วันเวลาผันผ่านจากเดือนเลื่อนไปเป็ปีเ้าเฟิ่งเซียนเติบโตขึ้นจนถึงวัยปักปิ่นหว่าหวามองคุณหนูผ่านกระจกบานใหญ่ ใบหน้าขาวใสมิมีตำหนิแม้เพียงนิด ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ ริมฝีปากบางสีส้มอ่อน มองอย่างไรก็ไร้ที่ติจริงๆ ชุดอาภรณ์ในวันนี้เป็สีฟ้าสดใสแต่ดูกระชับทุกสัดส่วน หน้าอกอวบอิ่มล้นมือเอวเล็กคอดกิ่วเพราะนางออกกำลังด้วยการรำกระบี่อยู่เสมอ รูปร่างเล็กอรชรอ้อนแอ้นจนหว่าหวากลัวว่าหากมีพายุลูกใหญ่พัดมาคุณหนูของนางคงจะปลิวหายไปเป็แน่
“เอากระบี่ไปด้วยนะพี่หว่าหวา”
“เ้าค่ะ” ยามนี้นางและคุณหนูจะไปที่ร้านขายชุดชั้นในแน่นอนว่าอาจจะใช้วิชาตัวเบาเดินทางเพราะคุณหนูบอกว่านอกจากจะช่วยเื่ฝึกฝนยังช่วยย่นระยะเวลาอีกด้วย หนึ่งปีมานี้คุณหนูฝึกวิชาตัวเบาอย่างถูกวิธีจากหนังสือที่นางนำลงมาจากเขาในคราวนั้น ทั้งยังตั้งใจฝึกร่วมกับท่านอาจารย์กงลี่และท่านอาจารย์ฝูจินอยู่นานจนตอนนี้อยู่ในขั้นสี่ตอนต้นและวันนั้นเองที่หว่าหวาเผลอตัวไปอ่านตำรากฏของการเป็ศิษย์ของสำนักศึกษาด้านในมีใจความสำคัญบอกเอาไว้ว่าผู้ที่จะเข้ามาฝึกจะเป็ผู้ใดก็ได้ขอแค่เพียงมีใจรักในการเรียนทางสำนักมีความยินดีที่จะรับทุกคนและตอนนั้นเองที่หว่าหวาทราบว่าสำนักศึกษาบนเขาไท่ซานมิได้จำกัดบุรุษ...สตรีและ ‘เื่นี้นางมิได้บอกคุณหนู’ นางจะปล่อยให้มันผ่านไปเสียเพราะบนเขานั้นมีแต่บุรุษ
“วันพรุ่งนี้แล้วนะที่ข้าจะต้องเข้าพิธีปักปิ่น” เ้าเฟิ่งเซียนบ่นผ่านกระจก “แล้วเหตุใดพี่ชายฝาแฝดของข้ายังไม่มาเล่าพี่หว่าหวา”
“บ่าวว่าองค์ชายน่าจะกำลังเดินทางเ้าค่ะอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามคงจะมาถึงแล้ว” ผูกผมให้คุณหนูเป็หางม้าเปิดใบหน้าสวยกระจ่างใส “คุณหนูงดงามยิ่งนักเ้าค่ะ”
เ้าเฟิ่งเซียนยู่จมูกอย่างน่ารัก “ชมข้าทุกวันจนข้าเบื่อแล้วนะพี่หว่าหวาถ้าข้าแก่ไปิัก็เหี่ยวย่นพี่ยังจะชมข้าว่างามอยู่อีกรึไม่?”
