The World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก

    ตอนที่ 75 นองเลือด (1)

    "พอจะลุกกันไหวมั้ยทั้งสองคน"
    "อะ อื้ม"นานะและเกรทที่ตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะลึมสะลือยังมึนๆและสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ เนื่องจากเบื้องหน้าของทั้งสองหลังการตื่นขึ้นมากลับพบเข้ากับกลุ่มคนมากมายที่กำลังหันปลายอาวุธแหลมคมชี้มาทางพวกเธอ
    ถึงสถานการณ์และสิ่งที่พวกเธอได้เห็นจะดูน่าเป็นห่วงและไม่ชอบมาพากลก็ตาม ทว่าความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่โอบกอดร่างของทั้งสองอยู่ขณะนี้ บวกกับใบหน้าอันคุ้นเคยที่ปรากฏอยู่ในระยะลมหายใจใกล้ชิด กลับเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของพวกเธอเกิดความประหม่าและเต้นโครมครามไม่หยุดแทนเสียมากกว่า
    อะไรกัน!!
    กะ ใกล้ไปแล้ว!!
    และนั่นคือสิ่งที่ทั้งสองกำลังคิดและตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งมันช่างขัดกับบรรยากาศอันขมุกขมัวที่ทุกคนกำลังเฝ้าจับตามองอยู่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าความขมุกขมัวที่คนอื่นเผชิญกับกลายเป็นความสดใสสีชมพูที่ทั้งสองนั้นต่างพากันใจเต้นโครมครามและมีความสุขแทน
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่ามันจะเกิดจากความกระทบกระทั่งกันหรือความไม่ลงรอยกันอย่างไรก็ตาม เวลานี้ล้วนไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกแล้ว
    เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนสามารถประคองตนเองยืนขึ้นมาได้อีกครั้ง เขาจึงนำเม็ดยาฟื้นฟูยื่นให้และบอกให้กลืนลงไปทันที ซึ่งทั้งสองก็ทำตามอย่างว่านอนสอนง่าย ไร้ซึ่งความหวาดระแวงใดๆ กลับกันใบหน้าของทั้งสองดันปรากฏสีแดงฝาดของความเขิลอายอย่างน่าดูชมขึ้นมาแทน
    น่ารักจริงๆ
    พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้ว เขาจึงตัดสินใจอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับทั้งสองคนฟังผ่านทางโทรจิต ทำให้นานะและเกรทที่เพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์ต่างแสดงท่าทีระมัดระวังตัวออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวลานี้ทั้งสองพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว
    ”พวกเธอหลบไปก่อน เดี๋ยวผมจัดการเอง“
    "ระวังตัวกันด้วยนะ"
    "อะ อื้ม"
    เมื่อเห็นท่าทีเตรียมพร้อมของสองสาว เขาจึงอดยิ้มออกมาไม่ได้ พร้อมกับยกมือขึ้นมาวางบนไหล่ของทั้งสองเป็นการปลอบประโลมกลายๆว่าอย่างกังวล
    "อื้ม ระวังตัวด้วยนะวิน"
    นานะตอบรับคำของเขา สรรพนามที่เธอเรียกนั้นแทบไม่ต่างจากคนรุ่นเดียวกัน ทั้งๆที่อายุจริงๆของนานะเพียงแค่ 18-19 ปีเท่านั้นเอง
    คงต้องสละเวลาอบรมบ้างแล้วสิ
    เขาคิดในใจด้วยความขบขัน อาจเป็นเพราะทิฐิก็ได้ที่ทำให้นานะไม่คิดจะเรียกเขาด้วยสรรพนามเริ่มต้นว่าพี่ตามคนอื่นๆในรุ่นเดียวกันกับเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก นอกจากต้องหาเวลาอบรมส่วนตัวสักครั้งน่าจะดีไม่น้อย
    จากนั้นเขาจึงเดินขึ้นมาและหันไปยิ้มให้กับพวกเธออีกครั้ง เสมือนเป็นการหยอกล้อของชายหญิง ซึ่งมันช่างไม่เข้ากับบรรยากาศอันร้อนระอุในเวลานี้เลย
    ทำอะไรช่างไม่ดูสีหน้าคนอื่นเลยจริงๆ!!
