กลิ่นคาวโลหิตและเขม่าควันจากเพลิงอสูรยังมิทันจางหายไปจากลานประลองศิลาหมายเลขสี่ ร่างไร้วิญญาณของเซวียอิ่งถูกหามออกไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดสีดำคล้ำที่ซึมลึกลงในร่องหินและความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่กดทับดวงจิตของเหล่าศิษย์นับหมื่นจนแทบหายใจมิออก ท่ามกลางความเงียบนั้น กลิ่นอายแห่งความตายยังคงอบอวลอยู่รอบกายของเย่เฉินประดุจเงามรณะที่มิอาจสลัดหลุด
บนแท่นประธานผู้อาวุโส ใบหน้าของหลิวหยวนบิดเบี้ยวจนดูอัปลักษณ์ นัยน์ตาของมันแดงก่ำด้วยความอาฆาตแค้นที่สุมอก แผนการสังหารพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ทว่ามันยังมิยอมรามือ หลิวหยวนลุกขึ้นยืนช้าๆ รังสีอำมหิตของยอดฝีมือขั้นสูงแผ่กระจายออกมาจนศิษย์สายนอกที่อยู่ใกล้เคียงต้องสั่นสะท้านและก้มหน้าลงด้วยความหวาดผวา
"ศึกชิงความเป็นหนึ่งแห่งสายนอก..." เสียงของผู้ตัดสินสั่นพร่าขณะประกาศก้องไปทั่วบริเวณ "เย่เฉิน ปะทะ เฉินมู่!"
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด เดิมพันในศึกครานี้มิใช่เพียงตำแหน่งอันดับหนึ่ง หรือเพียง 'น้ำนมวารีพิสุทธิ์' ที่เย่เฉินปรารถนาเพื่อรักษาแขนขวาที่พิการเท่านั้น ทว่ามันคือชะตากรรมของสำนักเมฆาครามทั้งสำนัก หากเย่เฉินพ่ายแพ้ในครานี้ นอกจากเขาต้องตกตายหรือพิการไปตลอดกาลแล้ว หอโอสถจักถูกหลิวหยวนยึดครองอำนาจเบื้องหลังอย่างเบ็ดเสร็จ สำนักเมฆาครามจักก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความมืดมิด
ภายใต้สีหน้าสงบนิ่งดุจศิลา เย่เฉินค่อยๆ หลับตาลงเพื่อสยบความพลุ่งพล่านของโลหิตที่ร้อนระอุภายใน สภาพร่างกายของเขาเปรียบเสมือนเตาหลอมที่ร้าวระแหง ชีพจรเต้นผิดระเบียบอย่างรุนแรงจากผลของการฝืนใช้เพลิงอสูรแผดเผาพิษร้ายก่อนหน้านี้ ภาพลานประลองเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน ทว่าในความมืดมัวนั้น จิตสัมผัสพิชิตฟ้าจากคัมภีร์เทพอสูรกลับแหลมคมยิ่งนัก
เย่เฉินกระชับโซ่เหล็กไหลที่พันรอบท่อนแขนซ้ายให้แน่นหนาขึ้นไปอีก แรงบีบรัดจิกลึกลงไปในเนื้อจนโลหิตสีแดงสดไหลซึมผ่านผ้าพันแผลออกมาชุ่มโชก เขาใช้ความเจ็บปวดแหลมคมนี้เป็นเครื่องเตือนสติ แขนซ้ายของเขาเหลือพละกำลังสำหรับการเหวี่ยงดาบได้อีกเพียง 'คราเดียว' เท่านั้น หากเขาพลาดเป้า กระดูกท่อนแขนซ้ายย่อมจักแตกละเอียดจนมิอาจเยียวยา
ร่างในชุดคลุมสีขาวขลิบทองของเฉินมู่ก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่าเบาหวิวดุจขนนก มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่สีเงินครามที่แผ่กลิ่นอายความเย็นยะเยือก เฉินมู่หยุดยืนห่างจากเย่เฉินเพียงเจ็ดก้าว พลางปรายตามองด้วยความเหยียดหยามดุจเทพเซียนจ้องมองมดปลวก
"เจ้ายังคิดจักฝืนสังขารไปเพื่อสิ่งใด?" เฉินมู่เอ่ยเสียงแผ่วเบาทว่าแฝงพลังปราณ "สภาพของเจ้าในยามนี้ มิต่างจากตะเกียงที่น้ำมันแห้งเหือด" มันขยับเข้าไปใกล้พลางกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "อย่าหมายจักตบตาข้า... ข้ารู้ดีว่ากระดูกแขนซ้ายของเจ้าปริแตกจนแทบแหลกละเอียดแล้ว ดาบอสูรนั่นเจ้าเหลือพละกำลังที่จะงัดมันออกมาได้อีกเพียงคราเดียวใช่หรือไม่? และข้าจักมิเปิดโอกาสให้ดาบที่เชื่องช้าเช่นนั้นได้สัมผัสแม้แต่ชายอาภรณ์ของข้า!"
"เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว... เฉินมู่" เย่เฉินเอ่ยเสียงแหบพร่า "ทว่าความรู้ของเจ้านั่นแหละ... ที่จักนำพาเจ้าไปสู่ความพินาศ"
สิ้นเสียงสัญญาณ เฉินมู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาพรายสีขาวครามทะยานร่างวนรอบเวทีด้วยวิชาเหินเวหาไร้ลักษณ์ แสงกระบี่สีเงินครามนับสิบสายทิ่มแทงเข้าใส่จุดสำคัญบนร่างของเย่เฉินอย่างต่อเนื่อง เย่เฉินทำได้เพียงยกดาบยักษ์ขึ้นป้องปัดอย่างตะเกียกตะกาย ทว่าทุกครั้งที่เขาก้าวถอย เย่เฉินจะจงใจสะบัดข้อมือซ้ายให้หยาดโลหิตที่ร้อนระอุหยดลงตามรอยแยกของแผ่นศิลา
เขาเดินวนเวียนไปตามตำแหน่งทั้งห้าทิศของค่ายกลมรณะที่คำนวณไว้ในจิต พร้อมลากโซ่ตรวนเหล็กไหลครูดไปตามพื้นดินเพื่อเชื่อมต่อจุดหยดโลหิตแต่ละจุดให้กลายเป็นข่ายใยที่มองมิเห็นด้วยตาเปล่า
เฉินมู่แสยะยิ้มอำมหิตเมื่อเห็นเย่เฉินเปิดรอยโหว่ที่กลางทรวงอก มันพุ่งทะยานร่างดุจศรหลุดจากแล่ง กระบี่สีเงินครามรวบรวมพลังปราณทั้งหมดแทงทะลวงอากาศมุ่งตรงสู่ลำคอของเย่เฉิน ทว่าในวินาทีที่ปลายกระบี่อยู่ห่างเพียงหนึ่งองคุลี เฉินมู่พลันรู้สึกถึงความร้อนระอุที่พุ่งพรวดขึ้นมาจากเบื้องล่าง!
หยาดโลหิตที่หยดลงตามรอยแยกพลันระเบิดออกเป็นเปลวเพลิงสีทองประกายเขียวพุ่งทะยานขึ้นฟ้า เสียงคำรามของวิญญาณอาฆาตดังก้องสะท้านเลื่อนลั่น กลายเป็นคุกเพลิงมรณะที่ปิดล้อมร่างของเฉินมู่ไว้ทุกทิศทาง!
นัยน์ตาของเย่เฉินพลันสว่างวาบด้วยประกายมรกต เขาโคจรพลังปราณอสูรหยดสุดท้ายลงสู่ท่อนแขนซ้ายที่ใกล้จะแตกสลาย เอ่ยกระซิบด้วยเสียงเย็นเยียบ "ในที่สุด... เจ้าก็เข้ามาในอาณาเขตดาบของข้า"
วิถีดาบอสูรเหวี่ยง!
ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีถูกกระชากขึ้นด้วยแรงหมุนวนอันมหาศาล วาดผ่านอากาศเป็นแนวโค้งสีมรกตที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าดาบใดในใต้หล้า ดาบสุดท้ายที่เดิมพันด้วยชีวิตพุ่งเข้าปะทะกับร่างของเฉินมู่ที่มิอาจหลบหนีได้อีกต่อไป
เปรี้ยงงง!!!
เสียงปะทะดังกึกก้องกังวานไปทั่วสำนักเมฆาคราม แสงสว่างจ้าจากเพลิงอสูรและปราณกระบี่ที่แตกกระจายบดบังทัศนวิสัยของทุกคนจนสิ้น กงจักรพรหมลิขิตได้หมุนมาถึงจุดชี้ขาดแล้ว และคมดาบสุดท้ายนี้กำลังจักจารึกบทสรุปอันเป็นนิรันดร์ลงบนลานประลองศิลา!
[จบตอนที่ 62]