destiny fantasia online

    บทที่29 อดีตที่แท้จริงของฟริเซออน...อาชีพที่สอง


    “อากิระ ข้าขอถามเจ้าได้หรือไม่ เหตุใดกันเจ้าจึงเลือกที่จะไม่เชื่อใจเหล่าอัศวินที่ข้าให้ปกป้องนาซิส เหตุใดเจ้าจึงเลือกทอดทิ้งคนหมู่มาก เหตุใดเจ้าจึงทำลายชีวิตของกองทัพศัตรูได้โดยไม่แม้แต่จะคิดอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย ถึงนั่นจะเป็นศัตรูแต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์นะ” เสียงที่นุ่มนวลทว่าทรงอำนาจของฟริเซออนกล่าวถามอากิระ

            อากิระมองไปยังใบหน้าของฟริเซออนเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำตอบออกมา “ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณน่ะจะเลือกอะไร ไม่รู้ด้วยว่าสำหรับคุณแล้วคำตอบจะเป็นอย่างไร แต่ผมเลือกเส้นทางในแบบที่ผมต้องการ และเลือกทำในสิ่งที่จะไม่ต้องมาเสียใจภายหลังก็เท่านั้นเอง”

            อากิระเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาอีกครั้ง “ข้อแรกผมน่ะไม่คิดจะไว้ใจใครนอกจากตัวเองและคนสำคัญของตน เพราะงั้นผมจึงเลือกที่จะฟังคำของเพื่อนและกลับไปหานาซิส

            เหตุผลต่อมาที่ผมเลือกทอดทิ้งผู้คนจำนวนมากก็เพราะผมไม่ใช่วีรบุรุษในเทพตำนานที่จะได้มุ่งหน้าไปด้วยอุดมการณ์อันสูงส่งเพื่อปกป้องทุกสิ่ง ผมเป็นคนที่แสนจะธรรมดาเพียงแค่ปกป้องสิ่งสำคัญที่ผมมีก็เต็มที่แล้ว ทำไมจะต้องไปปกป้องทุกผู้คนจนละเลยสิ่งสำคัญของตัวเองกัน ผมน่ะขอเลือกเป็นคนเห็นแก่ตัวที่สามารถปกป้องคนสำคัญได้ ดีกว่าเป็นวีรบุรุษที่ไม่อาจปกป้องได้แม้แต่สิ่งสำคัญ

            เหตุใดผมจะต้องทำลายชีวิตของศัตรู นั่นมันก็แน่นอนเพราะผมไม่ใช่พระเอกที่แสนดีในนิยายที่มีความคิดสวยหรูว่าจะไม่ฆ่าใคร จะจบทุกอย่างด้วยความสันติ ในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะ หากมีศัตรูเข้ามาทำลายชีวิตของคนที่สำคัญแล้วจะปล่อยเอาไว้ได้รึไงกัน ผมน่ะไม่สามารถทำได้หรอกนะครับ” อากิระกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทไม่ได้ปรากฏแววของความรู้สึกใดๆออกมา

            ฟริเซออนที่ได้ฟังคำตอบนั้นก็นิ่งไปสักครู่ก่อนที่จะกล่าวออกมาใหม่

    “แต่การทำลายชีวิตของพวกเขาก็มีแต่จะ สร้างความแค้นแล้วก็จะมีคนมาเพื่อแก้แค้นให้กับคนสำคัญที่ถูกทำลายไปนะ คนที่เจ้าทำลายชีวิตไปเขาก็ต้องมีคนสำคัญเช่นกัน เจ้ามิได้คิดในจุดนี้เลยรึ”

            อากิระยังมีใบหน้าที่นิ่งเฉยแล้วกล่าวออกมา “ก็จริงที่เรื่องนั้นน่ะถูกต้อง ทุกคนน่ะจะต้องมีคนสำคัญ หากพวกเขาถูกผมฆ่าคนสำคัญของพวกเขาก็ย่อมที่จะเคียดแค้นในตัวผม แต่ว่านะหากนั่นทำให้ผมสามารถปกป้องคนสำคัญของผมได้ผมก็จะทำ และเช่นเดียวกันหากศัตรูเหล่านั้นกลับใจเลิกคิดที่จะทำร้ายคนสำคัญของผมแล้ว ผมก็ไม่คิดที่จะสังหารอีกฝ่ายเช่นกัน ผมน่ะนะจะแบกรับการตัดสินใจของตัวเองและจะไม่มีวันเสียใจหรือรู้สึกผิดภายหลังอย่างเด็ดขาด”