    แม้จะใช้เวลาในการอธิบายนานพอสมควร ทว่าเวลาจริงๆที่เกิดขึ้นมันกับผ่านไปเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น!! และช่วงเวลาเหล่านี้พวกของพยัคฆ์ที่ยืนคุ้มเชิงอยู่ก็ไม่ได้ละความระแวดระวังตัวลงเลยแม้แต่น้อย
    กลับกันพวกมันทั้ง 7 คน ต่างกระชับอาวุธและอยู่ในท่าทีพร้อมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ยิ่งเห็นการกระทำไม่แยแสโลกของเขา พวกมันยิ่งรู้สึกตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดหนักกว่าเก่า
    ทั้งๆที่สถานการณ์ในตอนนี้มันพร้อมเกิดการนองเลือดขึ้นได้ตลอดเวลาแท้ๆ แต่ทำไมชายหนุ่มเบื้องหน้าของพวกมันกลับไร้ซึ่งความกังวลใดๆ และยังแสดงท่าทีสบายๆไม่ทุกข์ร้อนต่อสิ่งใดออกมาได้ เสมือนว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความวิตกกังวลต่อการต่อสู้ครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย
    และหากพวกมันไม่ได้เห็นความสามารถของเขาที่แสดงออกมาในครั้งแรกแล้วละก็ การกระทำของชายหนุ่มในครั้งนี้พวกมันล้วนไม่เก็บมาใส่ใจและยังจะแสดงความสมเพชซ้ำเติมด้วยซ้ำ
    ทว่าความจริงกลับไม่ใช่แบบนั้น เมื่อความสามารถที่เขาแสดงออกมากลับเหนือความคาดมายของทุกๆคนไปไกล จนทำให้ทุกๆคนในที่นี้ต่างยอมรับกันตามตรงว่าไม่อาจมองออกถึงความสามารถที่แท้จริงของเขาได้
    ด้วยเหตุนี้การแสดงออกอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ จึงเป็นอะไรก็ตามที่มันช่างกดดันพวกมันเป็นอย่างมาก มากจนพวกมันไม่กล้าละสายตาหรือหยุดสังเกตพฤติกรรมของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้สิ่งที่พวกมันเห็นมาจะบาดตาบาดใจพวกมันอย่างหนักก็ตาม
    ส่วนพวกผู้นำคนอื่นๆเมื่อเห็นว่าการปะทะกันครั้งนี้ไม่อาจจะหยุดยั้งได้อีกแล้ว พวกเขาต่างพากันลุกออกจากที่นั่งและเดินไปหลบที่มุมห้องของห้องประชุมแห่งนี้ เพื่อรับชมการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นแทน
    ส่วนโต๊ะกับเก้าอี้ที่ถูกจัดวางเอาไว้สำหรับใช้ในการประชุมสำคัญต่างถูกกราฟสั่งให้เซร่าพับเก็บลงพื้นไป หลังจากที่มันเห็นว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในสถานะพร้อมที่จะต่อสู้กันแล้ว
    เอาเข้าจริงๆ กลุ่มของพยัคฆ์ไม่จำเป็นจะต้องรั้งรอให้เขาพร้อมเลยด้วยซ้ำ พวกมันก็สามารถแห่กันเข้ามาจัดการเขาได้อยู่แล้ว ทว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความไม่ลงรอยกันเท่านั้น แต่มันคือศึกที่จะชี้ชะตาอนาคตของกลุ่มพวกมันด้วย
    แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่ง แต่พวกมันก็ไม่คิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะในเมื่อเวลานี้พวกมันทุกคนต่างอยู่ในสภาพพร้อมรบกันเต็มที่

    "พร้อมดีนะลุง"
    เขาหันไปกล่าวหยอกล้อกับกราฟที่เวลานี้ต่างพากันไปยืนหลบมุมซะงั้น ยอมรับเลยว่าไม่ค่อยจะเข้าใจตาแก่นี้สักเท่าไหร่ ทั้งๆที่บอกว่าอย่าทะเลาะกัน แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น กลับทำเป็นสนับสนุนเสียแทน น่าตลกจริงๆ
    แต่มีหรือที่เขาจะเดาไม่ออก
    "แสดงว่าเงื่อนไขของผมเป็นอันตกลงสินะ"
    เขาไม่ได้สนใจฝั่งของพยัคฆ์ที่แสดงท่าทีคุกคามออกมาแม้แต่น้อย กลับกันเขาทำเหมือนพวกมันนั้นไม่มีตัวตน และมองข้าม 1 ใน 6 กลุ่มผู้นำที่แข็งแกร่งภายในศูนย์บัญชาการแห่งนี้อย่าง พยัคฆ์ ไปเสียเฉยๆแทน
    "อื้ม คงต้องดูผลลัพธ์ครั้งนี้ก่อนนะ วิน"
    กราฟกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม โดยสายตาประสานตรงไปตรงมากับเขาอย่างสื่อความนัย ส่วนพยัคฆ์ที่ได้ยินมันรู้ได้ทันทีเลยว่าเหตุใด ตาแก่กราฟและคนอื่นๆถึงไม่คิดห้ามปรามการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ทำเหมือนสนับสนุนเสียมากกว่า
    นั่นก็เพราะพวกมันล้วนต้องการเขี่ยเขาออกไป หากดีหน่อยเขาเอาชนะไอ้หนูนี้ได้ ก็จะเสมอตัว แต่หากเขาแพ้เกรงว่าคงจะเสียจุดยืนไปแน่
    หนอย ไอ้พวกเจ้าเล่ห์!!
    "เอาเหอะ"
    "งั้นเรามาสนุกกันดีกว่า"
    เขาหันไปยิ้มแบบโรคจิตไปทางพวกพยัคฆ์ แม้พวกมันจะหวาดระแวงความสามารถของเขาไม่น้อย ทว่าพวกมันที่มีจำนวนมากกว่า แถมแต่ละคนก็อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมรบสุดๆ แรงกดดันและจิตสังหารของอีกฝ่ายย่อมไม่อาจคุกคามสภาพพร้อมรบของพวกมันตอนนี้ได้อย่างแน่นอน
    "ฟอร์เมชั่น"เสียงสั่งการดังขึ้นจากปากของพยัคฆ์ที่เวลานี้ปรากฏอยู่ตรงกลางของวงล้อมคน 6 คน ที่เพียบพร้อมไปด้วยอาวุธและชุดเกราะที่ครบครัน
    น่าตกใจมากที่พวกมันล้วนมีชุดเกราะระดับนี้ในครอบครองได้
    เกราะเหล็กกล้า ระดับช่างฝึกหัดเกราะหนาแข็งแกร่ง ตีขึ้นจากเหล็กดำที่ทนทานและหยืดหยุ่น สามารถปรับสภาพตามธาตุที่เสริมเข้ามาได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรบให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น และเกราะทรงพื้นฐานที่เกิดจากฝีมือช่างฝึกหัด หากปราณีตและฝึกฝนมากกว่านี้ย่อมทำให้เกราะเพิ่มประสิทธิภาพได้สูงยิ่งขึ้นจนน่าตกใจความทนทาน 150 จุด***ลดถอนพละกำลังของผู้โจมตีลง 1 ใน 10 ส่วน***พละกำลังต่ำกว่า 150 เท่า ไม่อาจระคายผิวเกราะเหล็กกล้านี้ได้
    "อื้ม ของดี""แต่ ทำขึ้นเอง??"