“งามสิเ้าคะ”
“ฮึ” เ้าเฟิ่งเซียนลุกขึ้นเดินหนี “ยามเซิน (15.00) แล้วเราไปกันเถิด”
“เ้าค่ะ” สองนายบ่าวเดินกันอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างทางที่ผ่านนางกำนัลและทหารต่างโค้งคำนับกันตลอดทาง เ้าเฟิ่งเซียนเคยบอกพวกเขาหลายครั้งหลายคนแล้วว่าไม่ต้องมากพิธีแต่พวกเขาก็มิเคยฟังจึงต้องปล่อยผ่านไป
----+++----------+++----
บนชั้นสองของ ‘ร้านปิงฮวา’ ร้านขายชุดชั้นในของท่านแม่เ้าเฟิ่งเซียนั้งจิบชาเหม่อมองออกไปตามเส้นทางหน้าวังหลวง ร้านนี้เปิดมานานหลายปีแล้ว ลูกค้าสตรีมากหน้าหลายตาต่างพากันชมชอบกันยกกใหญ่รายได้มากมายเข้าหาท่านแม่ไม่เว้นแต่ละวัน
“คุณหนูเ้าคะ” หว่าหวาส่งเสียง “นั้นใช่รัชทายาทหรือไม่เ้าคะ”
เ้าเฟิ่งเซียนมองตามที่หว่าหวาชี้ บุรุษรูปร่างสง่างามมากกว่าเจ็ดแปดคนควบม้าเข้ามาใกล้วังหลวงอย่างสง่าผ่าเผยแฝดน้องยกยิ้ม...เหนือความคาดหมายเมื่อฝาแฝดผู้พี่ปรากฏขึ้นในสายตา เ้าเฟิ่งซียนลุกขึ้นยืนะโลงจากชั้นสอง ฟุ่บ!!!ทะยานกายเข้าหาพร้อมกับร้องเรียกเสียงดัง “เ้าหยางหลง!!!!”
กลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนต่างพากันใเมื่อมีสตรีในชุดสีฟ้าสดใสรูปร่างเล็กบางใบหน้าจิ้มลิ้มโผกายขึ้นมานั่งร่วมกันบนหลังม้า
พรึ่บ!! ตุ่บ!!! ตักแกร่งของเ้าหยางหลงถูกรองรับเนื้อตัวนุ่มนิ่มของสตรีใบหน้าหวานล้ำ
“พี่ชาย” รอยยิ้มหวานชวนใจสั่นถูกส่งไปหา
“เฟิ่งเอ๋อร์!!!” ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดมองฝาแฝดที่ยิ่งเติบโตก็ยิ่งงดงามบนตัก “เ้าเป็สตรีทำเช่นนี้มิได้!!!”
“สิ่งใดไม่ได้เล่า ข้าเป็น้องสาวพี่นะผู้คนทั้งแคว้นต่างก็รับรู้” หาได้สนใจคำบ่นไม่แต่นางกลับเบี่ยงกายไปด้านข้างเจอเข้ากับรัชทายาท “พี่อี้หลิง” โบกมือทักทายและ “ศิษย์พี่ตั้งมู่เกอสบายดีหรือไม่เ้าคะ” นางยิ้มหวาน “อ้าวนั่นศิษย์พี่ลู่ชิงเทียนใช่หรือไม่ เ้าเฟิ่งเซียนยินดีที่ได้พบเ้าค่ะ” แล้วนางก็หันมาเร่งบุรุษฝาแฝดของตนเองให้ควบม้าเข้าวังทันทีโดยไม่สนใจเสียงซุบซิบรอบข้างแม้เพียงนิด
ลู่ชิงเทียนมองศิษย์น้อง 'อาเฟิ่ง' ด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ
-------------------+++++++++