            ฟริเซออนได้ฟังคำของอากิระก็มองไปทางด้านซ้าย ที่ตรงนั้นปรากฏภาพอดีตของฟริเซออนที่อากิระได้เห็นมาก่อนหน้านี้ แล้วกล่าวออกมา “ข้าน่ะ มิได้มีความกล้าที่จะตัดสินใจเด็ดขาดอย่างเจ้าภาพของวีรบุรุษมันยึดติดอยู่ในใจของข้าอย่างแนบแน่นจนข้ามองไม่เห็นสิ่งใด และนี่ก็คือเส้นทางที่ข้าได้เลือกในอดีต”

            ภาพอดีตที่ปรากฏขึ้นได้ตัดมายังตอนที่ฟริเซออนกำลังจะออกรบ เขาได้ฝากให้กลุ่มอัศวินคอยปกป้องนาซิสเอาไว้และออกไปรบโดยที่ไม่ฟังคำของเตือนของเพื่อนตน เขาต้องการที่จะเดินตามความฝันตนต่อไป เขาใช้เวทมนต์อันยิ่งใหญ่ของตนขับไล่ศัตรูออกไปได้โดยที่แทบจะไม่มีใครล้มตายเลย เขากลับเข้าเมืองมาในฐานะวีรบุรุษผู้ปกป้องเมือง ปกป้องผู้คนอีกทั้งยังจบสงครามได้โดยที่แทบจะไม่มีใครเป็นอะไร แต่ราคาของการได้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่นั้นแสนแพง สิ่งเขาต้องแลกไปคือนาซิสหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขารักเขาเสียใจเป็นอย่างมาก เขาได้รู้แล้วว่าตัวเองนั้นโง่เพียงใดที่มองข้ามไปว่าสิ่งใดกันที่สำคัญที่สุดสำหรับตนเอง

            ฟริเซออนไล่ตามล่ากลุ่มอัศวินที่เขาได้สั่งให้ปกป้องนาซิส ในเมื่อไม่มีศพของพวกมันก็หมายความว่าคนที่ฆ่านาซิสจะต้องเป็นพวกมันอย่างแน่นอน เพียงไม่นานเขาก็สามารถจับตัวพวกมันได้และเค้นเอาความจริงว่าใครกันแน่ที่เป็นคนอยู่เบื้องหลังโดยสัญญาว่าจะไม่ฆ่าอัศวินเหล่านั้น และพอได้รู้ว่าคนที่สั่งให้สังหารภรรยาของตนคือขุนนางกลุ่มหนึ่งเขาจึงปล่อยพวกอัศวินกลุ่มนั้นไปตามที่ตนได้สัญญาไว้

            หลังจากนั้นฟริเซออนก็บุกเข้าไปในคฤหาสน์ของขุนนางเหล่านั้นแล้วจัดการสังหารพวกขุนนางจนหมดสิ้น แต่เพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกขุนนางเหล่านั้นชั่วช้าเพียงใด จึงทำให้ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษกลับกลายเป็นโจรลอบสังหารเหล่าขุนนางไปในวันเดียว

            ฟริเซออนถูกประณามและถูกจับขังเอาไว้ในคุก จากนั้นเพียงไม่นานก็เกิดสงครามขึ้นอีกครั้งเพราะฝ่ายตรงข้ามนั้นแม้จะพ่ายแพ้จนต้องล่าถอยกลับไปแต่ก็แทบจะไม่ได้เสียหายอะไรจึงยกกองทัพกลับมาใหม่ในเวลาไม่นาน แล้วก็เกิดสงครามขึ้นอีกหลายครั้ง

            ฟริเซออนรับรู้ได้ถึงสงครามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเขาจึงทำลายคุกออกมาเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้คน แต่ทว่าเมื่อเขาออกมาได้ภาพที่เขาได้เห็นนั้นทำให้เขาต้องเจ็บปวดอีกครั้ง เมืองที่เคยสวยงามกลับถูกเปลวไฟลามเลียไปทั่ว ซากเมืองที่พังทลายลง ผู้คนที่เขาพยายามจะปกป้องกลับทอดทิ้งลูกเมียเพื่อเอาตัวรอด บางคนก็อาศัยช่วงที่กำลังเกิดความวิบัติทำชั่วสารพัดไม่ว่าจะขโมยของ ปล้นฆ่า หรือแม้แต่ข่มขืนผู้อื่น กระทั่งคนที่เป็นครอบครัวเดียวกันก็ยังทำร้ายกันเองได้

