เสียงฟาดฟันผ่านร่างของหุ่นเชิดศพดั่งขึ้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำเสียงตัดผ่านเนื้อหนังเหล่านั้นดังสะท้อนเข้าสู่แก้วหูของชายหนุ่มขวานคู่ในมือของซินถงวาดผ่านใบหน้าของถังเฟยหู่ไปเพียงนิดเดียว ในคราแรกชายหนุ่มคิดเตรียมตอบโต้อยู่ก่อนแล้วเพราะคิดว่านางจะจู่โจมเขาแต่ไม่คาดเลยว่านางจะช่วยเหลือเขาแทนเช่นนี้!
“ถึงเจ้าจะช่วยข้า…แต่ข้าไม่ยอมไปกับเจ้าหรอกนะ” ถังเฟยหู่กล่าวออกไป
ในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นซินถงนางได้หันกลับมามองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไหรในทันที “เจ้าคนหัวรั้น! ข้าช่วยเจ้าตั้งขนาดนี้ยังไม่ยินยอมอีกหรือ?”นางได้กล่าวออกไปขณะใช้ขวานในมือฟาดฟันใส่กองทัพหุ่นเชิดศพ
ฉัวะ! ฉัวะ!!
เสียงตัดเลือดเนื้อดังขึ้น เลือดสีเขียวที่แฝงไว้ด้วยพิษศพได้สาดกระเซ็นซินถงพลิ้วไหวร่างหลบรอดการแตะต้องพิษพวกนั้นอย่างรวดเร็ว แม้นางปากจะพูดออกไปว่าลงมือช่วยสู้เพราะต้องการให้ถังเฟยหู่ติดตามนางไปแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวนั่นเพราะใจจริงของนางก็ไม่ค่อยพอใจต่อการกระทำของผู้เชิดศพในหมู่บ้านตระกูลซุนแห่งนี้เท่าไหรนัก
ถึงแม้ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จะเป็นผู้คนของแผ่นดินศัตรูแต่การจะฆ่าพวกเขาเพราะการสู้รบของแผ่นดินก็เรื่องนึง แต่การย่ำยีศพของชาวบ้านที่ตายไปแล้วให้กลายมาเป็นเครื่องมือเช่นนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน!ถึงแม้ภายในพรรคอสูรของนางจะมีการถ่ายทอดวิชาในศาสตร์มรณะสืบทอดกันมาก็ตามแต่คนในพรรคอสูรที่นางรู้จักและฝึกวิชาเกี่ยวกับศพมักจะใช้เพียงศพของศัตรูหรือไม่ก็ผู้คนในยุทธภพเท่านั้นมิได้ใช้ร่างกายของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปมาใช้ฝึกวิชา ซึ่งนางเองก็ไม่ค่อยชอบพอวิชาแห่งความตายเท่าไหรนักจึงมิได้ฝึกวิชาเหล่านั้น
สำหรับนางการได้จัดการศพเหล่านี้เป็นการระบายความไม่พอใจของนางที่มีต่อผู้ใช้วิชานำศพของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมืออีกทั้งอีกทางหนึ่งยังเป็นการปลดปล่อยพวกเขาจากการถูกลากมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธภพอันวุ่นวายนี้ด้วย
ขวานคู่ของซินถงวาดฟันออกไปอย่างรวดเร็วร่างของนางพริ้วไหวและแฝงเอาไว้ด้วยวรยุทธ์ขวานธาตุน้ำแข็งอันลึกลับนางได้บุกทะลวงกองทัพศพเหล่านั้นเข้าไปเรื่อยๆจนแตกพ่ายมือทั้งสองข้างฟันออกไปไม่หยุด กองทัพศพถูกดันจนยุบตัวเข้าไปเพราะการโหมโจมตีอันหักโหมของนางราวกับนางเป็นหอกที่บุกทะลวงเข้าไปใส่กองทัพนั้นก็ไม่ปาน
แต่แล้วในตอนนั้นเองที่การเคลื่อนตัวของซากศพได้เปลี่ยนไปอีกครั้งพวกมันที่ด้านหลังได้ตีวงล้อมเข้ามาล้อมกรอบนางจากด้านหลัง มีศพตนหนึ่งได้กางกรงเล็บและโผทะยานพุ่งตัวเข้าใส่ร่างนางอย่างรวดเร็วจากด้านหลัง! ซินถงที่ฟาดฟันเหล่าศพตรงหน้าได้แต่หันไปมองทางด้านหลังเพียงเล็กน้อยอย่างไม่สนใจก่อนที่จะลงมือต่อสู้ตรงหน้าต่อไปถังเฟยหู่ที่เห็นเช่นนั้นกำลังจะเรียกเข็มออกจากปลอกแขนเพื่อลงมือช่วยเหลือแต่ในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น! เสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมาก่อนที่เขาจะได้ลงมือ!