    เกราะสีดำสนิทขัดมันวาว รูปทรงพอดีตัว เสมือนมันถูกออกแบบมาสำหรับคนใส่จริงๆ แม้ว่าความหนาของเกราะจะดูบางไปนิด แต่ในเรื่องความทนทานเขายอมรับเลยว่ามันแข็งแกร่งมากพอที่กระสุนขนาด 9 มม ไม่อาจเจาะผ่านไปได้ชัว
    เคร้งๆพวกของพยัคฆ์ต่างจัดรูปฟอร์มพร้อมรบกันเต็มรูปแบบ ตามจริงแล้วทุกๆคนที่รอดชีวิตในที่แห่งนี้ พวกเขาล้วนรวมกลุ่มกันออกล่าเป็นหลักไม่เว้นกระทั่งพวกผู้นำที่มักจะมีคนคอยสนับสนุนการต่อสู้ทุกเมื่อ
    โดยเฉพาะเวลาออกล่าพวกกลายพันธุ์ระดับขั้น 2 ขึ้นไป พวกเขาล้วนไม่คิดประมาทและวิ่งโง่ๆเข้าไปสู้กับพวกมันเพียงลำพังโดยไร้ซึ่งการสนับสนุนของพวกพ้องอย่างแน่นอน
    เพราะหากพวกเขาเข้าไปทำเช่นนั้นจริงๆเกรงว่าคงเป็นได้แค่ไอ้หน้าโง่ที่รนหาที่ตายเท่านั้น ซึ่งนั่นมันคือตรรกปกติที่คนทั่วไปเขาใช้กัน และมันย่อมไม่อาจใช้กับคนอย่างเขาที่มักจะออกล่าพวกกลายพันธุ์ขั้น 2-3 เพียงลำพัง ถึงกระทั่งสังหารพวกมันลงได้ภายในพริบตา
    และเอาเข้าจริงๆ การต่อสู้ครั้งนี้ก็คงไม่พ้นการตบเด็กเกรียนๆไม่รู้จักโต แต่มันคงไม่จบแค่นั้น เมื่อเสียเวลาลงมือแล้วเขาคงต้องคิดค่าสั่งสอนสักเล็กๆน้อยๆเป็นการตอบแทน
    โดยเฉพาะช่างฝีมือที่่ผลิตเกราะแบบนี้ได้ ช่างน่าจับมาเซ็นต์สัญญาทาสกันจริงๆ แถมเหล็กดำที่พวกมันนำมาใช้ผลิตเกราะเหล่านี้ เขาล้วนสนใจและต้องการนำมันมาเป็นของตนเองอย่างอดไม่ไหวแล้ว
    "ลุงห้องนี้มันจะไม่พังใช่มั้ย"
    "ฮาฮา ไม่ต้องห่วงหรอก ระเบิดยังไม่อาจทำให้มันเกิดริ้วรอยได้เลยด้วยซ้ำ"
    กราฟหัวเราะเมื่อได้ยินคำถามของเขา แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่ง แต่กราฟก็ไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถมากพอที่จะสร้างรอยหรือทำความเสียหายต่อห้องประชุมแห่งนี้ที่สั่งทำขึ้นมาด้วยวัสดุชนิดพิเศษได้
    "เยี่ยม ถ้าเกิดอะไรขึ้นมากับห้องนี้ ถือว่าผมไม่ผิดนะ"
    "ฮาฮา อย่าห่วงเลย ถ้าเธอทำมันได้นะ"กราฟยังอดขำกับคำพูดหยอกล้อของเขาไม่ได้ และการกระทำของมันครั้งนี้จะย้อนคืนมันกลับไปนับสิบเท่าเอง ส่วนพยัคฆ์ที่เห็นว่าเขาไม่สนใจมันนั้น ตัวมันกลับเสียหน้าและรู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก และนาทีนี้ตัวมันได้ตัดสินใจแล้วว่ามันจะต้องฆ่าเขาให้จงได้
    "ไอ้เด็กห่า วอนตายมากใช่มั้ย""เดี๋ยวพ่อจัดให้มึงเอง""ออกมา!!! กริมรีฟเปอร์ หมาป่าวายุทมิฬ"พยัคฆ์ประกาศเสียงกร้าวใส่เขา โดยที่สายตาของมันมีแต่เพลิงอาฆาตแค้น ไม่ว่าจะเรื่องลูกชาย หรือกระทั่งการที่มันโดนคนรุ่นลูกหยามเหยียดถึงเพียงนี้ ทั้งชีวิตมันล้วนไม่เคยพบเจอ และนั่นจึงทำให้อารมณ์ที่หลงเหลืออยู่ของมันขาดผึ่งลงในที่สุด
