ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 18-3 : The show must go on

            “ท่านจะไปไหน”เกรซี่ถามเมื่อเห็นผมผุดลุกจากที่นั่ง

            “เราคงต้องไปทำงานแล้ว” ผมตอบเธอคงเห็นสีหน้ากังวลของผมอย่างชัดเจน เลยพยักหน้าอย่างเข้าใจ และโบกมืออำลา

            เมื่อเดินออกมาได้แค่สองก้าวก็มีเสียงเรียกอันหนึ่งดังขึ้นด้านหลังผมทำเอาสะดุ้งโหยง หัวใจผมเต้นระส่ำระสาย สิ่งที่กลัวกำลังจะเป็นจริง

            “ประชา ท่านไปไหนมา”อิสรายืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เราไม่เห็นท่านตรงน้ำพุ เลยโทรหาท่านท่านก็ไม่รับ”

            ผมรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูปรากฏว่ามีสายไม่ได้รับสามสายผมผิดเองที่ตั้งระบบสั่นไว้เพราะกลัวจะรบกวนผู้ฟังปราศรัยแต่แปลกใจที่ไม่รู้สักตัวตอนที่มันสั่น หรือว่าเป็นเพราะมัวแต่กังวลและมีสมาธิกับคู่สนทนาสาวเซ็กซี่มากเกินไป ผมอยากชกหน้าตัวเองลงโทษสักสองสามหมัด

            “เราขอโทษ” ผมเอ่ยปากเสียงอ้อนวอนแต่ดูอิสราหงุดหงิดเกินกว่าจะรับฟัง

            “จวนจะเลยเวลานัดอยู่แล้วเราเลยเข้ามาที่นี่ กวาดสายตามมองหาท่าน ที่ไหนได้...นั่งจู๋จี๋อยู่กับผู้หญิง”คิ้วของอิสราขมวดเข้าหากัน น้ำเสียงฟังดูเย็นเยียบ ผมรู้ดีว่าไม่ใช่การหึงหวงแต่เป็นการกระแนะกระแหนอย่างโมโหมากกว่า

            “เปล่านะเราแค่สัมภาษณ์ประชาชนตามที่ท่านขอ” ผมแก้ตัวด้วยการบอกความจริงบางส่วนเกรซี่ยังโบกมือให้ผมที่หันไปมอง ทำให้คำแก้ตัวของผมไร้น้ำหนักในทันที

            “มันใช่เวลาไหมท่านจัดลำดับความสำคัญไม่เป็นเหรอไง” อิสราตำหนิผมต่อ

            “ใจเย็นก่อน เขาก็ยังอยู่นี่”ผมทำสีหน้าให้สงบที่สุดขณะพูด ไม่เข้าใจว่าจะโกรธอะไรนักหนา

            “เอาอะไรมาพูด สายเรารายงานว่าเขาออกไปตั้งนานแล้ว” อิสราเอ็ดใส่ผม จนผมเกรงใจคนรอบ ๆ ชั้นบนสุดที่หันมามองโชคดีที่ไม่ดังไปถึงบนเวที น้ำเสียงอิสราดูเดือดดาลอย่างหนักไม่เหลือเค้าโครงของความสุภาพเรียบร้อยน่ารักก่อนหน้านี้

            “ยังอยู่โน่นไง” ผมเถียงยืนกรานเช่นเดิม แล้วชี้ไปที่ชายชราศีรษะล้านที่ผมเฝ้าสังเกตมาตลอด

            “ใช่ที่ไหน ท่านพชร นั่งอยู่แถว 1Fแต่ที่นั่งที่ท่านดูอยู่คือ 1Jเป็นแค่ทีมงานคนหนึ่งของพรรค”

            ผมอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ เสียงรอบข้างในห้องประชุมอื้ออึงจนจับใจความไม่ได้ชายชราแถวหน้าสุดที่ผมสังเกตมาตลอดลุกขึ้นยืนในจังหวะนั้นพอดีเขาสวมเสื้อยืดกางเกงยีนขาด ๆ ดูขัดกับอายุ