ฉึกกก!!
เสียงวัตถุแหลมคมแทงเข้าใส่เลือดเนื้อของศพตนนั้นเมื่อมองให้ดีแล้วเป็นหางของสัตว์ที่มีสีขาวบริสุทธิ์หางนั่นได้แทงทะลุร่างกายของศพตนนั้นและหยุดร่างกายของมันให้ค้างอยู่กลางอากาศแต่หางนั่นมาจากไหนกัน? เมื่อเขามองให้ดีแล้วพบว่าหางนั้นมาจากตัวของซินถงที่ร่างของนางพลันปรากฏหางสีขาวขึ้นเก้าหาง บนศีรษะของนางเมื่อมองจากด้านหลังก็พบเห็นหูจิ้งจองสีขาวอยู่บนนั้น
นี่ก็คือทักษณะการใช้จิตวิญญาณของชาวซีเซี่ยนอกจากการเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นอสูรแล้วพวกเขายังสามารถผสานร่างแปรเปลี่ยนเป็นครึ่งคนครึ่งอสูรเพื่อเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ได้ซึ่งในครั้งอดีตตอนอยู่เมื่อฟูเจี้ยนเองก็มีครั้งหนึ่งที่ถังเฟยหู่เคยกระตุ้นสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตาของตนออกมาอย่างไม่อาจควบคุมจนปรากฏร่างกายรูปแบบครึ่งอสูรเช่นเดียวกัน
ฉัวะ!! ฉัวะ!!
เสียงการโจมตีของนางยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดถังเฟยหู่เองเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้บุกทะลวงเข้าไปกลางวงล้อมของกองทัพศพเหล่านั้นด้วยเช่นกันเขาพยายามโจมตีพวกหุ่นเชิดศพแต่ก็มีหลายคราที่ซินถงชิงตัดหน้าฆ่าพวกมันไปก่อนที่เขาจะได้จู่โจมและเมื่อนางทำเช่นนั้นได้สำเร็จก็มักจะหันกลับมาเลิกคิ้วใส่เขาราวกับนางต้องการจะสื่อว่านางมีฝีมือที่เหนือกว่าเขาแต่ชายหนุ่มก็มิได้สนใจเท่าไหรนัก
กลับกันชายหนุ่มกลับรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำไป นั่นเพราะระหว่างการต่อสู้เขาสามารถเร่งเร้าตัวเองให้พัฒนามากยิ่งขึ้นด้วยการประลองความเร็วกับซินถงนางเปรียบเสมือนเป็นหินลับมีดที่ช่วยขัดเกลาให้ทวนของเขาแหลมคมมากขึ้น! แต่ก็เป็นการยากที่เขาจะสามารถตามความเร็วของนางได้ทัน
แต่แล้วเขาก็สามารถค้นพบวิธีที่สามารถเพิ่มความเร็วได้ในช่วงเวลาระยะสั้นเขาได้นึกถึงความสามารถหนึ่งของสัตว์อสูรวัวป่าที่เขาใช้เคล็ดกายหยาบมารดูดกลืนเข้ามาสู่ร่างกายของเขาในทันใดนั้นเองที่ชายหนุ่มนอกจากใช้เคล็ดกายหยาบมารของหมึกปีศาจแล้วเขายังเพิ่มการเร่งความเร็วของวัวป่าเข้าไปในบางจังหวะที่แทงทวนออกไป
ฟุ่บบบ!