หลังจากพ้นวันปักปิ่นได้ไม่นานนัก เ้าเฟิ่งเซียนจึงได้รับรู้ว่าศิษย์พี่ทุกคนที่ลงจากเขามาในวันนั้นได้สำเร็จวิทยายุทธกันจนถึงขั้นห้าแล้วยกเว้นเ้าหยางหลงที่อยู่เพียงขั้นสี่ตอนปลายแต่เขายอมลงจากเขามาพร้อมกับทุกคนและยังคงฝึกต่อไปกับเ้าเฟิ่งเซียนอย่างมิได้หยุดพัก
กล่าวไปถึงศิษย์พี่ทั้งหมดที่ติดตามลงมาจากเขาด้วยนั้นยามนี้ได้สมัครคัดเลือกเป็องครักษ์ข้างกายขององค์ชายทั้งสองตามความเห็นชอบของฮ่องเต้โดยที่เ้าหยางหลงได้องครักษ์มาเพิ่มนั่นก็คือตั้งมู่เกอและรัชทายาทได้องครักษ์เพิ่มคือลู่ชิงเทียนเื่นี้สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนยิ่งนัก
-------------------+++++++++
แคว้นเ้า สองเดือนต่อมา
เสียงวิชาตัวเบาทะยานฟ้าหลายสายดัง ฟุ่บ!! ฟั่บ!! ลัดเลาะไปตามแนวต้นไม้พร้อมเสียงร้องเรียกของสตรีผิวขาวใบหน้างดงามในวัยสิบห้าหนาว
“หยุดนะ!!! พี่ชิงเทียน” เฟิ่งเซียนทะยานตัวไล่ตามองครักษ์ของรัชทายาทเ้าอี้หลิง ในมือของสตรีวัยอ่อนเยาว์ใบหน้าสวยล่มเมืองถือไม้กระบองขนาดไม่ใหญ่มากติดตัวมาด้วย “พี่ถือครองลูกบอลเกิน1จิบชา (3นาที) กลุ่มของพี่ต้องเสียตัวเบี้ยในกลุ่มไปหนึ่งคน..อย่าคิดว่าข้าจะยอม หยุดนะ!!!”
ลู่ชิงเทียนอดีตศิษย์พี่ร่วมสำนักเขาไท่ซานขมวดคิ้วหยุดการเคลื่อนไหวอยู่บนยอดไม้ ในวงแขนมีลูกบอลขนาดครึ่งหัวคน1ลูก มือขวามีไม้กระบองขนาดเท่าๆ กันกับขององค์หญิงเ้าเฟิ่งเซียน พร้อมรัชทายาทเ้าอี้หลิงที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันยืนอยู่ถัดไป เ้าหยางหลงอยู่ร่วมกลุ่มกับน้องสาวฝาแฝดและกำลังยืนฟังสองคนทะเลาะกันพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ ด้านหลังของทั้งสี่คนยังมีองครักษ์ที่อยู่ร่วมเล่นตีบอลแบบกลุ่มใครกลุ่มมันหนึ่งในนั้นมีตั้งมู่เกอร่วมอยู่ด้วยในฝั่งของเ้าหยางหลงและเ้าเฟิ่งเซียน
การเล่นตีบอลนี้เป็ท่านแม่จูเหม่ยเซียนเป็ผู้คิดขึ้นมา ตามความคิดของท่านแม่จูเหม่ยเซียนมันจะคล้ายๆ กับการเล่นเบสบอลผสมกับฟุตซอล (ฟุตบอล7คน) คือมีการแบ่งกลุ่มผู้เล่นกลุ่มละ7คน เฝ้าประตูตาข่าย1คน ส่วนที่เหลืออีก6คนในกลุ่มจะต้องช่วยกันแย่งบอลที่กรรมการตีขึ้นไปบนฟ้ามาให้กลุ่มตนให้ได้ ผู้เล่นทุกคนจะมีไม้กระบอง1อันเพื่อใช้ตีลูกส่งไปให้คนในกลุ่ม และทำคะแนนด้วยการตีบอลเข้าประตูตาข่ายของฝ่ายตรงข้าม แต่หากผู้เล่นใดจับลูกบอลไว้ในมือเกินหน่งจิบชา (3นาที) โดยที่ไม่ตีลูกส่งไปให้ผู้อื่นในกลุ่ม ผู้ถือบอลจะต้องออกจากกลุ่มไปนั่งเป็ผู้ชมทันที ่จังหวะที่จะเปลี่ยนกลุ่มถือบอลได้จะเป็่ที่คนถือบอลต้องเปลี่ยนมือเมื่อใกล้จะเกิน3นาทีและตีออกไปให้ผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้นกลุ่มที่มิได้ถือบอลจะต้องรอจังหวะนี้และใช้ความเร็วเข้าแย่งเมื่อบอลยังลอยอยู่บนท้องฟ้า
เนื่องจากยามนี้สองฝาแฝดเติบโตขึ้นแล้วอีกทั้งยังมีวิทยายุทธกันทั้งคู่ อาณาเขตการเล่นจึงกว้างไกลไปกว่า3กิโลเมตร กรรมการในการละเล่นนี้มีทั้งหมด3คนด้วยกันคอยติดตามกลุ่มผู้เล่นมิให้ทำผิดกติกาและออกนอกเส้นทาง เวลาในการเล่นแต่ละครั้งมีเพียงครึ่งชั่วยาม (1ชั่วโมง) ฝ่ายใดทำแต้มได้มากที่สุดก็เป็ฝ่ายชนะ
“เกินหนึ่งจิบชาอันใดของเ้าองค์หญิง” ทำสีหน้ายียวน ในวงแขนขององครักษ์ยังกอดบอลลูกนั้นไว้ไม่ยอมปล่อย
“ก็ข้าเห็นอยู่ว่าพี่ไม่ยอมปล่อยลูกจนเวลานี้ พี่ต้องส่งบอลให้ข้าแล้วลงไปนั่งดูอยู่ข้างๆ ประตูฝั่งของตนเองเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้เสีย!!” เ้าเฟิ่งเซียนผู้มีใบหน้างดงามผุดผ่องริมฝีปากบางจิ้มลิ้มกลิ่นกายหอมกรุ่นแต่กิริยาท่าทางมิได้หอมกรุ่นตามไปด้วยยังคงกล่าวว่าให้ลู่ชิงเทียนปล่อยบอลลูกนั้นมาให้นาง
“อย่ามาเล่นแง่กับข้าหน่าองค์หญิง เ้าคิดว่าการที่ข้ารักชอบในตัวเ้าแล้วจะต้องทำตามคำเ้าบอกทุกสิ่งเช่นนั้นรึ..เอาไว้เ้าตอบตกลงหมั้นหมายกับข้ายามใดข้าจะคลานแทบเท้าเ้าไม่ห่างเลยเ้าเฟิ่งเซียน” ลู่ชิงเทียนกล่าวคำรักอย่างไม่อายฟ้าดินด้วยรอยยิ้ม เขารู้ใจตนเองั้แ่วันนั้น วันที่เ้าเฟิ่งเซียนเดินทางลงจากเขาแล้วมิกลับขึ้นมา อีกทั้งยามนั้นยังรู้ว่าตนเองร่วมร่ำเรียนกับรัชทายาทเ้าอี้หลิงมาหลายปี สุดท้ายจึงตัดสินใจติดตามลงจากเขาฝึกปรือเป็องครักษ์ข้างกายเ้าอี้หลิงโดยที่ตั้งมู่เกอติดตามเ้าหยางหลง
รัชทายาทส่ายหน้าเมื่อฝั่งเขาเสียท่าอีกแล้ว ในตอนแรกตัวเขาจะเลือกข้างของเ้าเฟิ่งเซียนแต่ลู่ชิงเทียนบุรุษจุ้นจ้านดันจัดการเสียก่อนแน่นอนว่าเ้าหยางหลงและตั้งมู่เกออยู่ฝั่งตรงกันข้าม “ชิงเทียนส่งบอลให้เฟิ่งเอ๋อร์” รัชทายาทเ้าอี้หลิงกล่าวเพียงแค่นั้นและถอยออกไปตั้งรับ
ขวับ!! เ้าของชื่อหันมองรัชทายาทของตนที่เริ่มพริ้วกายออกห่าง