            ฟริเซออนได้เห็นภาพนั้นจึงรู้สึกสิ้นหวังเขาทอดทิ้งทุกสิ่งแล้วออกจากเมืองมายังถ้ำที่อยู่ใกล้ๆกับเมืองจากนั้นก็ได้พบกับเด็กเผ่าเทพนามว่าราซิเอล ซึ่งราซิเอลก็กลายเป็นศิษย์ของฟริเซออนในเวลาต่อมา ราซิเอลนั้นมีพรสวรรค์ด้านเวทย์มนต์มากในเวลาต่อมาเขาก็พัฒนาความสามารถจนเป็นสร้างรูปแบบเฉพาะตัวของตนได้แม้จะไม่แข็งแกร่งเท่าฟริเซออนแต่หากเทียบกับจอมเวทย์อื่นๆแล้วล่ะก็ราซิเอลก็เหนือกว่าอย่างไม่ต้องคิด

            ฟริเซออนออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งก็ได้เห็นเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองกลับราบเป็นหน้ากลองเขาจึงตัดสินใจจะฝังทุกสิ่งทุกย่างลงจึงรวมพลังกับราซิเอลฝังเศษซากทุกสิ่งลงไปจนกลายเป็นหุบเหวลึกลงไป

            จากนั้นฟริเซออนก็ลงไปที่ก้นของเหวแล้วสร้างถ้ำพร้อมกับกลไกต่างๆเพื่อซ่อนเอาไว้ แล้วเขาก็สร้างวิหารขึ้นโดยใช้เมืองไวท์เฟียร์ เป็นต้นแบบจากนั้นเขาก็เลือกที่จะใช้ที่แห่งนี้เป็นที่ตายของตน เขาเปลี่ยนร่างของตนให้กลายเป็นรูปปั้นผลึกเวทมนต์สีฟ้าอ่อนเพื่อที่จะเก็บพลังนี้เอาไว้เพื่อว่าวันหนึ่งจะมีคนที่เหมาะสมนำมันไปใช้ได้ในทางที่แตกต่างจากเขา ก่อนที่เขาจะตายฟริเซออนได้สร้างอัญมณีที่สวยงามขึ้นโดยตั้งชื่อให้กับอัญมณีนั้นตามชื่อของภรรยาตนจากนั้นก็ใช้เวทมนต์ผนึกพลังแล้วส่งสร้อยนั้นออกไปเพื่อที่สักวันมันจะนำพาผู้ที่คู่ควรมายังที่แห่งนี้

            หลังจากที่ฟริเซออนจบชีวิตของตนโดยการเปลี่ยนร่างเป็นผลึกเวทมนต์ แล้วราซิเอลก็ทำการปิดสถานที่แห่งนี้และคอยเฝ้าปกป้องเรื่อยมาเพื่อจะรอให้มีผู้ที่เหมาะสมมาสืบทอดพลังของอาจารย์ของตน

            หลังจากที่ภาพอดีตนั้นหายไปฟริเซออนก็หันมากล่าวกับอากิระอีกครั้ง

    “เส้นทางที่ข้าได้เลือกนั้น นอกจากจะไม่สามารถปกป้องผู้เป็นที่รักได้แล้วยังไม่สามารถปกป้องสิ่งใดได้อีกเลย การที่ข้าเลือกที่จะปกป้องทุกสิ่งนั้นเป็นความคิดที่ผิดสินะ”

            อากิระยังคงมองไปที่ฟริเซออนด้วยใบหน้านิ่งเฉยแล้วกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเรียบจนไม่อาจบอกได้ว่าอารมณ์ของอากิระในตอนนี้เป็นเช่นไร

    “ผมบอกไม่ได้หรอกนะว่าคุณผิดหรือถูกเพราะผมไม่ใช่พระเจ้าที่จะสามารถตัดสินทุกย่างได้ แต่ว่านั่นก็คือเส้นทางที่คุณเลือกไม่ใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นก็จงแบกรับมันเอาไว้ซะเพราะนั่นแหละคือหลักฐานในการมีชีวิตของคุณ แล้วก็จงอย่าได้เสียใจกับการตัดสินใจนั้น สิ่งที่ผูกมัดคุณไว้ในตอนนี้น่ะไม่ใช่ความโกรธแค้น ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความอาลัยอาวรณ์ใดๆ แต่เป็นตัวคุณเองที่ยังไม่อาจยกโทษให้ตัวเอง”

