บทที่ 3 วิกฤตตระกูล
ภายในโถงห้องประชุมาุโของตระกูลเฉา บรรยากาศหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยเมฆฝนที่กำลังจะะเิ อากาศเย็นเยียบจากค่ายกลป้องกันเสียงที่ห่อหุ้มโถงไว้ ทำให้ทุกคำพูดที่เอ่ยออกไปดังก้องสะท้อนอยู่ในหูของทุกคนนานหลายวินาที
ผู้าุโรอง ‘เฉาเฉิงิ’ ตบโต๊ะไม้สนจนเกิดเสียงดังสนั่นลั่นโถง ลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยวที่แทบกลั้นไว้ไม่อยู่ ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเืที่ขมับปูดโปนสั่นระริก
“ตระกูลหูกล้ารังแกกันเกินไปแล้ว! กล้า่ชิงสายแร่เหมืองศิลาปราณระดับต่ำของตระกูลเราไปอย่างหน้าด้าน ๆ งั้นรึ! พวกมันถึงขนาดส่งผู้าุโระดับหนิงม่ายไปสังหารคนเฝ้าเหมืองของเราเสียอีกสี่ศพ แล้วยังประกาศว่า ‘เป็การพิสูจน์ความเป็เ้าของ’ อีก!”
คำพูดนี้ราวกับหยดน้ำสุดท้ายที่ทำให้ถ้วยชาล้น
ผู้าุโสาม ‘เฉาฮวาปิง’ ริมฝีปากบางสั่นระริก ดวงตาคมกริบฉายแววเ็าและเคียดแค้นจนน่ากลัว นางกำเล็บลงบนโต๊ะไม้จนไม้แตกร้าว “ไม่ใช่แค่สายแร่เส้นนั้นอีกต่อไป... ข้าเพิ่งได้รับข่าวยืนยันเมื่อเช้ามืด ตระกูลหูร่วมมือกับตระกูลหม่า ส่งคนไปปิดล้อมร้านค้าของเราในย่านตะวันออกถึงสามแห่ง ลูกค้าที่เคยมาซื้อสมุนไพรและโอสถวิเศษจากตระกูลเราถูกข่มขู่จนไม่กล้าเข้ามาอีก ถ้าปล่อยไว้แบบนี้... ภายในสามเดือน รายได้ของตระกูลเราจะลดลงเกินครึ่ง!”
ผู้าุโใหญ่ ‘เฉาเสวียนเหิง’ ที่นั่งหัวโต๊ะเงียบมาตลอด ใบหน้าเหี่ยวย่นยิ่งดูแก่ชราและอิดโรย ดวงตาลึกดุจสระโบราณฉายแววเ็ปที่ซ่อนเร้นความโกรธอันร้อนแรง เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าแ่เบาแต่ทำให้ทุกคนเงียบกริบ “สิบสองปี... สิบสองปีที่ท่านประมุขปิดด่าน ตระกูลเราถูกกัดกินทีละเล็กทีละน้อย จนตอนนี้... แม้แต่เหมืองเล็ก ๆ ที่เคยเป็ของเรามาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษ ยังถูกพวกมัน่ชิงไปต่อหน้าต่อตา!”
ในโถงใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยเกียรติยศและบารมีของตระกูล ตอนนี้มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังลอยคลุ้ง
ผู้าุโสี่ ‘เฉาจี๋หยวน’ รูปร่างสูงใหญ่ราวกำแพงเหล็ก ลุกขึ้นยืนช้า ๆ กล้ามเนื้อกำยำสั่นะเืใต้เสื้อคลุมหนัก แผ่กลิ่นอายอำมหิตดุจสัตว์อสูรที่ถูกจองจำมานาน “ข้าทนไม่ไหวแล้ว! อย่างมากก็แค่แลกด้วยชีวิต! ข้าจะนำกองกำลังส่วนตัวทั้งหมดที่มีไปถล่มค่ายกลคุ้มครองเหมืองของตระกูลหูคืนนี้เลย! ฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก เอาเืล้างเืให้ตระกูลเฉา!”
เสียงคำรามของเขาดังก้องจนโคมไฟทองสัมฤทธิ์ที่ห้อยจากเพดานสั่นไหวรุนแรง แสงไฟสลัวส่องกระทบรอยแผลเป็พาดผ่านคิ้วซ้าย ทำให้ใบหน้าดุดันของเขายิ่งดูน่ากลัวราวกับสัตว์อสูรร้าย!
แต่ทันใด เสียงเย็นะเืที่แ่เบาแต่แทงทะลุหัวใจดังขึ้นจากมุมมืดของโถง
ผู้าุโห้า ‘เฉาอวิ๋นเช่อ’ รูปร่างเล็กบางราวเด็กหนุ่ม ใบหน้าอ่อนเยาว์ผิวขาวเนียน นั่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด ดวงตากลมโตที่เคยใสสะอาดตอนนี้ฉายแววเ็าและสิ้นหวัง “ถ้าพี่สี่ลงมือจริง... ตระกูลเราก็คงถึงคราวจุดจบในคืนนี้เช่นกัน…”
ทุกคนหันไปมองเฉาอวิ๋นเช่อในทันที
เฉาอวิ๋นเช่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย แต่ทุกคำชัดเจนราวมีดกรีด “อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลหู ‘หูเฟิง’ เพิ่งส่งจดหมายส่วนตัวมาถึงผู้าุโใหญ่ของตระกูลหูเมื่อสามวันก่อน... อีกฝ่ายบอกว่า ‘หากตระกูลเฉามีใครกล้าลงมือโต้กลับ เขาจะกลับมาจากหุบเขาหลอมอัคนีภายในเจ็ดวัน พร้อมด้วยคำสั่งจากอาจารย์ของเขา ‘ฮั่วซานโหยว’ ผู้เป็ยอดฝีมือระดับจินตันขั้นสอง่ปลาย... เพื่อกำจัดปัญหาให้สิ้นซาก”
คำพูดนี้ราวกับน้ำแข็งเย็นะเืที่ราดลงบนเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน
ทุกคนในโถงหน้าซีดเผือดในทันใด
เฉาเฉิงิทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ ใบหน้าไร้สีเื “หูเฟิง... เป็รุ่นเยาว์ที่มีพร์ยิ่งที่สามารถบรรลุระดับหนิงม่าย่กลางได้ในวัยเพียงเท่านี้… ด้วยการสนับสนุนของหุบเขาหลอมอัคนีการจะกลายเป็ผู้บำเพียรระดับจินตันก็เป็เพียงเื่ของเวลาแล้ว…”
เฉาจี๋หยวนกำหมัดแน่นจนเืไหลซึมออกจากฝ่ามือ “แล้วเราจะนั่งรอความตายอย่างนี้หรือ!?”