            ไม่ใช่คนเดียวกันนี่

            เสียงในหัวพร่ำบอกกับตัวเอง เสื้อแจ็คเก็ตสีขาวของพรรคเหมือนกันแต่ข้างในไม่ใช่เสื้อโปโล ใบหน้าก็ดูหนุ่มกว่าในรูปเป็นสิบปีขาของผมเหมือนถูกตรึงอยู่กับพื้นความผิดพลาดเรื่องปิดเสียงโทรศัพท์กลายเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับร่องมหาสมุทรแห่งความสะเพร่าที่ผมกำลังจมดิ่งลงไป 

            “ท่านทำอะไรลงไป” อิสราขึ้นเสียงน้ำเสียงอิสราเศร้าปนโกรธเคือง ผมใจเต้นรัวรู้สึกได้ถึงหายนะที่กำลังจะเกิดจากความผิดพลาดมหันต์

            “ไม่น่าเลย รู้อย่างนี้ บอกไมตรีไปตรงๆ ดีกว่าว่าไม่พร้อม” นักข่าวสาวเหมือนบ่นพึมพำให้ตนเองฟัง แต่ผมได้ยินทุกคำ“งานเสียหมด แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้”

            “ขอโทษครับ” ผมเอ่ยซ้ำ ๆ เสียงอ่อยซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกเศร้าเสียใจด้วยความสัตย์จริง

            “พอได้แล้ว” อิสราเริ่มรำคาญ “ขอโทษไปก็ไร้ประโยชน์ เราก็ไม่ได้ไปเค้นเขาอยู่ดี”

            “ไปสัมภาษณ์ทีหลังไม่ได้เหรอ มีช่องทางออนไลน์ตั้งหลายช่องทาง”บทสัมภาษณ์หลายอันที่ผมนำมาทำข่าวก็มาจากการเค้นออนไลน์

            “ไม่ได้ มันไม่เหมือนกันสำนักข่าวของเราสร้างชื่อจากข่าวปฐมภูมิที่สัมภาษณ์ตัวต่อตัวเป็นจุดขายถ้าเราไม่ทำเราก็เสียจุดขายนี้ไป ท่านยอมรับเถอะว่าเป็นความผิดท่านไม่ต้องหาข้อแก้ตัวอื่น”

            “เดี๋ยวเราตามหาเขาที่รถให้เผื่อเขายังไม่ออก” ผมพูดความคิดแวบแรกออกไป อิสราปฏิเสธทันควัน

            “ท่านเอาอะไรมาพูด รู้จักรถของเขาเหรอ”คำโต้แย้งของอิสราทำผมเงียบกริบทันที พวกเรารู้ว่าพชรติดประชุมอีกที่หนึ่งไม่รู้ว่าเดินทางยังไงด้วยซ้ำ

            “เดี๋ยวเราเดินหารอบ ๆ นี้ก็ได้”ผมยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ

            “พอเถอะประชา ผ่านมาตั้ง 20 นาทีเขาคงไปถึงไหนต่อไหนแล้วยิ่งท่านพยายามแก้ตัว ยิ่งทำให้เราผิดหวัง”

            ประโยคนั้นกระแทกหัวใจผมอย่างแรงจนบอบช้ำหมดผมหลุบตาต่ำ รู้สึกแย่ที่ตัวเองเป็นผู้สร้างปัญหาผมสาบานว่าไม่เคยอยากกลั่นแกล้งเธอเลย แม้ธรณีจะเสนอชื่อผมในทีแรกแต่พอได้มาช่วยทำงานแล้วผมก็ทำเต็มที่ไม่คิดฝันว่าจะกลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้เธอแทนสีหน้าอิสราก็เศร้าสร้อยไม่แพ้กัน จนผมเกือบน้ำตาคลอ