            ฟริเซออนได้ฟังคำของอากิระก็หลับตาลง แล้วกล่าวออกมา “ถ้าหากเป็นเจ้าล่ะก็อาจทำในสิ่งที่ข้าไม่อาจทำได้ เจ้าอาจสร้างเส้นทางที่ต่างจากข้าได้” ฟริเซออนลืมตาขึ้นมาแล้วจ้องมองอากิระ

    “อากิระเอ๋ย เจ้าผ่านการทดสอบแห่งบรรพกาลแล้ว ข้าขอยอมรับเจ้าและมอบพลังของข้าให้กับเจ้า”

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับ อาชีพที่สอง จอมเวทย์บรรพกาล ค่ะ’

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับสัญลักษณ์แห่งบรรพกาลค่ะ’

    แล้วสร้อยอัญมณีแห่งความว่างเปล่าที่คอของเขาก็เปล่งแสงออกมา อัญมณีใสๆกลายเป็นอัญมณีสีแดงเข้มที่ประดับลวดลายสีทองเป็นขอบทุกด้านเอาไว้ และที่ขอบสีทองนั้นก็ประดับไปด้วยอัญมณีอีกหกสีรวมกันแล้วมันช่างดูงดงามจนยากที่จะหาอัญมณีใดมาเปรียบเทียบ

    ‘สร้อยอัญมณีที่ว่างเปล่า ระดับ 0ดาว ปลดล็อคเงื่อนไขสำเร็จ พัฒนาเป็นสร้อยอัญมณีสายรุ้ง นาซิส ระดับ 6 ดาวค่ะ’

    “จงรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้เถอะ อากิระ แล้วจงใช้พลังนั้นเพื่อเดินไปบนเส้นทางที่เจ้าต้องการ”

            สิ้นเสียงของฟริเซออนห้องที่มืดมิดก็กลับมาเป็นวิหารแห่งบรรพกาลอีกครั้ง แล้วรูปปั้นที่อยู่กลางห้องก็แตกสลายลงไป จากนั้นราซิเอลก็เดินเข้ามาหาอากิระพร้อมกับของบางอย่างในมือ

    “นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์สั่งเอาไว้ให้กระผมมอบให้กับผู้สืบทอดพลังของท่านครับ”  เขาพูดพร้อมกับส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้กับอากิระ ซึ่งอากิระก็รับมาแต่โดยดี

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับ เสื้อคลุมจ้าวมนตราแห่งอดีตกาล ระดับ 6 ดาว จำนวน 1 ชิ้นค่ะ’

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับหนังสือสุ่มเวทมนต์โบราณจำนวน 3 เล่มค่ะ’

    ‘ทูติสวรรค์แห่งมนตรา ราซิเอล สัตว์อสูรชั้นอัศวิน ระดับ 25 ต้องการเป็นผู้ติดตามของคุณค่ะ’

            หลังจากที่ได้ยินเสียงรายงานอากิระก็มองไปที่ราซิเอลด้วยสายตาประหลาดใจ ราซิเอลที่เห็นดังนั้นก็เข้าใจจึงกล่าวออกมา

    “กระผมได้ให้สัตย์สาบานไว้แล้วว่าจะติดตามและคอยช่วยเหลือผู้ที่ได้รับการสืบทอดพลังของอาจารย์ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านอากิระได้โปรดรับกระผมไว้เป็นผู้ติดตามด้วยเถอะครับ”

            อากิระแปลกใจเล็กน้อยที่วิธีการเรียกของราซิเอลเปลี่ยนไป แต่เขาก็เลิกคิดให้เสียเวลาแล้วตอบตกลงเพื่อยืนยันรับราซิเอลมาเป็นผู้ติดตาม

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับทูติสวรรค์แห่งมนตรา ราซิเอลเป็นผู้ติดตามค่ะ สามารถเช็ครายละเอียดได้ที่หน้าต่างผู้ติดตามค่ะ’

            จากนั้นอากิระก็สวมใส่เสื้อคลุมจ้าวมนตราแห่งอดีตกาล ทำให้มีเสื้อคลุมสีดำที่มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมที่ไม่มีชายเสื้อด้านหน้าหรือผ้าบริเวณลำตัวอยู่เลย มีเพียงปกคอและแขนเสื้อสีดำยาวที่รัดรูปและมีลวดลายสีทอง ผ้าคลุมสีดำที่เชื่อมต่อกับปกคอและแขนเอาไว้ปลิวสยายมีลวดลายขลิบสีทอง ที่บริเวณบ่ามีขนนกสีดำเชื่อมต่อกันเป็นขอบของหมวกฮู้ดคลุมหัวสีดำที่มีลวดลายสีทองเช่นเดียวกับแขนเสื้อและผ้าคลุม

