารถแข็งแกร่งที่สุดในครั้งนี้ระดับฌานและพละกำลังของสองคนนี้เป็นสิ่งที่ขมุกขมัว ไม่มีใครเดาออก
ดังนั้นการประลองต่อจากนี้ทุกคนต่างเริ่มรู้สึกตื่นเต้นลุ้นระทึก เพราะดูจากภายนอกเพียงผิวเผินยากที่จะเดาว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะจริงๆ
“เฉาฉี่ไท่คนนี้แข็งแกร่งมากไม่รู้ว่าฝึกวิชาลมปราณอะไรมาบ้างเป็นบุคคลที่คาดเดาระดับฌานอย่างชัดเจนได้ยากมากจริงๆ” ตู้เจิ้นอู่พูดกับตู้จื้อสยงที่อยู่ข้างๆ
“อย่างน้อยน่าจะบรรลุวิชาลมปราณระดับเสวียนขั้นกลางได้แล้วมิเช่นนั้นคงไม่สามารถปกปิดคลื่นพลังปราณได้หรอก”
ตู้จื้อสยงสีหน้าเคร่งเครียดท่าทางเริ่มกังวลขึ้นมา กล่าวว่า “ไม่รู้ว่าเซ่าฝู่จะสามารถต่อกรเขาได้ไหวหรือไม่”
“อย่าลืมสิ เซ่าฝู่เป็นบุตรชายของน้องสามนะ” ตู้เจิ้นอู่กล่าวเบาๆ
“ใช่เจ้าเด็กคนนี้เป็นบุตรชายของน้องสาม บุตรชายของน้องสามไม่มีทางแพ้ได้หรอก” อยู่ดีๆ ตู้จื้อสยงก็เริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นมา สีหน้าที่ตึงเครียดเริ่มมีผ่อนคลายลง
ทุกสายตาของผู้คนที่นี่ต่างกำลังจับจ้องอยู่เพียงเงาสองคนที่อยู่ที่กลางวงสนามประลองตั้งตารอคอยการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้อย่างใจจดใจจ่อ
ใครต่างก็อยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วการประลองระหว่างทายาทวัยรุ่นของสุดยอดห้าสกุลในครั้งนี้ผู้ชนะอันดับหนึ่งจะเป็นตู้เซ่าฝู่ที่ได้ชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นคุณชายน้อยจอมทึ่มมาถึงสิบปีหรือว่าคือลูกเขยที่มาจากต่างแดนของบ้านสกุลฉิน
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรการประลองระหว่างทายาทวัยรุ่นของสุดยอดห้าสกุลในครั้งนี้มีศักดิ์และความสำคัญต่างจากครั้งก่อนๆน่าจะถือว่าเป็นครั้งที่มีความพิเศษที่สุดครั้งหนึ่ง
“พอมองออกว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก” เฉาฉี่ไท่เอ่ยปากทักทาย ยิ้มและมองหน้าตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่หัวเราะ กล่าวว่า “ฮ่าๆ ใช่แล้ว ข้าก็ว่าข้าแข็งแกร่งมาก เจ้ามีสายตาที่แหลมคมจริงๆ”
เมื่อเฉาฉี่ไท่ได้ยินคำพูดของตู้เซ่าฝู่ก็ตะลึงไปชั่วครู่ เขาคาดเดาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้หลายสิบอย่างไว้แล้วทว่าคาดไม่ถึงว่าตู้เซ่าฝู่จะตอบด้วยคำตอบที่มั่นใจในตัวเองเช่นนี้คำตอบนี้เล่นทำเขาสะอึกไม่รู้จะพูดต่อไปอย่างไรดี
“แต่ข้าไม่ชอบเจ้าเจ้าทำให้ว่าที่ภรรยาของข้าได้รับบาดเจ็บดังนั้นวันนี้ข้าต้องสั่งสอนเจ้าหน่อยแล้วล่ะ” เฉาฉี่ไท่สีหน้าเปลี่ยนสีหน้าที่ตะลึงเมื่อกี้กลับมาเป็นปกติ
ตู้เซ่าฝู่ได้ยิน ก็จ้องหน้าเฉาฉี่ไท่ด้วยสีหน้าที่เข้าใจพยักหน้า พร้อมกับตอบไปด้วยน้ำเสียงเสียดายและสงสารว่า “ข้าเข้าใจเจ้า ข้าไม่เพียงแต่แข็งแกร่งมาก ยังสู้ชนะว่าที่ภรรยาของเจ้าอีกเจ้าคงยากที่จะมาชอบข้า แต่ข้าทำได้เพียงแต่แสดงความเสียใจกับเจ้าเท่านั้นแหละนะ”
“เจ้า……”
เฉาฉี่ไท่รู้สึกจุกราวกับมีอากาศอุดทางเดินหายใจจนหายใจไม่สะดวกเขาเก็บกดรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก เขาคิดว่าปกติตัวเขาไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับใครไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบหรือคนที่ไม่ชอบ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะเป็นมิตรหรือว่าศัตรู เขาก็สามารถคุยกับทุกคนได้รู้เรื่องหมด ทว่าเมื่อมาเจอกับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าตรงนี้รู้สึกราวกับว่ากำลังคุยกันคนละภาษา
“ฟู่!”
