หลิงซู่หัวเราะก้องเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความชั่วร้ายกึกก้องสะท้านไปทั่วเมืองเติ่งเซิ่งในยามค่ำคืนดวงจันทร์ที่เคยส่องแสงเงียบสงบกลับถูกบดบังด้วยเมฆดำทึบที่ลอยผ่านมาราวกับฟ้าผ่าดินแยกกำลังจะเกิดขึ้นหลิงซู่มองร่างที่โซมเลือดของเอี้ยเสวียนด้วยแววตาของผู้ชนะแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและการดูถูกเหยียดหยามไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเมตตาเหลืออยู่
"ข้าบอกเจ้าไปก็เท่านั้นเพราะคนตายย่อมเก็บความลับได้เสมอ!"หลิงซู่เอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ"และข้าอยากให้เจ้ารู้...ว่าเจ้าพ่ายแพ้ให้กับแผนการที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก่อนจะสิ้นใจ!พวกปีศาจพวกนั้นยังคิดว่าจะเข้ามายึดครองโลกนี้ด้วยพลังของมันแต่ไม่รู้หรอกว่าพวกมันตกลงในแผนการของจอมมารแล้วข้าคือตัวหมากสำคัญในแผนการครั้งยิ่งใหญ่นี้ เอี้ยเสวียน!"
ลมหนาวเฉียบที่พัดผ่านมาทำให้เสื้อผ้าของทั้งสองพลิ้วไหวเลือดที่ไหลจากแผลของเอี้ยเสวียนเริ่มแข็งตัวบนผิวหนังเย็นเยือก แต่เสมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดภายใต้หน้ากากนั้นนัยน์ตาของเอี้ยเสวียนยังคงมั่นคงแน่วแน่ มีรอยยิ้มอยู่บนมุมปาก เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเรียนรู้และฝึกฝนมาตลอดสามปีนั่นคือสิ่งที่ค้ำยันเอี้ยเสวียนไว้จนถึงตอนนี้
เมื่อสิ้นเสียงของหลิงซู่แสงในดวงตาของเอี้ยเสวียนที่เคยริบหรี่กลับลุกโชนขึ้นมากลับลุกโชนขึ้นมาเหมือนดังกองไฟที่เผาใหม้ส่องสว่าง นัยน์ตาฉายแววยินดี
“ตอนนี้ก็ตาข้าบ้างละ?” เอี้ยเสวียนคิดในใจ ก่อนที่จะเริ่มตอบโต้กลับไป
ทันใดนั้นเองหลิงซู่ที่เมื่อสักครู่ยังกดดันเอี้ยเสวียนอยู่ก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง
“เจ้า!หลอกข้า?เอี้ยเสวียนไอ้เด็กเจ้าเล่ห์”หลิงซู่รับรู้ได้ทันทีว่าตนถูกเอี้ยเสวียนปั่นหัวเล่น
"ข้าบอกเจ้าแล้วว่าสิ่งที่เจ้าเป็นข้าก็เป็น! สิ่งที่ข้าเป็นเจ้าอาจจะไม่เป็นก็ได้ ลองนี่ไปชิม “อาวุธลับหมื่นพิรุณ!"เอี้ยเสวียนตอบกลับไปด้วยเสียงที่มั่นคงและมั่นใจไม่มีสภาพที่อ่อนแอเหมือนที่ผ่านมา
ตอนนี้เบื้องหน้าของหลิงซู่เต็มไปด้วย หยาดพิรุณแห่งยันต์อักขระที่เอี้ยเสวียนใช้ออกด้วยวิชาลับของสำนักหมื่นพิรุณ “อาวุธลับหมื่นพิรุณ”โดยที่เอี้ยเสวียนเปลี่ยนจากอาวุธลับกลายเป็นแผ่นยันต์อักขระที่มีวิถีการเดินทางบางแผ่นเป็นเส้นตรง บางแผ่นโค้งขึ้นไปบนฟ้าและบางแผ่นอ้อมไปด้านหลังหรือบ้างก็พุ่งชนกันเองจนไม่สามารถอ่านวิถีของการเคลื่อนไหวได้
ทันที่ยันต์ต่างๆไปถึงบริเวณหนึ่งเชี๊ยะ หน้าหลิงซู่ เอี้ยเสวียนพลันสะบัดมือชีออกไปพร้อมทั้งกล่าวว่า
“พินาศ” ยันต์ทั้งหมดที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันส่องแสงสีทองออกมาเป็นยันต์อักขระชั้นยอดทั้งหมด
หลิงซู่ที่มองเห็นดังนั้นถึงกับสบถในใจ”บ้านเอ็งใช้ยันต์เป็นอาวุธลับกันรึไงวะ!?แถมยังเป็นยันต์ชั้นยอดทั้งหมดอีก เป็นโรงงานผลิตยันต์หรือไง?”