ทวนของเขาพุ่งออกไปเร็วขึ้นกว่าเดิม เขาได้ยิ้มออกมาอย่างพอใจแม้จะเป็นเพียงการทดลองดูแต่ผลก็ออกมาน่าพอใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มได้ทดลองแทงทวนออกไปอีกหลายกระบวนโดยพยายามที่จะผสานเคล็ดกายหยาบมารชนิดนี้ลงไปผสานกับกระบวนท่าทวนให้ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว
ทุกกระบวนท่าที่โจมตีออกไปของถังเฟยหู่ได้กลมกลืนเข้ากับวิชากายหยาบมารของวัวป่ามากขึ้นเรื่อยๆอาจจะเป็นเพราะในภายหลังเขามีการใช้เคล็ดกายหยาบมารอยู่บ่อยครั้งจนเชี่ยวชาญแม้แต่การยกทวนกระดูกมังกรสายฟ้าที่มีน้ำหนักมหาศาลเขาก็ได้อาศัยเคล็ดกายหยาบมารเพื่อเพิ่มพลังกายในการใช้ทวนเล่มนี้ก่อนที่เขาจะค่อยๆลดสัดส่วนของเคล็ดกายหยาบมารเพื่อปรับให้ร่างกายสามารถใช้ทวนเล่มนี้ได้ด้วยตัวเองแต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องในอนาคตที่เขาฝึกทวนจนเชี่ยวชาญ
แทง! ฟาด!ฟัน!
ทุกกระบวนท่าที่เขาใช้ออกไปในตอนนี้ผสมผสานเคล็ดกายหยาบมารเอาไว้ เขาได้ลองหลายอย่างตั้งแต่เร่งความเร็วไปทางด้านหน้าด้วยเคล็ดกายหยาบมารเฉพาะส่วนไม่ว่าจะเป็นปลายเท้าตอนพุ่งตัว ข้อมือ ข้อศอกข้อต่อต่างๆในการเคลื่อนไหวเพื่อจู่โจม
ทักษะการใช้ทวนของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะดูเป็นการหวังพึ่งพลังจากกายหยาบมารที่เป็นวิชามารมากจนเกินไปแต่สำหรับถังเฟยหู่แล้วไม่ว่าจะเป็นวิชามารหรือไม่ก็ไม่สำคัญวรยุทธ์เปรียบเสมือนอาวุธในมือผู้ใช้หากผู้ใช้วิชาหยิบใช้ออกอย่างสมควรก็มิได้เป็นเรื่องที่ผิดอันใด
ซินถงที่ฟาดฟันจู่โจมเองก็ได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเช่นกันความเร็วของถังเฟยหู่นั้นมากขึ้นเรื่อยๆจนไล่ตามนางมาติดๆแต่ชั่วชีวิตนางนั้นเกลียดที่สุดก็คือการยอมแพ้อะไรโดยง่ายนางพลันรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม ขวานคู่ที่ฟันออกไปกลับเพิ่มความเร็วมากขึ้นทุกการฟาดฟันได้ทิ้งภาพติดตาของเส้นสายลมปราณน้ำแข็งเอาไว้กลางอากาศทุกร่างศพที่ถูกฟันได้แตกกระจายกลายเป็นเศษน้ำแข็ง!
ฉัวะ! เปรี๊ยะ!