    แวบบบโฮกกกกกกกวงแหวนหกเหลี่ยมค่อยๆหมุนวนปรากฏขึ้นใต้เท้าของพยัคฆ์ แสงสว่างแสบตาสาดกระจายไปทั่วห้องประชุม เพียงผ่านไปไม่กี่วินาทีจุดกึ่งกลางที่พยัคฆ์ยืนอยู่ปรากฏเสียงคำรามของสัตว์ร้ายขึ้นมา เสียงที่เปล่งออกมาของมันล้วนกดดันผู้คนที่อยู่ในที่แห่งนี้ กระทั่งกราฟเองยังสัมผัสได้ถึงความคุกคามทางจิตวิญญาณที่น่าหวาดหวั่น
    กรรวงล้อมของพยัคฆ์ขยายขึ้นเมื่อข้างกายของมันปรากฏหมาป่าวายุทมิฬตัวใหญ่ยักษ์สีดำมีลายสีเงินพาดขา กรงเล็บแหลมคมที่วางบนพื้นฝังลึกเจาะกินเนื้อพื้นห้องไปอย่างน่าหวาดกลัว ห้องที่ว่าแข็งแกร่งแล้วยังไม่อาจป้องกันกรงเล็บแหลมคมของหมาป่าวายุทมิฬตัวนี้ได้
    และภาพนั้นกลับทำให้กราฟจำต้องกลืนน้ำลายตัวเองลงไปและตกอยู่ในความวิตกกังวลเป็นครั้งแรกขึ้นมา มันไม่คาดฝันว่าพยัคฆ์ผู้มีหมาป่าวายุทมิฬเป็นสัตว์พันธะสัญญา จะสามารถยกระดับให้สัตว์อสูรตนนี้ผ่านการวิวัฒนาการไปอีกขั้นได้แล้ว แถมยังทำได้ก่อนคนอื่นในที่นี้อีกด้วย
    แม้ทุกคนจะแสดงสีหน้าวิตกกังวลและไม่อยากเชื่อสายตาออกมา ทว่าเขากลับยืนมองมันด้วยสายตาสงบนิ่งไม่ทุกข์ร้อนใดๆกับภาพหมาน้อยตัวใหญ่ยักษ์ที่ปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้านี้แทน "ฆ่ามัน!!"เสียงคำรามสั่งการของพยัคฆ์ที่มาพร้อมกับความเกรี้ยวกราดและความเคียดแค้น ปลุกให้สมาชิกในทีมของมันทั้ง 6 คนเปิดศึกโจมตีเขาเต็มสูบ
    "กางเขนสีหม่น"แวบบหือแสงสีดำหม่นก่อร่างเป็นวงแหวนเลือดสีดำสนิทใต้เท้าของเขา ฉับพลันที่มันก่อตัวสำเร็จทำให้ร่างกายของเขาพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันที แรงกดทับและแรงชุดรั้งที่ไม่ทราบที่มาที่ไปพยายามกดดันให้เขาไม่อาจก้าวขาออกมานอกวงแหวนสีดำเลือดวงนั้นได้
    "คำสาป??"สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เขาตกใจไม่น้อย เพราะคำสาปหรือทักษะทางด้านลดทอนกำลังของเป้าหมายนั้นน้อยคนนักที่จะนำมันมาใช้งาน แม้ในฐานหลบภัยของเขาจะมีผู้ชำนาญการในด้านนี้อยู่บ้างก็ตาม
    แต่ทักษะที่อีกฝ่ายเรียกใช้นั้นกลับดูทรงพลังมากกว่าทักษะที่คนของเขามีในครอบครอง และผลของมันถึงจะลดทอนกำลังของเขาลงได้แต่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยนิดเท่านั้น