หลิงซู่รู้ว่าตนเองหลบไม่พ้นแน่จึงได้รวมพลังทั่วร่างมาสร้างเป็นเกราะพลังงานรอบตัวเขาในขณะเดียวกันเขาเปลี่ยนแปลงท่าร่างโดยหุบอวัยวะทุกส่วนเข้ามาป้องกันตัวทำให้ดูเหมือนลูกเหล็กที่แข็งแกร่งจนไม่มีอะไรทำให้พังได้
“ตูม ตูม ตูม”ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังสนั่นขึ้นมาพร้อมทั้งเปลวไฟที่ลุกโชนยันต์กว่าพันแผ่นที่เอี้ยเสวียนใช้ออกมากลับเป็นยันต์อักขระอัคคีและยันต์ระเบิดทั้งหมด
รอบๆบริเวณที่หลิงซู่ที่เป็นเป้าหมายของการระเบิดเกิดแสงไฟลุกโชนก่อนที่จะเห็นร่างที่เหมือนกระเบื้องที่แตกร้าวไปทั้งตัวกำลังยืนขึ้นช้าๆเกราะพลังงานหายไปหมด รวมถึงกระดูกที่บวงสรวงทั้ง 6ชิ้นที่หลิงซู่นำมาป้องกันตัวก็ปรากฏรอยร้าวขึ้น ยังไม่ทันที่จะได้ขยับกายก็ได้ยินเสียงของเอี้ยเสวียนดังขึ้นมา
“หมื่นพิรุณ” พร้อมทั้งปรากฏลูกปัดจำนวนร้อยกว่าลูกถูกซัดออกมาด้วยวิถีที่แตกต่างกันทันทีที่หลิงซู่เห็นลูกปัดที่พุ่งเข้ามาใส่เขาถึงกับตาโตพร้อมทั้งเสียงคำรามสนั่น
“ลูกปัดหยินหยาง? เอี้ยเสวียน แค่ใหนเจ้าจะพอใจ”ด้วยว่าหลิงซู่เคยเห็นอำนาจของลูกปัดหยินหยางที่ด่านซีเหมินมาก่อนเขาจึงรู้ถึงอำนาจทำลายล้างของมันเป็นอย่างดี เพราะเพียงไม่กี่สิบลูกครั้งนั้นลูกปัดหยินหยางยังทำลายสัตว์อสูนและหุ่เชิดมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก คราวนี้เอี้ยเสวียนถึงกับใช้แทนอาวุธลับนับร้อยชิ้นไม่ต้องคิดเลยว่าอานุภาพมันจะขนาดใหน
“ตูม บึ้ม ตูม ตูม” เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากแรงระเบิดจากอำนาจทำลายล้างของลูกปัดหยินหยางทำให้พื้นที่รอบๆบริเวณนั้นเกิดหลุมขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าห้าร้อยเชี๊ยะลึกเกือบเท่าตึกสองชั้นโชคดีที่บริเวณนี้มีการวางค่ายกลป้องกันเอาไว้ไม่อย่างนั้นด้วยการระเบิดทั้งสองครั้งคงทำให้เมืองเติ่งเซิงหายไปครึ่งเมืองได้