ทั้งสองราวกับแข่งขันกันเองและผลักดันให้ตนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆเท่าที่ทำได้ส่วนผู้ที่สมควรได้ประโยชน์มากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นถังเฟยหู่ทักษะและความลึกซึ้งของการใช้ทวนพลันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าด้วยการบีบคั้นจากสถานการณ์ที่เขาผลักดันตนให้รวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อพยายามตามความเร็วของซินถงให้ทันอีกทั้งยังซึมซับเอาทักษะการจู่โจมบางส่วนมาจากซินถงอีกด้วย สายตาของเขาจับจ้องไปยังหางทั้งเก้าของนางที่ขยับเคลื่อนไหวจู่โจมออีกไปไม่ว่างจะเป็นการปัดป้องเหล่าหุ่นเชิดศพหรือไม่ก็ทักษะที่ใช้หางแทนอาวุธและจู่โจมออกไปโดยการแทง
เขาได้ปรับใช้วิถีการโจมตีเหล่านั้นและซึมซับสิ่งต่างๆจากนางเพื่อพัฒนาตนอย่างรวดเร็วเขาแทงทวนออกไปเก้าครั้งอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางคล้ายการจู่โจมด้วยหางทั้งเก้าของซินถงหุ่นเชิดถูกแทงรูด้วยการโจมตีที่รวดเร็วนั่นแต่เขากลับรู้สึกว่าการโจมตีที่ทำออกไปยังไม่เหมาะสมเท่าไหรนัก
นั่นเพราะหางของซินถงเป็นส่วนหนึ่งของร่างที่มีเลือดเนื้อการโจมตีของหางมีลักษณะพลิ้วไหวและแปรเปลี่ยนไปได้อย่างหลากหลายแต่ก็สามารถสร้างการโจมตีที่แข็งกร้าวด้วยการผสานพลังปราณลงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งความจริงแล้วทักษะการโจมตีชนิดนี้เป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้กันในแพร่หลายในซีเซี่ยเป็นที่นิยมในหมู่ฝึกยุทธ์ในซีเซี่ยที่มีรูปแบบกายอสูรประเภทที่มีหาง
ซึ่งการจู่โจมนั่นออกจะขัดแย้งกับทักษะทวนโดยรวมของถังเฟยหู่อยู่บ้างแม้จะใช้ความพลิกแพลงของทวนในการโจมตีอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นพลิ้วไหวเช่นเดียวกันกับหางของร่างจิตวิญญาณกายาอสูรชาวซีเซี่ยซึ่งข้อนั้นชายหนุ่มเองก็เริ่มจะรับทราบระหว่างการต่อสู้แล้วเขาได้พยายามปรับเปลี่ยนการจู่โจมเหล่านั้นให้สมดุลกับทวนกระดูกมังกรสายฟ้าจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับทักษะทวนของเขา
ในตอนนั้นเองโดยที่ถังเฟยหู่ไม่ทันได้รู้ตัวร่างของเขาเริ่มใช้ออกด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับน้อยลงเรื่อยๆ สองมือของเขาจับทวนสลับไปมาและวาดออกไปเพื่อจู่โจมอีกทั้งยังใช้เพื่อปัดป้องกรงเล็บของหุ่นเชิดศพเหล่านั้นชายหนุ่มสามารถใช้เพียงทักษะทวนอย่างเดียวก็มิได้ทำให้เขาตกอยู่ในวงล้อมของหุ่นเชิดศพอีกแล้ววรยุทธ์ในด้านทวนของเขานับว่าก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาไม่นาน
ความต่อเนื่องของกระบวนท่าทวนถูกใช้ออกไปราวกับสายน้ำคลั่งไหลลื่นไม่มีหยุดราวกับทวนนั้นได้กลายเป็นมังกรตนหนึ่งที่บินวนเวียนไปรอบกายของเขาสายตาของชายหนุ่มราวกับค่อยๆเข้าใจเคล็ดความเข้าใจเกี่ยวกับทวน การตอบโต้ของเขาเป็นไปอย่างธรรมชาติและผสมกลมกลื่นไปอย่างลงตัวความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญ ทั้งหมดเพิ่มพูนขึ้นด้วยเวลาอันรวดเร็วราวกับว่าในตอนนั้นเขาได้กลายเป็นหนึ่งกับทวนไป!
คนและอาวุธได้รวมเป็นหนึ่งในพริบตานั้นเองเป็นเวลาเดียวกันกับที่ภายในจิตใจของชายหนุ่มพลันปรากฏความเข้าใจของสิ่งหนึ่งขึ้นนั่นก็คือสำนึกของศาสตรา สำนึกแห่งทวนได้เกิดขึ้นแล้ว! ทวนกระดูกมังกรสายฟ้าในมือที่เกิดจากอสรพิษมรกตได้เปล่งแสงสีฟ้าขึ้นความเข้าใจในวิชาทวนทัณฑ์มังกรได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับสึกนึกทวนเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นมา!