เฉาฮวาปิงยิ้มเย็น แต่รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น “เราหมดทางเลือกแล้ว... ในการประชุมวาระตระกูลใหญ่ทั้งห้าครั้งหน้า ตระกูลหูจะเสนอให้ตัดส่วนแบ่งเหมืองศิลาปราณของเราลงเกินครึ่ง โดยอ้างว่า ‘ตระกูลเฉาขาดยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวจินตันคอยคุ้มกัน จึงไม่สมควรได้รับทรัพยากรเท่าเดิม’ และด้วยสถานการณ์ในตอนนี้... สี่ตระกูลที่เหลือคงลงคะแนนเห็นด้วยทั้งหมด…”
เฉาเสวียนเหิงหลับตาลงช้า ๆ มือที่กุมหน้าผากสั่นระริก “ถ้าข้อเสนอนั้นผ่าน... ตระกูลเฉาจะถดถอยลงไปเป็ตระกูลชั้นรองภายในห้าปี รุ่นเยาว์จะไร้ทรัพยากรการบ่มเพาะ และในที่สุด... พวกเราก็จะถูกกลืนหายไปจากเมืองหย่งหนิง”
ความเงียบที่ตายสนิทแผ่คลุมโถงใหญ่
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากอีก
มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงและสั่นเทาของผู้าุโทั้งห้าที่ดังก้องในความมืด
สิบสองปีแห่งการรอคอย... ช่างยาวนานเหลือเกิน…
ทันใดนั้น! ประตูโถงใหญ่ที่ปิดสนิทมานานถูกผลักออกช้า ๆ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ แต่หนักแน่นดังก้องเข้ามาตัดผ่านความเงียบที่สิ้นหวัง
ทุกคนหันไปมองพร้อมกันด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ ก้าวเข้ามาในโถงอย่างสง่างาม
เส้นผมยาวสีดำสลวยสยายลงถึงเอว ใบหน้าไร้ที่ติงดงามราวเทพเซียนที่ลงมาจุติ ผิวพรรณขาวซีดแต่มีเืฝาดมีชีวิตชีวา ดวงตาคู่หนึ่งใสกระจ่างดุจหยกแก้ว แต่แฝงไว้ด้วยพลังปราณอันลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ลมปราณิญญาที่แผ่ซ่านออกมาเบา ๆ... ทำให้อากาศในห้องโถงที่หนักอึ้งสั่นะเือย่างรุนแรงราวกับถูกคลื่นั์ซัดกระหน่ำ
โคมไฟทุกดวงในโถงสว่างวาบขึ้นในทันใดราวกับได้รับการกระตุ้น
“ข้าขออภัยที่มาช้า...”
เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังดังขึ้น ทะลุผ่านความสิ้นหวังของทุกคน
“สิบสองปีผ่านไป... ตระกูลเฉาเป็อย่างไรบ้างหรือ?”
เฉาเสวียนเหิงตัวสั่นเทา ลุกพรวดขึ้นยืนช้า ๆ ดวงตาที่เคยมืดมิดฉายแววไม่อยากเชื่อ น้ำตาแห่งความปีติผสมความเ็ปไหลลงแก้มเหี่ยวย่นโดยไม่รู้ตัว
“ท... ท่านประมุข!? ท่าน... ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตันสำเร็จแล้วหรือ?!”
เฉาหลินหยวนยิ้มบาง ๆ ก้าวเข้ามานั่งหัวโต๊ะอย่างสงบ แต่แรงกดดันจากขอบเขตจินตันแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง จนผู้าุโทุกคนรู้สึกเหมือนถูกภูผาั์กดทับ… แต่มันกลับเป็ภูผาที่ให้ความอบอุ่นและมั่นคงยิ่ง
“สำเร็จแล้ว... และจากนี้ไป”
เขาหยุดชั่วครู่ ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยือกและแข็งกร้าวราวน้ำแข็งพันปี
“ใครก็ตามที่กล้าทำให้ตระกูลเฉาเราเสียหน้าใน่สิบสองปีที่ผ่านมา...”
ลมปราณของยอดฝีมือระดับจินตันแผ่ซ่านออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้พื้นโถงสั่นะเืเล็กน้อย
“ข้าจะให้เขารู้ว่า... ราคาของการรังแกตระกูลเฉา... มีราคาแพงเพียงใด!”
ในโถงใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงแห่งความหวังและการแก้แค้นที่กำลังลุกโชนอย่างรุนแรง
ตระกูลเฉา... กำลังจะกลับมา และครั้งนี้... จะไม่มีใครหยุดยั้งได้อีก!