บทที่ 11 ไปที่ห้องการคลัง
"ไม่น่าจะเป็เขา"
เมื่อมองไปยังร่างของหลินฮ่าว จ้าวหลิงเอ๋อร์ก็ส่ายหัวปฏิเสธสิ่งที่คิด เพราะนางรู้เกี่ยวกับภูมิหลังของอีกฝ่ายมากกว่าใคร
แม้ว่าตระกูลหลินจะเป็ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์โบราณ แต่เขาเกิดมาตาบอดจึงไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้ั้แ่เด็ก และแทบจะดูแลตัวเองไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างกับขยะ ยิ่งเป็ไปไม่ได้ที่จะร่ายคาถา
“แปลก เป็แค่ภาพลวงตาหรือ?”
จ้าวหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วและสับสน นางจึงคิดว่าเป็แค่ภาพลวงตาในระหว่างการทำสมาธิ และไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก่อนกลับเข้าห้องนอน
“รอดตัวไป เมื่อครู่ข้าเกือบซวยแล้ว”
หลินฮ่าวถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่เขาสั่งให้แมลงวันตัวน้อยดูต้นทางไว้
มิฉะนั้น ถ้าจ้าวหลิงเอ๋อร์มาเห็นเข้า เขาก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
นอกจากนี้ เขาไม่้าที่จะเปิดเผยความสามารถ ก่อนที่ความแข็งแกร่งของตัวเองจะเพิ่มขึ้นกว่านี้
ด้วยวิธีนี้ เขาจึงจะปกป้องตัวเองได้
เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น หลินฮ่าวจึงไม่มีกะใจจะทำสมาธิต่อ จึงค่อย ๆ หลับไป
ด้วยการคุ้มกันของแมลงวันกังฟูและทารันทูลา ทำให้เขาหลับสบายที่สุดั้แ่เขาท่องเวลามา
กลางดึก ห้องโถงด้านหน้าจวนตระกูลจ้าวยังคงสว่างไสว
บนที่นั่ง มีชายวัยกลางคนผู้สง่างามนั่งอยู่ เขาคือผู้นำตระกูลจ้าว จ้าวเกาเลี่ย
ถัดจากเขามีชายชราผมขาวยืนอยู่ แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยริ้วรอย แต่ดวงตากลับยังสดใส
“ข้าได้ยินว่าฉินฉือ พ่อบ้านสามทะเลาะกับหลินฮ่าวในห้องอาหาร แล้วถูกตัดเอ็นร้อยหวายหรือ?”
จ้าวเกาเลี่ยขมวดคิ้วถามด้วยเสียงทุ้ม "เกิดอะไรขึ้น?"
“ขณะนั้นบ่าวชราไม่อยู่ จึงรับรู้เพียงคำบอกเล่า”
ชายชราผมขาวส่ายหัวและพูดว่า "แต่จากคำบอกเล่าของเหล่านายน้อยในจวน สิ่งที่ทำร้ายฉินฉือดูเหมือนจะเป็แมลงวัน"
แมลงวัน!
เมื่อได้ยิน จ้าวเกาเลี่ยพลันดูตกตะลึงและจ้องชายชราด้วยความประหลาดใจ
ฉินฉือสามารถทำร้ายผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 ได้ในพริบตา อย่างน้อยก็มีความแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 2 ทั่วไป
เป็เื่ยากสำหรับสัตว์ร้ายธรรมดาที่จะทำเช่นนั้น นับประสาอะไรกับแมลงวัน
เช่นนั้นความเป็ไปได้คือสัตว์อสูร เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ร้ายทั่วไปแล้ว พวกมันทั้งแข็งแกร่งและอันตรายกว่ามาก
แต่ในบรรดาสายพันธุ์สัตว์อสูร มีแมลงวันที่ทรงพลังด้วยหรือ? พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
"เื่นี้มีบางอย่างน่าสงสัย"
ดวงตาของจ้าวเกาเลี่ยหรี่ลงและพูดว่า "จ้าวหรง ่นี้มุ่งความสนใจกับหลินฮ่าวให้มากขึ้น"
"ขอรับ"
ชายชราผมขาวพยักหน้าด้วยความเคารพและสงสัยว่า "หลินฮ่าวเป็เพียงชายตาบอด นายท่านสงสัยในตัวเขาหรือขอรับ?"