            พิธีกรชายบนเวทีกล่าวด้วยเสียงอันดังขึ้นทุกขณะเพื่อปลุกใจปิดท้ายการหาเสียง

            “เหลือเวลาอีกหกวันเท่านั้นพ่อแม่พี่น้องพลังของทุกท่านจะมีส่วนกำหนดอนาคตของจังหวัดเรา ถ้าอยากทำให้พฤฒธานียิ่งใหญ่เจริญขึ้น ๆ ไปให้สมกับชื่อของเรา ก็ต้องกดเลือกเบอร์ 2 อัตลักษณ์ปลื้มปิติ เท่านั้นนะครับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “มีญาติบอกญาติ มีมิตรบอกมิตรมีเพื่อนบอกเพื่อน ลำพังเสียงแค่นี้ ไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลง เราต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกท่านรวมทั้งผู้สมัครสมาชิกสภาจังหวัด ทั้ง 36 เขต ให้เดินหน้าไปด้วยกันเพื่อพี่น้องชาวพฤฒธานีทุกคนวันที่ 5 พฤศจิกายน2090 นี้รับรองท่านไม่ผิดหวัง เจ้าของสถิติ พรรคการเมืองผ่านตัวชี้วัดครบจนอยู่ครบวาระอันดับสองของประเทศและเจ้าของสถิติการชุมนุมประท้วงน้อยครั้งที่สุด เลือก ผู้ว่าฯ คนที่ชอบ เลือก สจ.พรรคที่ใช่ เลือกพรรคอัตตา...เบอร์อะไรนะครับ”

            พิธีกรอ้าแขนกลางอากาศยื่นไปข้างหน้าทำท่าเหมือนโอบกอดทุกคน แต่มีเสียงตอบมาเป็นหย่อม ๆ เบาดูไม่หนักแน่นพิธีกรเลยตะโกนเอง “เบอร์ 2นะครับ ขอบคุณครับ”

            เสียงปรบมือดังกราวอย่างน้อยพวกเขาก็ยังให้เกียรติผู้พูด ผู้ชมหลายคนทยอยลุกขึ้นยืนเตรียมตัวออกจากโถงประชุม ผมกับอิสรายังยืนที่เดิมแต่บรรยากาศรอบตัวปลุกให้เธอตื่นจากความหม่นหมองเธอใช้มือตบกระเป๋าเป้ของผมเป็นการสะกิดโดยไม่จับเนื้อต้องตัว

            “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน...”แววตาอิสราเปลี่ยนจากหม่นหมองว่างเปล่ากลับมาแน่วแน่จริงจัง “ยังไงตอนนี้เราก็ต้องไปสัมภาษณ์คนอื่นก่อน เวทีกำลังจะเลิกประชุม”

            “แต่ว่า...” ผมกำลังจะแย้งแต่กลั้นไว้ถึงพูดออกไปก็เปล่าประโยชน์เพราะอิสราไม่อยู่รอฟัง เธอนำโลดไปที่ทางออกทิ้งเพื่อนร่วมงานให้ยืนอย่างโดดเดี่ยว ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ อิสราพูดถูก ‘The show must go on.’ เราต้องทำหน้าที่ตนเอง

             

            พวกเรากลับออกมาที่เวทีที่หนึ่งกลางแจ้งซึ่งยังปราศรัยไม่จบเลยจากกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ แต่ผู้ชมยังอยู่แน่นขนัดพิธีกรบนเวทียังแนะนำตัวผู้สมัครสภาจังหวัดแต่ละคนไม่หมดกำลังเล่าว่าแต่ละคนมีอาชีพอะไร มีประสบการณ์ด้านใดมาก่อนจะเน้นเรื่องความผูกพันธ์กับท้องถิ่น และเป้าหมายความตั้งใจอยากพัฒนาท้องถิ่นหญิงวัย 30 ปีเศษที่ยืนบนเวทีเคยทำงานด้านวิศวกรรมมาก่อนแต่ก็มีเครดิตแบงก์เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และการจัดการหลายกระบวนวิชาผมทึ่งว่าเธอเอาเวลาที่ไหนไปเรียนรู้จนจบหลักสูตรที่ไม่เกี่ยวกับวิชาชีพตนมาเป็น 30 อันชีวิตประจำวันเธอคงเป็นเหมือนธรณีที่เอาแต่เก็บตัวในห้องก้มหน้าก้มตาใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่สุงสิงกับใครคนที่แยกตัวไปเวทีที่สองก็ทยอยกลับมายืนเป็นฉากหลัง

            ผมลอบชำเลืองมองอิสราเป็นระยะใบหน้าเธอยังคงบึ้งตึง ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาผมรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของเท้าเธอที่กระทบพื้นเป็นจังหวะระหว่างรอคอยขณะนั้นเองความเย็นบางอย่างกระทบศีรษะผมจากเบื้องบน

            ฝนตกเหรอไหนว่าบ่ายสอง

            ผมแหงนหน้ามองฟ้าฝืนเมฆดำทะมึนแผ่คลุมทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว กลิ่นไอดินโชยขึ้นมากับสายลมหยดน้ำหยดแรกร่วงหล่นลงบนอุ้งมือผม แล้วหยดที่สองที่สามก็ตามมา