ความเข้าใจในวิชาทวนนี้ได้ดึงเอาสายเลือดของอสรพิษมรกตเข้าสู่ร่างของเขาการบ่มเพาะสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรในวิญญาณของเขาได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลราวกับปีศาจหิวโหยที่ดูดกลืนทุกอย่างเท่าที่มันจะกินได้ความเข้มแข็งของวิญญาณของเขาจากภายในร่างได้เพิ่มพูนขึ้นไม่หยุด!
ในพริบตาเดียวนั้นเองที่สายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรได้เพิ่มจนถึงสิบในร้อยส่วนของวิญญาณเขาแล้วในชั่วพริบตานั้นเองที่ร่างของเขาได้ระเบิดคลื่นวิญญาณออกมาครอบคลุมรอบกายแม้จะขนาดเล็กเพียงหนึ่งจั้งรอบกายแต่ถังเฟยหู่ได้ประสบเหตุการณ์นี้อยู่ก่อนแล้วจึงทำให้ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ในครั้งก่อนเขาได้ใช้พลังนี้ของสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรออกมาโดยไม่รู้ตัวโดยเฉพาะครั้งนี้ที่สายเลือดได้พัฒนาขึ้นอีกครั้ง เหล่าหุ่นเชิดศพที่ตกอยู่ภายใต้คลื่นของสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรได้ขยับเคลื่อนไหวช้าลงราวกับห้วงอากาศรอบตัวของพวกมันได้หนักขึ้นราวกับขยับเคลื่อนไหวภายใต้ห้วงน้ำ
เพลงทวนทัณฑ์มังกรคลื่นมังกรม้วนสมุทร!!
ในพริบตานั้นเองที่ชายหนุ่มได้ตวัดทวนออกไปทางด้านข้างพร้อมกับหมุนตัวอย่างรวดเร็วเพื่อวาดทวนออกไปเป็นวงกลมโดยรอบร่างของเขาฟันออกไปหลายต่อหลายครั้งราวกับพายุแห่งคมทวนที่ทลายศัตรู ร่างของเขายังคงหมุนไปอย่างต่อเนื่องราวกับกลายเป็นพายุไปแล้วพายุแห่งคมทวนได้ดึงเอาคลื่นวิญญาณที่หน่วงเหนี่ยวร่างของหุ่นเชิดศพเข้ามาสู่ศูนย์กลางพวกมันทั้งหมดล้วนถูกสังหารสิ้นภายใต้กระบวนท่าอันน่ากลัวนี้ ท่าทวนคลื่นมังกรม้วนสมุทรนั้นนอกจากมีการโจมตีที่ต่อเนื่องรุนแรงแล้วยังเป็นการโจมตีรอบทิศทางอีกทั้งยังผสานการหน่วงรั้งร่างของศัตรูเอาไว้อีกด้วย!
ซินถงมองตามอีกฝ่ายอย่างสนใจและแปลกใจนางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะสามารถเติบโตขึ้นขนาดนี้ด้วยเวลาอันรวดเร็วหากประสาทสัมผัสของนางไม่ผิดพลาดคิดว่าอีกฝ่ายมีร่างฐานที่มั่นคงเป็นอย่างมากแม้พวกเขาจะมีขอบเขตการฝึกตนที่อยู่ใกล้เคียงกันหากแต่วัดที่ความหนาแน่นของพลังยังคงสู่ถังเฟยหู่มิได้
แต่หากสู้กันจริงนางก็คงไม่แพ้ง่ายๆอย่างแน่นอนไม่ทราบว่าเมื่อไหรที่นางเองก็รู้สึกว่าการต่อสู้นี้กลายเป็นการแข่งขันของพวกเขาทั้งสองไปในพริบตานั้นเองที่ร่างกายของนางได้เปล่งแสงออกมาในพริบตานั้นเองที่ร่างกายของนางพลันกลายเป็นอสูรไปทั้งร่างซินถงได้แปลงเป็นจิ้งจอกหิมะเก้าหางไปเสียแล้ว!