ทันทีที่ควันจากการระเบิดจางหายไปเอี้ยเสวียนที่ยืนอยู่ด้านยนหลุมมองลงไปที่ร่างของหลิงซู่ข้างกายของเอี้ยเสวียนปรากฏร่างของเจ้าเมืองเติ่งเซิ่งและผู้อาวุโสเมิ่งที่ต่างซ่อนตัวอยู่ด้านข้างเพื่อคอยเป็นกำลังเสริมให้กับเอี้ยเสวียนปรากฏออกมา
เจ้าเมืองหลิวที่มองไปที่หลุมลึกตรงหน้าถึงกับกลืนน้ำลายลงคอพูดไม่ออกส่วนผู้อาวุโสเมิ่งที่มองไปที่หลุมและหันกลับมามองเอี้ยเสวียนที่สวมหน้ากากและร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดเข้าไม่สามารถนำภาพของเด็กหนุ่มอายุสิบอปดที่มีรอยยิ้มบนหน้ามาสวมทับกับชายที่สวมหน้ากากเปื้อนเลือดคนนี้ได้ตอนนี้เอี้ยเสวียนเสมือนกับยมทูต ที่ออกมาตามเก็บเกี่ยวชีวิตคน
ร่างของหลิงซู่ที่โดนแรงระเบิดทั้งสองครั้งนอนอยู่กลางหลุมขนาดใหญ่ยังคงมีชีวิตอยู่!แต่เกราะกระดูกสีดำที่เคยแข็งแกร่งและดูไม่มีวันทำลายได้กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวขนาดใหญ่นับไม่ถ้วนแขนและขาของเขามีรอยร้าวเป็นทางยาวคล้ายใยแมงมุมแผ่ไปทั่วร่างกายเลือดสีแดงฉานสดไหลซึมออกมาจากรอยร้าวเหล่านั้นทั่วทั้งร่างกายของเขา เหมือนกับภาพวาดสีแดงบนผืนผ้าสีดำ
ส่วนที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาของหลิงซู่ที่เปลี่ยนไปดวงตาคู่นั้นกลายเป็นสีแดงก่ำเหมือนเลือดที่แข็งตัวแล้วไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของสีขาวเหลืออยู่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่บดบังทุกสิ่งทุกอย่างความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากดวงตาคู่นั้นทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้งเหมือนกับมีสิ่งชั่วร้ายจากนรกกำลังจะหลุดออกมา
"เอี้ยเสวียน!"หลิงซู่ร้องเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นที่เข้มข้นมากจนเกือบจับต้องได้"ไม่เคยมีใครทำให้ข้าโกรธขนาดนี้มาก่อน! วันนี้ถึงข้าจะตาย ข้าก็จะลากเจ้าและคนในเมืองเติ่งเซิ่งทั้งหมดไปด้วย!"