เมื่อพูดถึงหลินฮ่าว ดวงตาของจ้าวเกาเลี่ยพลันเป็ประกาย
"เป็ไปไม่ได้"
จ้าวเกาเลี่ยดูเฉยชาและพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ทำตามที่ข้าบอก"
"ขอรับ"
หลังจากพูดเช่นนั้น ชายชราผมขาวก็เดินออกจากประตูและหายตัวไปในความมืด
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อหลินฮ่าวตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าจ้าวหลิงเอ๋อร์ยังคงนั่งสมาธิอยู่บนเตียง
ดูเหมือนว่านางไม่ได้มีแค่ความสามารถ แต่ยังมีความเพียรเช่นกัน
หลินฮ่าวถอนหายใจ จากนั้นก็ล้างหน้าแล้วตรงไปที่โรงอาหารพร้อมกับแมลงวันตัวน้อยและทารันทูลา
จะทำอะไร สิ่งสำคัญคือต้องอิ่มท้องก่อน
ภายห้องอาหาร พ่อครัวที่ผ่านเหตุการณ์เมื่อวานมองมาที่หลินฮ่าวด้วยความกลัว ราวกับว่าพวกเขาเห็นเทพเ้าโรคระบาด
โดยเฉพาะพ่อครัวอ้วนที่ไม่กล้ารายงานอาการาเ็ของตัวเอง เขาบอกแค่ว่าเผลอตัดนิ้วตอนหั่นผัก
ถึงอย่างไรเขาก็บอกไม่ได้ว่า้าเอาชนะเขยใหญ่ แต่จู่ ๆ ก็เสียนิ้วไปสามนิ้ว
เขากลัวว่าจะโดนไล่ออก ดังนั้นจึงได้แต่ยอมรับว่าตัวเองโชคร้าย!
"อาหารวันนี้จืดไปหน่อย"
หลินฮ่าวแสร้งทำเป็ดมและบอกว่าจืด
แต่อาหารส่วนใหญ่เป็ซาลาเปา โดยมีเนื้อเป็เครื่องเคียง
พ่อครัวตัวสั่นและรีบนำส่วนผสมคุณภาพสูงที่มีเฉพาะสมาชิกตระกูลจ้าวและผู้าุโเท่านั้นที่สามารถเพลิดเพลินได้มาให้กับหลินฮ่าว
ชายหนุ่มพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ท่ามกลางสายตาที่ประหลาดใจของรุ่นเยาว์หลายคนของตระกูลจ้าว เขาพบที่ว่างและนั่งทานอาหารอย่างมีความสุข
หลังจากที่เขากินจนอิ่มแล้ว หลินฮ่าวก็เดินไปที่ห้องการคลังในลานทิศเหนือ
ในตระกูลจ้าว สมาชิกแต่ละคนจะได้รับเบี้ยเลี้ยงที่สอดคล้องกับสถานะของตน
ในฐานะเขยใหญ่ของตระกูลจ้าว เขาจะได้รับเงินประมาณห้าพันตำลึงต่อเดือน
เป็เวลาครึ่งปีหลังจากแต่งงาน ตราบใดที่มีอาหารให้กิน เขาก็ไม่ต้องใช้เบี้ยเลี้ยงที่ว่าเลย
แต่ตอนนี้ระบบวิวัฒนาการสัตว์ต้องใช้เงินจำนวนมาก เงินจึงเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้
หกเดือนเท่ากับสามหมื่นตำลึง เขา้ามัน
ในฐานะที่เป็พื้นที่สำคัญของตระกูลจ้าว ห้องการคลังจึงได้รับการป้องกันอย่างแ่า และคนที่รับผิดชอบก็มีบทบาทสำคัญในตระกูล
ผู้จัดการคือจ้าวหรง หัวหน้าพ่อบ้านของตระกูลจ้าว
เมื่อเทียบกับหม่าเทียนอวิ๋นพ่อบ้านสองและฉินฉือพ่อบ้านสาม ทั้งตัวตนและสถานะของเขาในจวนตระกูลจ้าวนั้นยิ่งใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากจ้าวหรงไม่ใช่สายเืตระกูลจ้าว แต่ก็ถือเป็คนในตระกูล
ว่ากันว่าเขาเป็สามัญชนมาก่อน แต่เขาสามารถไต่เต้าไปถึงตำแหน่งหัวหน้าพ่อบ้านได้ จึงจินตนาการได้ว่าวิธีการของเขาทรงพลังเพียงใด
หลินฮ่าวไม่ได้สนใจเื่นี้ ไม่ว่าชายคนนั้นจะแกร่งกล้าเพียงใด เขาก็ไม่สามารถหักเงินที่ต้องชำระได้
เมื่อมาถึงที่ห้องการคลัง หลินฮ่าวก็พบว่ามีผู้คุมกันตระกูลจ้าว จำนวนมากประจำการในทางเดินแต่ละแห่ง ทุกคนต่างแข็งแกร่งและสงบนิ่ง พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 2
"ห้องการคลังคือพื้นที่สำคัญ เ้าจะเดินเตร่เข้ามาที่นี่ไม่ได้!"