แต่ร่างอสูรในคราวนี้ของนางกลับดูเปลี่ยนแปลงไป ร่างของนางมิได้เป็นจิ้งจอกหิมะตัวน้อยอีกแล้วหากแต่กลายเป็นร่างของจิ้งจอกหิมะเก้าหางที่เติบโตเต็มวัยร่างของมันมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเป็นอย่างมากร่างของมันใหญ่พอๆกับวัวป่าที่ถังเฟยหู่เคยเจอ หางทั้งเก้าขยับเคลื่อนไหวไปมาอย่างอ่อนช้อยและงดงาม
เดิมทีนั้นซินถงมักจะได้รับภารกิจในการสอดแนบหรือหาข่าวจากสำนักเป็นส่วนมากอีกทั้งบางครั้งยังต้องลอบเข้าไปในบางพื้นที่โดยไม่ให้เป็นที่สังเกตนางจึงมักจะใช้ร่างของจิ้งจอกหิมะตัวน้อยวัยเด็กเพื่อความสะดวกซินถงนับว่ามีพรสวรรค์ในการใช้วิชาแปลงเป็นอสูรของเผ่าได้อย่างเชี่ยวชาญไปเป็นสองรองใครนางสามารถควบคุมพลังรวมถึงช่วงวัยที่ปรากฏร่างของร่างอสูรได้
ซึ่งคนที่มีความสามารถสูงในการควบคุมจิตวิญญาณได้ดีในเผ่ามักจะสามารถเปลี่ยนร่างกลับไปกลับมาระหว่างร่างมนุษย์และอสูรได้แต่ก็ยังมีผู้คนอีกหลายส่วนเช่นกันที่ไม่สามารถทำได้รวมถึงคนในเผ่าซีเซี่ยที่อยู่ในวัยเด็กบางส่วนที่ไม่แม้แต่จะสามารถปรากฏร่างในรูปแบบมนุษย์ได้บ้างก็มีร่างเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งผสมผสานเข้ากับร่างอสูรจนทำให้พวกเขาดูน่าหวาดกลัวในสายตาของชาวซื่อหลิงนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้าหลิงได้เข่นฆ่าชาวต้าเซี่ยไปอย่างมากมาย...เพราะความไม่รู้เพราะความกลัว เพราะความแตกต่าง...ทำให้เกิดการนองเลือดไปจำนวนมาก
โฮกกกก!!
ปราณเก้าเยือกแข็ง อสูรโหมกระหน่ำ!
ซินถงในร่างจิ้งจอกหิมะเก้าหางขู่คำรามออกมาอย่างกึกก้องราวกับเสียงกลองศึกที่เคาะกระแทกเข้าสู่แก้วหูของหุ่นเชิดศพเหล่านั้น ปราณเก้าเยือกแข็งได้ปกคลุมร่างกายของนางไว้อีกชั้นหนึ่งจนดูราวกับเกราะป้องกันทรกลมในตอนนั้นเองที่นางได้ใช้ออกด้วยวิชากายอสูรที่ถูกเรียกว่าอสูรโหมกระหน่ำ!
ร่างของนางพุ่งตรงไปทางด้านหน้าอย่างไม่กลัวเกรงปราณน้ำแข็งที่ปกคลุมร่างผสานกับการระเบิดพลังเพื่อพุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วได้สร้างการโจมตีอันเฉียบพลันขึ้นร่างของนางราวกับดาวหางสีฟ้าเยือกแข็งที่ไม่อาจมีสิ่งใดหยุดได้อีกต่อไป!
ตู้มมมมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้น!เป็นร่างของนางได้กระแทกเข้ากับหุ่นเชิดศพตัวหนึ่งจนร่างของมันแหลกเหลวกลายเป็นเศษเนื้อ!แต่ยังไม่หยุดเท่านั้น! ร่างของนางยังคงพุ่งต่อไปสี่เท้าของนางยังออกวิ่งอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง กองทัพหุ่นเชิดศพจำนวนมากได้กลายเป็นเป้านิ่งให้ซินถงได้ทำลายทิ้ง!