เสียงของหลิงซู่กึกก้องไปทั่วเมืองทำให้คนที่อยู่ไกลออกไปหลายลี้ยังได้ยินเสียงนั้น เด็กเล็กๆ เริ่มร้องไห้หญิงชายพูดคุยกันด้วยความตื่นตระหนก สัตว์เลี้ยงต่างก็หลบซ่อนตัวใต้โต๊ะใต้เตียง
หลิงซู่ยกมือที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้นทำมุทราด้วยท่าทางที่แปลกประหลาดไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนนิ้วของเขาประสานกันในรูปแบบที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจพร้อมทั้งเอ่ยคาถาด้วยภาษาโบราณที่แปลกประหลาดและไม่มีใครเข้าใจ
"อากูล่า เซรามัต ไนเออร์ บาเอลซาตาร่า..."เสียงคาถาที่หลิงซู่เอ่ยออกมานั้นเหมือนเสียงงูเห่าผสมกับเสียงหมาป่าหอนทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกขนลุกซู่ขนส่าย
ทันใดนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองเติ่งเซิ่งในยามค่ำคืนก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าสะพรึงกลัวเมฆสีดำที่เคยลอยอยู่บนฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับเลือดที่เพิ่งไหลออกมาจากแผลเมฆสีแดงเลือดนั้นลอยเข้ามาปกคลุมผืนฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนครอบคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองเติ่งเซิ่งไปทั้งหมดดวงจันทร์และดวงดาวถูกบดบังจนหายไปสนิท
บรรยากาศรอบข้างเริ่มหนักอึ้งไปด้วยพลังงานที่น่าสะพรึงกลัว อากาศที่เคยเย็นสบายกลายเป็นอบอ้าวและมีกลิ่นเหม็นอับของความตายลมที่พัดผ่านมามีกลิ่นของกำมะถันและเลือดปนอยู่ใบไม้บนต้นไม้เริ่มเหี่ยวแห้งและร่วงหล่นลงมานกที่เคยร้องเสียงใสกลางคืนก็หยุดร้องและหลบหายไปไม่มีเงา
เอี้ยเสวียนรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาความรู้สึกนั้นเหมือนกับมีคนกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาจะฆ่าเขาพยายามที่จะจู่โจมหลิงซู่ด้วยพลังทั้งหมดที่มีแต่ร่างกายของเขาเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เลือดที่ไหลออกมาจากแผลต่างๆ ทำให้เขารู้สึกเวียนหัว
แต่หลิงซู่กลับเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับการโจมตีของเอี้ยเสวียนร่างกายยังคงตั้งตรงและเอ่ยคาถาออกมาไม่หยุดดวงตาของเขาจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่กำลังถูกย้อมด้วยสีแดงฉานเหมือนกับเขากำลังสื่อสารกับสิ่งที่อยู่ข้างบนนั้น
เมฆสีแดงเลือดที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเริ่มหมุนวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่เหมือนกับพายุไต้ฝุ่นขนาดมหึมา แต่แทนที่จะเป็นน้ำและลมกลับเป็นเมฆที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งความชั่วร้ายศูนย์กลางของวงเมฆนั้นมีแสงสีแดงส่องออกมาเหมือนดวงตาของปีศาจ
จนในที่สุดเมฆสีแดงเลือดก็ลอยมาปกคลุมเหนือท้องฟ้าเมืองเติ่งเซิ่งจนมิดชิดพร้อมทั้งมีสายอสนีสีแดงฉานเริ่มแผดเสียงคำรามและก่อประกายรุนแรงออกมาเรื่อยๆเสียงคำรามนั้นเหมือนเสียงมังกรเพลิงกำลังจะตื่นขึ้นจากการหลับไหลราวกับสัตว์ป่าร้ายกำลังเตรียมออกล่าเหยื่อ
สายฟ้าสีแดงเหล่านั้นไม่เหมือนสายฟ้าธรรมดาที่เคยเห็นมันมีสีแดงเข้มเหมือนเลือดที่เพิ่งแข็งตัวและเมื่อมันวาบขึ้นจะมีเสียงหวีดแหลมเหมือนเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังทรมานแสงจากสายฟ้าเหล่านั้นทำให้ทุกสิ่งที่ได้รับแสงส่องดูน่าขนลุกเงาของต้นไม้และอาคารบ้านเรือนดูเหมือนปีศาจที่กำลังเอื้อมมือมาคว้า
"นี่มัน...อะไรกัน!"เจ้าเมืองเติ่งเซิ่งอุทานด้วยความหวาดกลัว เสียงของเขาสั่นเครือ"ข้าไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต!"
"คุณชายเอี้ย! เราต้องทำอย่างไรดี?" ผู้อาวุโสเมิ่งถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ทุกคน!ไปประจำตำแหน่งที่ได้กำหนดไว้!" เอี้ยเสวียนตะโกนเสียงดังแม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่เสียงของเขายังคงเด็ดขาดและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น"ทหารรักษาเมืองและมือปราบทั้งหลายช่วยกันอพยพชาวบ้านออกไปจากบริเวณประตูทางใต้ให้เร็วที่สุด! อย่าให้ใครล่าช้า!"