เสียงระคายหูดังขึ้น ขณะที่บุรุษผู้ไว้หนวดเคราก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้า
เมื่อเห็นว่าเป็หลินฮ่าว เขาก็ตกตะลึงและเยาะเย้ยทันที
"เ้านี่ชอบเที่ยวเตร่ไปทั่ว"
ผู้คุมกันในตระกูลจ้าวหัวเราะอย่างมีความสุข เพราะหลินฮ่าว เป็คนตาบอดจึงเหมาะกับคำว่าเดินเตร่ไปมามาก
"โปรดหลีกทาง ข้ามาที่ห้องการคลังเพื่อถอนเงิน" หลินฮ่าว กล่าวอย่างสุภาพ
"เ้า้าถอนเงินด้วยหรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชายคนนั้นก็หัวเราะและพูดว่า "นี่คือตั๋วเงินสำหรับเ้า บางทีเ้าอาจจะไม่รู้ว่ามันราคาเท่าไร ฮ่า ๆ"
หลินฮ่าวยิ้มแล้วพูดว่า "เอาละ ถ้างั้นเราพนันกันไหม?"
“เ้าจะเดิมพันอะไร?”
ชายผู้ไว้หนวดเคราหัวเราะ พลางถามติดตลก “ถ้าเ้าหยิบสิ่งใดออกมา หากข้าเดาได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ถึงว่าเ้าแพ้”
หลินฮ่าวพูดอย่างใจเย็น "ตั๋วเงินสำหรับเดิมพัน ถ้าข้าเดาผิด เ้าจะได้รับตั๋วเงินสามหมื่นตำลึงสำหรับครึ่งปีในจวนตระกูลจ้าว"
“ถ้าแพ้ ให้ข้าหมื่นตำลึงก็พอ”
สามหมื่นตำลึง!
เมื่อได้ยิน ผู้ฝึกยุทธ์ไว้หนวดก็ตาเบิกโพลนและรู้สึกตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เบี้ยเลี้ยงของเขาเพียงสามพันตำลึง ถ้าเขาแพ้ก็เท่ากับทำงานเปล่า ๆ หลายเดือน และความเสี่ยงก็มีไม่น้อย
"เหล่าหลี่ ถ้าเ้าไม่กล้าเล่น ให้ข้าเล่นก็ได้"
"ใช่ ๆ คนตาบอดเดาอะไรมั่ว ๆ ข้ายังไม่เคยเห็นเดาอะไรถูกเลย ฮ่า ๆ"
เมื่อเห็นชายคนนั้นลังเล พวกผู้คุมกันตระกูลจ้าวที่อยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มเอะอะโวยวาย
“ผายลม กล้าดีอย่างไร?!”
ชายคนนั้นโกรธมากเสียจนจ้องเขม็งไปยังหลินฮ่าว “ตกลง ข้าจะพนันกับเ้า”
เขาพูดทันทีว่า "แต่กฎคือห้ามถือไว้ในมือนานเกินสิบลมหายใจ"
"ไม่มีปัญหา"
ใบหน้าของหลินฮ่าวสงบ และเขาไม่ได้โต้แย้งเพราะกฎที่ตั้งขึ้น