            ดันเป็น5% ที่กรมอุตุนิยมวิทยาเผื่อไว้กันการทำนายผิดพลาดซะได้

            ระหว่างที่ครุ่นคิดเม็ดฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบากระทบใบหน้าจนเปียกชื้น แม้จะไม่อยากให้ฝนตก แต่ก็อดรู้สึกสดชื่นชุ่มฉ่ำไม่ได้ราวกับมันช่วยชะล้างความร้อนรุ่มในใจออกไปชั่วขณะผมหลับตารับสัมผัสหยดน้ำที่กระทบบนใบหน้าพลางจินตนาการถึงผืนป่าเขียวชอุ่ม

            ทว่าทำได้ไม่นานฝนก็เริ่มเทลงมาหนักขึ้นผมหันไปด้านข้าง เห็นอิสราสวมหมวกกันฝนเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้สังเกตว่าเธอทำไปตอนไหนตัวหมวกมีแผ่นพลาสติกแผ่มาครอบศีรษะและตัวครึ่งบนเหมือนเป็นร่มความยาวของปีกหมวกสามารถปรับระยะยืดหดได้ซึ่งควบคุมด้วยเอไอหากใกล้จะชนกับวัตถุอื่น

            ผมจึงล้วงร่มจากในเป้ออกมากางบ้างมันมีส่วนพลาสติกเสริมที่ย้อยลงมากันน้ำ โชคดีที่เคยใช้มาก่อนตั้งแต่วันฝนตกเมื่อสองสัปดาห์ก่อนจึงทำได้อย่างรวดเร็วสายไม่พันกันเสื้อผ้าพวกเรากันน้ำและแห้งง่ายอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วงมากนัก ผมยังคงถ่ายบรรยากาศต่อไปอิสรายืนยันแล้วว่ากล้องกันน้ำก็ต้องเชื่อตามนั้น น้ำไหลมาตามกล้องวิดีโอแล้วหยดมาที่มือผมสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าที่ผมกระซิบกับตัวเองคือรองเท้าผ้าใบที่สวมมาซึ่งไม่ได้พร้อมลุยน้ำและผมขี้เกียจซัก

            “ฝนเริ่มตกแล้วเราขอรวบกวนเวลาทุกท่านอีกไม่เกินห้านาที นำเสนอและ อธิบายผู้สมัคร สจ. คนสุดท้ายของเราคุณอมร” นักการเมืองบนเวทีพูดช้า ๆ ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก ผู้สมัครเป็นหญิงสาวสูงวัยแต่ยังดูรูปร่างสมส่วน อมรเพิ่งกลับจากเวทีที่สองแล้วได้ไม่นานเธอพูดโฆษณาตนเองว่าเป็นต้นคิดไอเดียโครงการปรับปรุงพื้นที่ยิมคอมเพล็กซ์ ให้ก้าวหน้าขึ้นโดยจะสร้างโคเวิร์คกิ้งสเปซ[1]เพิ่มผมเห็นผู้ช่วยที่ติดตามคุณอมร หยิบร่มขึ้นมากางให้ตัวเอง แล้วยื่นร่มให้ แต่เธอไม่เอายอมเปียกฝน ผมเข้าใจเหตุผลดี เคยเห็นในข่าวบ่อย ๆที่นักการเมืองจะไม่ยอมเปียกถ้าเห็นว่ามีประชาชนที่ยืนเปียกอยู่แถมผู้ช่วยก็จะไม่ยอมกางร่มให้ธรณีบอกว่าพวกเขากลัวจะโดนมองว่าสนับสนุนระบบอุปถัมภ์

            คิดเล็กคิดน้อยโคตรไร้สาระเลย

            ผมรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อยไม่ต้องแสดงสปิริตหรือกางร่มให้ใครทั้งนั้น แค่เลิกพูดแล้วก็ย้ายหลบฝนกันก็พอประชาชนที่ยืนฟังอยู่ส่วนใหญ่ก็มีหมวกกันฝนไม่ก็ร่มอยู่ดีส่วนที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันต่างก็หนีเข้าชายคาที่ร่มกันหมดแล้วไม่นานนักผู้พูดคนสุดท้ายก็ตัดจบ และกล่าวปิดการปราศรัย