เมื่อการโจมตีของซินถงได้สิ้นสุดลงร่างของนางได้ปรากฏขึ้นที่อีกด้านหนึ่งที่ห่างออกไปไกลพื้นดินจุดที่นางได้หยุดร่างลงได้ระเบิดออกจนเป็นหลุมขนาดใหญ่เพราะการพุ่งชนของนางพื้นดินบริเวณหลุมนั้นได้ปกคลุมเอาไว้ด้วยชั้นน้ำแข็งหนาจากนั้นร่างจิ้งจอกหิมะเก้าหางได้เปล่งแสงออกมาซินถงได้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง
ถังเฟยหู่มองภาพตรงหน้าอย่างตื่นเต้นความจริงแล้วเขายังมีความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณกายอสูรของซีเซี่ยน้อยเป็นอย่างมากในครั้งหนึ่งเขาก็เคยมีความสามารถเช่นนี้แต่เขากลับใช้สิ่งที่อยู่ในมือไม่เป็นจนถึงวันที่เสียมันไปแต่ในตอนนี้จิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวของเขาฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง เขาเชื่อว่าหากเขาบ่มเพาะจิตวิญญาณชนิดนี้ให้กลับมาแข็งแกร่งเช่นเดิมอาจจะทำให้เขาสามารถใช้จิตวิญญาณแบบกายอสูรได้อีกครั้ง
ชายหนุ่มเริ่มสังเกตการต่อสู้ของซินถงมากขึ้น เขารู้สึกสนใจและอยากเรียนรู้วิชาการต่อสู้ในรูปแบบกายผสานจิตวิญญาณของซีเซี่ยทางด้านซินถงเองก็ได้เริ่มโจมตีต่อไปอีกครั้งนางตวัดแขนฟาดฟันขวานคู่อย่างต่อเนื่องจนหุ่นเชิดศพแตกพ่ายพวกมันต่างกลายเป็นเศษเนื้อภายใต้คมขวานน้ำแข็งในมือของนาง
หุ่นเชิดศพลดจำนวนลงจนเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้คนทั้งหมดของหมู่บ้านสกุลซุนแต่ในตอนนั้นเองที่อยู่ๆหุ่นเชิดศพทั้งหมดกลับได้หยุดเคลื่อนไหวลงราวกับพวกมันกลายเป็นรูปปั้นไปเสียหมดซินถงและถังเฟยหู่เองก็หยุดการโจมตีของพวกเขาลงเพื่อสังเกตุสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่ในพริบตานั้นเองที่พวกเขาสามารถสัมผัสอะไรบางอย่างได้ พลังแห่งความตายในห้วงมรณะได้เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นพลังแห่งความราวกับสายน้ำไหลที่ถูกรวบรวมเอาไว้ในจุดเดียวบริเวณที่พลังแห่งความตายถูกรวบรวมเอาไว้คือหลังคาของบ้านหลังหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในหมู่บ้าน
ถังเฟยหู่และซินถงหันกลับไปมองตามทิศทางที่พลังมรณะไปรวมตัวกันพลังแห่งความตายอันเข้มข้นได้รวมตัวกันจนกลายเป็นกลุ่มก้อนปราณมรณะสีดำ ในพริบตานั้นเองที่กลุ่มก้อนปราณมรณะได้ระเบิดออกและตรงนั้นก็ได้ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งขึ้นคนผู้นั้นสวมใส่ชุดสีดำ ผมสีดำ ดวงตาสีแดงเลือด ใบหน้าของเขาได้สวมใส่หน้ากากหยกที่ปกคลุมใบหน้าทั้งหมดของเขาไว้จนไม่ออกรู้ถึงใบหน้าที่แท้จริง
ในตอนนั้นเองที่ใบหน้าของซินถงดูจะเปลี่ยนแปลงเป็นเคร่งเครียดอยู่บ้างดูเหมือนว่านางพอจะทราบว่าอีกฝ่ายคือใคร ในตอนนั้นเองที่นางได้กล่าวออกมา “แกมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร...คุณชายหน้าหยก” ถังเฟยหู่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้หันกลับไปมองนางอย่างสงสัยอีกทั้งยังหันไปมองสำรวจคุณชายหน้าหยกตรงหน้าอีกด้วย