เมื่อได้ยินคำสั่งของเอี้ยเสวียนทุกคนจึงกระจายไปยังตำแหน่งที่ได้กำหนดไว้ทันที แม้ใจจะสั่นด้วยความกลัวแต่ทุกคนก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในขณะที่บรรดาทหารและมือปราบก็พยายามช่วยกันอพยพผู้คนออกจากบริเวณประตูทางใต้ที่ใกล้ที่สุดอย่างเร่งรีบเสียงตะโกนเรียกและเสียงร้องไห้ของผู้คนดังขึ้นจากทั่วเมือง
"รีบๆ! อย่าเอาของมาก!"ทหารคนหนึ่งตะโกน "เอาแค่สิ่งที่จำเป็นที่สุด!"
"ลูกเอ๋ย อยู่ที่ไหน!"แม่คนหนึ่งร้องเรียกลูกชายที่หายไป
"พ่อครับ เกิดอะไรขึ้น!"เด็กชายตัวเล็กถามพ่อด้วยความกลัว
ระหว่างนั้นเมฆสีแดงที่รวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้าก็ปรากฏสายฟ้าสีแดงขนาดมหึมาฟาดลงไปที่ร่างของหลิงซู่อย่างรุนแรงหลายครั้งติดต่อกันสายฟ้าแต่ละเส้นมีขนาดใหญ่เท่าต้นไม้ยักษ์ พุ่งลงมาด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องสะท้านไปทั่วทั้งเมืองดังกว่าเสียงปืนใหญ่ยิงหลายนัดพร้อมกันแรงกระแทกทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนกระทั่งบ้านเรือนไกลออกไปหลายลี้ยังสั่นสะเทือนไปด้วยหินก้อนใหญ่ถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศแล้วตกลงมา น้ำในบ่อน้ำเก่าพุ่งขึ้นเป็นเสาสูง
สายฟ้าสีแดงเส้นแรกฟาดลงไปที่ร่างของหลิงซู่ แต่แทนที่จะทำลายเขากลับดูเหมือนจะเป็นการปลุกเร้าพลังที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของเขาร่างกายของหลิงซู่เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเกราะกระดูกที่แตกร้าวเริ่มหลุดออกเป็นชิ้นๆเผยให้เห็นผิวหนังที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเหมือนเหล็กแดงที่เพิ่งออกจากเตาหลอม
สายฟ้าเส้นที่สองฟาดลงมา ร่างกายของหลิงซู่เริ่มพองขึ้นอย่างผิดปกติกล้ามเนื้อบวมโตขึ้นเป็นสองเท่า สามเท่าผิวหนังเริ่มแตกระแหงและมีเลือดสีดำหนืดไหลออกมา
สายฟ้าเส้นที่สาม เส้นที่สี่ เส้นที่ห้า... ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลงร่างกายของหลิงซู่ก็เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นจนในที่สุดแรงกระแทกทำให้ร่างกายของหลิงซู่กลายเป็นละอองเลือดและเนื้อเยื่อกระจายไปทั่ว
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวคือละอองเหล่านั้นกลับไม่สลายไปในอากาศเหมือนที่ควรจะเป็นหากแต่ลอยอยู่ในอากาศและค่อยๆ รวมตัวกันเป็นลูกบอลสีแดงเข้มขนาดใหญ่ลูกบอลเลือดนั้นเริ่มดึงดูดสายฟ้าขนาดใหญ่ลงมาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลงไปลูกบอลเลือดจะโตขึ้นและเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ
เมื่อสายฟ้ามารวมกันครบสิบสามเส้นก็ปรากฏเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดลูกบอลเลือดขนาดมหึมานั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่างเป็นร่างของปีศาจที่ใหญ่โตเกินจินตนาการ