    "7 โซ่ตรวนร้อยวิญญาณ"ตึง!!ครืดดดดดดเคร้งๆๆๆๆปรากฏโซ่สีเงินหม่นดำเลื้อยขึ้นมาจากช่องว่างที่พื้น 3 ช่อง และกลางอากาศอีก 4 ช่อง เพียงพริบตาเดียวโซ่ 7 เส้นพลันพุ่งเข้ารัดพันแขนขาและลำตัวของเขาอย่างแน่นหนา แรงดึงและแรงบีบของโซ่ที่พันรัดอยู่นั้นค่อยๆบีบรัดเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆตามการขยับเคลื่อนไหวร่างกายของเขา
    "จัดการมัน"หนึ่งในสมาชิกทีมของพยักค์ผู้ใช้ทักษะทั้งสองพันธนาการเขาเอาไว้ ตะโกนบอกเพื่อนตนเองที่ยืนรอโอกาสโจมตีอยู่ สีหน้าของมันหลังใช้ทักษะหยุดยั้งเขา แสดงออกถึงความตึงเครียด
    ด้วยค่าสติปัญญาที่เสียไปในการใช้ทักษะ เพื่อพันธนาการเขาเอาไว้นั้นมันสูญเสียไปเป็นจำนวนมากในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้มันไม่อาจฝืนยืนหยัดใช้ทักษะทั้งสองนี้ได้นานจนเกินไปนัก เพราะเกรงว่าตัวมันเองนั่นแหละที่จะล้มลงหมดสติเป็นคนแรก
    เพื่อนสนิทของมันเมื่อเห็นโอกาสและสภาวะตึงเครียดของสมาชิกในทีม พลันเข้าใจถึงสภาพแรงกดดันที่มองไม่เห็น มันจึงตัดสินใจเรียกใช้ทักษะธาตุทั้งสองของตนเองเพื่อหวังปลิดชีพเขาทันที"กระสุนเพลิงวายุ"
    2 ธาตุ!!วี้ดดดดดฟูมมมม
    กึกๆส่วนเขาที่ถูกพันธนาการอยู่ พยายามขยับแขนขาที่ถูกดึงรั้งกลับมา ไม่น่าเชื่อทักษะทั้งสองจะสามารถสะกดการเคลื่อนไหวของเขาได้อยู่หมัด ถึงแม้มันจะทำได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นก็ตาม
    แต่มีหรืออีกฝ่ายจะดูไม่ออก เพราะเบื้องหน้าของเขาพลันปรากฏลูกไฟสามลูกที่ยิงเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ไม่เพียงแค่นั้นเขาสังเกตเห็นถึงแรงลมที่ปกคลุมลูกไฟทั้งสามลูกนั้นอยู่เสมือนเป็นตัวพาและเพิ่มการทะลุทะลวงของมัน ทำให้ลูกไฟทั้งสามมีความเร็วมากกว่าปกติหลายเท่านัก
    "วินนนน!!!"
    ตูมมมม
    สิ่งที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วเกินไป เพียงไม่กี่นาที ฝ่ายของพยัคฆ์ก็สามารถพันธนาการและโจมตีประสานใส่เขาพร้อมกันได้ แรงโจมตีที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้เกิดแรงลมและไอความร้อนแผดเผาไปทั่วบริเวณ
    นานะและเกรทเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองต่างตกใจ และเริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของเขาขึ้นมา การร่วมมือของศัตรูนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หากเป็นพวกเธอเองคงจบชีวิตลงไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
    End

    คล้ายกับเรื่องThe World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก ที่คุณอ่าน