เฉาฉี่ไท่หายใจเข้าลึกและค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกคลายความรู้สึกตึงเครียด จากนั้นสีหน้าก็กลับมาเป็นปกติเขาจ้องมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ สีหน้าดูเย็นชามากขึ้น กล่าวว่า “ไม่ต้องพูดอะไรไร้สาระแล้วล่ะแสดงให้ข้าดูหน่อยว่าความสามารถที่แท้จริงของเจ้ามีถึงขนาดไหนกันข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าแข็งแกร่งถึงระดับไหน”
“ข้าอัดว่าที่ภรรยาของเจ้าไปแล้วหากข้ายังอัดเจ้าอีก ข้าจะรู้สึกเหมือนรังแกเจ้ามากเกินไป เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้ายอมแพ้ หากเจ้ายอมแพ้ ข้าก็ไม่ต้องอัดเจ้าแล้ว” ตู้เซ่าฝู่พูดด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกสงสาร
“เจ้าคิดว่าเจ้ามีความสามารถนั้นหรือ?”
เฉาฉี่ไท่หายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกว่าใกล้จะควบคุมอารมณ์ที่เดือดดาลในใจไม่ไหวแล้ว
“ข้าคิดว่าข้าแข็งแกร่งมากและก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าด้วย”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าด้วยสีหน้าท่าทางมั่นใจจากนั้นมองเฉาฉี่ไท่ด้วยสีหน้าแปลกๆ กล่าวว่า “ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นลูกเขยของบ้านสกุลฉินจึงนับว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนของบ้านสกุลฉิน ข้ารู้สึกแปลกใจมาตลอด หากพูดตามหลักแล้วฉินเสี่ยวลู่คือว่าที่ภรรยาของเจ้า ควรจะนับนางว่าเป็นคนของบ้านสกุลเฉาสิเหตุใดจึงนับเจ้าว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนของบ้านสกุลฉินล่ะหรือว่าเจ้าแต่งเข้าบ้านสกุลของฝ่ายหญิงงั้นหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพูดถูกเอาแต่พยักหน้าหงกๆ ไม่หยุด กล่าวต่อว่า “ข้าเดาว่าเป็นเช่นนี้เพราะเจ้าแข็งแกร่งสู้ข้าไม่ได้ ดังนั้นจึงหาภรรยาไม่ได้สุดท้ายเลยได้แต่ต้องแต่งงานเข้าบ้านสกุลของฝ่ายหญิง เลยเข้ามาเป็นคนของบ้านสกุลฉินแห่งเมืองสือเฉิง”……
“ตู้เซ่าฝู่เจ้าต้องเสียใจแน่ที่วันนี้ต้องมาพบกับข้า!”
เฉาฉี่ไท่ระเบิดออกมาแล้วโทสะที่พยายามระงับไว้ตลอดในที่สุดก็เก็บไว้ไม่อยู่พลังในตัวของเขาโถมกระหน่ำออกมา
“เจ้าอย่าโมโหแต่งเข้าบ้านสกุลฝ่ายหญิงก็แต่งเข้าบ้านสกุลฝ่ายหญิงสิ ไม่เห็นจะเป็นอะไร พวกเราคนเมืองสือเฉิงไม่มีทางดูถูกเจ้าเพราะแต่งเข้าบ้านสกุลฝ่ายหญิงหรอกข้ารับประกันว่าข้าจะไม่รังแกเจ้าแน่นอน พวกเราคนเมืองสือเฉิงต่างใจดีเป็นมิตรกับแขกกันทุกคนจริงๆ นะ” ตู้เซ่าฝู่ทำสีหน้าจริงจังพูดกับเฉาฉี่ไท่
“ฮ่าๆ ถูกต้อง พวกเราคนเมืองสือเฉิงต่างใจดีเป็นมิตรกับแขกกันทุกคน”
“ถูกต้อง พวกเราคนเมืองสือเฉิงไม่มีทางดูถูกคนที่แต่งงานเข้าบ้านสกุลของฝ่ายหญิงหรอก” ……
ผู้ชมทุกคนที่อยู่รอบลานกว้างระเบิดเสียงหัวเราะชอบใจออกมาคำพูดของตู้เซ่าฝู่ทำให้พลเมืองชาวสือเฉิงรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บวกกับที่เฉาฉี่ไท่ถือว่าเป็นคนมาจากต่างเมืองผู้ชมที่เป็นพลเมืองที่นี่จึงสนับสนุนไปทางตู้เซ่าฝู่กันเสียหมด
ทว่ามีเพียงคนของบ้านสกุลฉินที่สีหน้าท่าทางเริ่มอึดอัดดูไม่เป็นธรรมชาติกัน
“เฮ้อ เฉาฉี่ไท่ลำบากหน่อยนะอุตส่าห์อดทนมาได้นานขนาดนี้”
เยี่ยเป่าหลินถอนหายใจเบาๆมองไปที่เฉาฉี่ไท่แสดงสีหน้าเห็นใจ หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงอดกลั้นไม่ไหวนานแล้วล่ะ
“เจ้าเด็กคนนี้ปากร้ายจริงๆไม่เหมือนน้องสามเลย” ตู้เจิ้นอู่รู้สึกสงสัย พูดกับตู้จื้อสยงที่นั่งอยู่ข้างๆ
ตู้จื้อสยงยิ้มหัวเราะชอบใจออกมา กล่าวว่า “ฮ่าๆ แต่ว่าข้าชอบนะมิน่าล่ะขนาดพวกตู้เฮ่ายังสู้เขาไม่ได้เลย เจ้าเด็กคนนี้มันอีกระดับหนึ่งแล้ว”
ตู้เฮ่า ตู้ชงตู้เหยียนและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังของตู้จื้อสยง เมื่อได้ยินก็รู้สึกอึดอัดใจพวกเขายืนอยู่เฉยๆ ยังโดนพูดพาดพิงถึงได้อีก