“คุณชายหน้าหยกเป็นใคร?” ชายหนุ่มกล่าวถามออกมาอย่างสงสัย
ซินถงหันกลับมองอีกฝ่ายอย่างรู้สึกเบื่อหน่ายก่อนที่จะตอบออกไปเพื่อไขข้อข้องใจของอีกฝ่าย“เฮ้อ...เจ้านี่ไม่รู้อะไรบ้างเลย เจ้าใช่คนต้าหลิงจริงรึเปล่า ข้าเป็นคนต้าเซี่ยยังรู้จักเรื่องราวในแผ่นดินนี้มากกว่าเจ้าเสียอีกคุณชายหน้าหยกคืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ของหอวิญญาณซึ่งเป็นขั้วอำนาจในศาสตร์วิญญาณและความตายอันโด่งดังในเจียงหนานคนผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของความลึกลับที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงอีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในด้านความโหดเหี้ยมและชั่วร้าย มีข่าวลือหนาหูว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆาตกรรมจำนวนมากมายในเจียงหนานแต่เพราะอำนาจของหอวิญญาณจึงทำให้เขาอยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้ จากสายข่าวของพวกข้า...ดูเหมือนว่าคุณชายหน้าหยกจะทำไปเพราะต้องการฝึกวิชาศาสตร์มรณะ...” ซินถงกล่าวอธิบายต่อชายหนุ่มด้านข้าง
ในตอนนั้นเองที่คุณชายหน้ายกได้หยิบพัดเหล็กออกมากางบนพัดเหล็กของเขาถูกสลักเอาไว้ด้วยอาคมสีแดงเลือดอันเป็นอาคมมรณะดวงตาของเขาจดจ้องลงสู่เบื้องล่างโดยเฉพาะถังเฟยหู่ ดวงตาสีดำของเขาราวกับนรกไร้ก้นบึ้งที่ดูน่าหวาดกลัวหากดวงตานี้จดจ้องคนธรรมดาทั่วไปอาจจะทำให้รู้สึกตกใจกลัวจนหัวใจวายไปก็ได้
มือขวาของคุณชายหน้าหยกที่ถือพัดเหล็กอยู่ได้กางออกด้านข้างจากนั้นเขาได้ตวัดโบกพัดนั้นออกไปทางด้านหน้า อาคมมรณะบนพัดเหล็กได้เรืองแสงออกมาพร้อมกับสายลมสีดำที่เกิดจากพัดนั่นสายลมสีดำพุ่งตรงไปทางด้านหน้าอย่างรวดเร็ว!
“แย่แล้ว!” ซินถงร้องออกมาพร้อมกับพลิดตัวไปทางด้านข้างเพื่อหลบสายลมสีดำนั่นโดยในชั่วพริบตานั้นเองที่มือของนางได้คว้าคอเสื้อของถังเฟยหู่เอาไว้นางได้กระชากร่างของชายหนุ่มให้หลบรอดจากสายลมสีดำนั่นอย่างฉิวเฉียดถังเฟยหู่หันกลับไปมองก็พบว่าสายลมสีดำเหล่านั้นได้กวาดผ่านร่างของเหล่าหุ่นเชิดศพ
สายลมเหล่านั้นเมื่อวาผ่านร่างกายของศพเหล่านั้นได้ทำให้พวกมันร่างถูกกัดกร่อนบางส่วนของร่างพวกมันได้ถูกสายลมสีดำนั่นกัดกินจนเหลือแต่กระดูก ดวงตาของถังเฟยหู่เบิกกว้างด้วยความตกใจวิชาของคุณชายหน้าหยกผู้นี้นับว่าโหดเหี้ยมยิ่งนัก เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันและความอำมหิตแต่การโจมตีของคุณชายหน้าหยกยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านั้น ในตอนนั้นเองที่อาคมมรณะบนพัดเหล็กได้เรืองแสงออกมาอีกครั้งเขาได้โบกสะบัดพัดในมือออกไปโดยทิ้งแสงสีแดงตกค้างไว้ในอากาศ
ในตอนนั้นเองที่หุ่นเชิดศพทั้งหมดได้เคลื่อนไหวอีกครั้งพวกมันได้มันได้ร้องคำรามออกมาพร้อมกันอย่างกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณช่องเขาเสียงสะท้อนของหุ่นเชิดศพสะท้อนก้องไปมาอย่างน่าสยดสยองภายในบริเวณหมู่บ้านตระกูลซุนนั่น...