            { จากนั้นเพลงประจำตัวของพรรคก็เริ่มต้นบรรเลงแท้จริงแล้วก็มีการเปิดเป็นระยะทุกครั้งที่มีการพักจากการปราศรัยผมไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่อะไร เพลงยังวนเวียนอยู่แค่คำว่า เพื่อพี่น้องประชาชนแก้ปัญหาประชาชน หัวใจของเรามีแต่ท่าน พร้อมสานฝันให้เป็นจริงมีบางวลีที่จำเพาะต่อพรรคอยู่บ้าง อย่างเช่นอัตตาคือตัวตนของประชาชน การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคนทุกคนหนีไม่พ้นบ่วงกรรม จงเชื่อในการทำดีให้เหมือนพวกเราพรรคอัตตาหวังให้คำเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในสมองของผู้ชมที่เข้าฟังแต่ส่วนตัวผมเองไม่ได้รู้สึกติดหูแต่อย่างใด }

            ทันทีที่ฝูงชนสลายตัวอิสราก็แยกไปสัมภาษณ์นักการเมืองสามคนที่เหลือ ผมแอบสังเกตดูห่าง ๆเธอซุกซ่อนอารมณ์ขุ่นเคืองได้ดี ดูเป็นมืออาชีพแม้ว่าเธอฝืนยิ้มแย้มเป็นมิตรแค่ไหนแต่ผมก็สังเกตแววตากังวลผิดหวังในดวงตากลมโตสีดำคู่นั้นไม่อาจปิดบังความเคร่งเครียดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

            ตัวผมก็แยกไปทำงานของตนเองรีบทำให้เสร็จก่อนที่ฝนจะตกหนักกว่านี้แม้ใจไม่อยากคุยกับคนแปลกหน้าแค่ไหนก็ไม่อาจเลี่ยงหน้าที่นี้ได้ ผมเลือกชายวัย 50 ปีคนหนึ่งที่เล็งไว้แล้วแต่แรกก่อนหน้านี้ผมเห็นเขายืนสบาย ๆสวมเสื้อกันฝนฟังการปราศรัยโดยไม่สะทกสะท้านกับความเปียกชื้นที่กระทบร่างกาย

            หลังจากเขาแนะนำตนเองว่าชื่อแจ๊คผมขจัดความประหม่าด้วยการพุ่งเข้าหาภารกิจโดยไม่อารัมภบทอะไรมากมายคำถามทั้งสามข้อถูกตอบอย่างรวดเร็วโดยที่ผมแทบไม่ต้องเสริมอะไรเพิ่มดูเป็นการตอบที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับสองคนที่เหลือ ผมเลยพอจะมีเวลาเหลืออยู่อิสราเพิ่งสัมภาษณ์เสร็จไปแค่คนเดียว ผมไม่อยากเข้าไปรบกวนเพราะอิสราสั่งว่าถ้าคนอยู่เยอะผู้ให้สัมภาษณ์จะตื่นกลัวได้ผมเลยฆ่าเวลาด้วยการยืนฟังเพลงประจำพรรครอในบริเวณงาน 

            ดูเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจฉับพลันนั้นลมก็เปลี่ยนความเร็วเป็นกรรโชคแรงหลอดไฟส่องสว่างบนเสาบางต้นกระพริบติด ๆ ดับ ๆ ผู้คนเริ่มวิ่งหนีคงไม่รอให้ฝนตกลงมาห่าใหญ่อิสราชี้ไปที่เวทีที่สองเป็นการบอกให้รู้ว่าจะพาผู้ให้สัมภาษณ์ไปที่โน่นเธอยังไม่พูดกับผมสักคำ นัยว่ายังไม่หายแค้นเคือง

            ผมกำลังจะเดินตามอิสราไปในใจยังคงหนักอึ้งด้วยความรู้สึกผิดทันใดนั้นเสียงโครมดังลั่นก็แทรกเข้ามาในม่านฝน ผมหันขวับไปมองเห็นร่างท้วมของชายคนหนึ่งนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นเปียก

     


    [1]Co-working space พื้นที่ทำงานที่ใช้ร่วมกันโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โต๊ะทำงาน อินเทอร์เน็ต ห้องประชุม เป็นต้น

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.60M 3244
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734