ร่างกายของปีศาจตนนั้นสูงถึงสามชั้นของอาคารผิวหนังสีแดงฉานราวกับเพลิงโลกันตร์ที่ลุกโชติช่วงไม่มีวันมอดมีประกายสายฟ้าสีแดงเต้นระบำไปทั่วร่างกายเหมือนเส้นเลือดที่เต้นตุบๆดวงตาของมันเป็นสีดำสนิทไร้แววเหมือนหลุมดำที่กลืนกินแสงสว่างทั้งหมดเมื่อมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น จะรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังถูกดึงเข้าไปในความมืด
สองเขาขนาดใหญ่บิดเกลียวขึ้นไปบนฟ้าราวกับหอคอยที่สร้างด้วยกระดูกและเลือดปลายเขาแหลมคมเหมือนหอกยักษ์ที่สามารถแทงทะลุภูเขาได้ปีกค้างคาวขนาดมหึมากางออกปกคลุมท้องฟ้าครึ่งหนึ่ง เมื่อปีกคู่นั้นกระพือจะมีลมแรงพัดผ่านพร้อมกับกลิ่นเหม็นของความตายและการเน่าเปื่อย
กรงเล็บแหลมคมราวกับดาบโบราณยื่นออกมาจากแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อขนาดมหึมาเล็บแต่ละเล็บยาวเท่าคนหนึ่งคนแวววาวด้วยแสงสีแดงเข้มและมีเลือดหยดลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนเนื้อตัวของมันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการต่อสู้นับพันครั้งแต่ละรอยแผลเล่าเรื่องราวของการสังหารและความรุนแรง
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายที่แผ่ออกมารอบทิศทางกลิ่นนั้นเหมือนกับการผสมผสานของเลือด ความตาย การเน่าเปื่อย และความสิ้นหวังทำให้ทุกคนที่ได้กลิ่นรู้สึกคลื่นไส้และหวาดกลัวจนขนลุก
พร้อมกันนั้นเสียงที่คุ้นเคยของหลิงซู่ก็ดังขึ้นจากร่างของปีศาจตนนั้น แต่เสียงนั้นกลายเป็นเสียงที่ผสมผสานระหว่างมนุษย์และปีศาจราวกับเสียงสะท้อนจากห้วงลึกของนรกที่ไม่มีก้นเหว
"ข้าขอใช้ร่างกายและวิญญาณของข้าเพื่ออัญเชิญท่าน...จอมปีศาจ เฉิ่นหวังเหวิน!" หรือ "ปีศาจแห่งความตายที่มืดมิด"เสียงของหลิงซู่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้นและความเจ็บปวด"ขอให้ท่านลงมาทำลายล้างเมืองนี้และทุกสิ่งที่ข้าเกลียดชัง!"
เสียงของหลิงซู่ขาดหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของปีศาจตนนั้นอย่างสมบูรณ์และแทนที่ด้วยเสียงคำรามอันกึกก้องสะท้านฟ้าดินของจอมปีศาจเฉิ่นหวังเหวินที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาในโลกมนุษย์
"อาาาาาาห์!"เสียงคำรามนั้นดังสนั่นไปทั่วเมืองเติ่งเซิ่ง กระจกหน้าต่างแตกระแหงเป็นเสี่ยงๆเด็กเล็กๆ หลายคนเป็นลมไปด้วยความกลัว คนแก่หลายคนล้มลงด้วยโรคหัวใจสัตว์เลี้ยงต่างก็วิ่งหนีไปซ่อนตัวใต้ดิน
จอมปีศาจเฉิ่นหวังเหวินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและปล่อยเสียงหัวเราะที่น่าสะพรึงกลัว"ฮาฮาฮา!อา... อากาศของโลกมนุษย์ช่างเปราะบางและหอมหวานไปด้วยความสิ้นหวัง... ข้าจะลิ้มรสมันให้หมดสิ้น! ในที่สุดข้าก็ได้ออกมาจากนรกแล้ว! โลกมนุษย์เอ๋ยข้าจะทำให้เจ้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตาย!"