            เมื่อสวมใส่ชุดใหม่เสร็จแล้วเขาก็ใช้งานหนังสือสุ่มเวทมนต์โบราณทั้งสามเล่มทันที

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับทักษะ เวทย์เพลิงระดับสาม – ระเบิดเพลิงอเวจี’

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับทักษะ เวทย์น้ำแข็งระดับสี่ – พฤกษาน้ำแข็งพิสุทธิ์’

    ‘ผู้เล่นอากิระได้รับทักษะ เวทย์สายฟ้าระดับหก – ศตอัสนีพิโรธ’

            หลังจากเสียงรายงานจบลงเขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วก็หันมาหาราซิเอล

    “งั้นก็ไปกันเถอะราซิเอล ผมยังมีที่ที่ต้องรีบไปอยู่อีก” อากิระกล่าวออกมา

    “ครับท่านอากิระ” ราซิเอลตอบออกมา

            พอสิ้นคำของราซิเอลก็ปรากฏวงแหวนเวทย์ขึ้นมา แล้วราซิเอลก็บอกให้อากิระขึ้นไปยืนบนวงแหวนเวทย์นั้น พออากิระขึ้นไปยืนบนวงแหวนเวทย์นั้นแล้วราซิเอลจึงเดินตามไป แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปยืนบนวงแหวนเวทย์นั้นเขาก็หันกลับมายังที่ๆเคยมีผลึกอยู่ ด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความอาวรณ์ออกมา

    ‘อาจารย์ครับ ผมจะดูแล และคอยช่วยเหลือ เจ้านายผู้สืบทอดพลังของท่านเองครับ ขอให้ท่านได้พักผ่อนให้สบายเถอะนะครับ’

             จากนั้นก็มีแสงสว่างคลุมร่างของเขาและราซิเอลแล้วทั้งคู่ก็หายไป ทิ้งให้วิหารแห่งบรรพกาลเหลือเพียงความว่างเปล่า

            อากิระและราซิเอลมาปรากฏตัวที่บริเวณชายป่าสีขาว ป่าสุดท้ายที่พวกเขาต้องเดินทางผ่านไปเพื่อจะยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ ยูโทเปีย

    “หืม ทำไมเรามาถึงที่นี่ได้เนี่ย” อากิระเอ่ยถามออกมา

    “เพราะวงเวทย์เคลื่อนย้ายนั้นสามารถมาได้ไกลที่สุดเท่านี้ครับ” ราซิเอลกล่าวตอบออกมา พอได้ฟังคำตอบอากิระก็พยักหน้ารับแล้วเขาก็ทำการเปิดหน้าต่างไอเทม และหน้าต่างผู้ติดตามของตนขึ้นมา เพื่อเช็คไอเทมใหม่และค่าสถานะของราซิเอล

     

    ไอเทมสวมใส่

    1.            เสื้อคลุมจ้าวมนตราแห่งอดีตกาล ระดับ 6 ดาว เพิ่มค่าสถานะทั้งหมด 30% (เพิ่มความสามารถของเวทมนต์ทุกประเภทที่ใช้ขึ้น 25% เพิ่มความสามารถในการฟื้นฟูพลังเวทย์ขึ้น 50%)

    2.            สร้อยอัญมณีสายรุ้ง นาซิส ระดับ 6 ดาว ค่าสถานะทั้งหมดเพิ่มขึ้น 30% (เพิ่มความสามารถในการฟื้นพลังทั้งหมด 25% เพิ่มพลังป้องกันความเสียหายจากทุกธาตุ 30% เพิ่มคุณสมบัติธาตุทั้งหมดให้กับการโจมตีทางกายภาพ)

     

    ค่าสถานะผู้ติดตาม

    ผู้ติดตาม

    1.            ชื่อ ทูติสวรรค์แห่งมนตรา ราซิเอล      เผ่า เทพ

    ชั้น อัศวิน         ระดับ 25

    พลังชีวิต 4,400,000   พลังเวทย์ 6,000,000

    พลังโจมตี 1,200    พลังโจมตีเวทย์ 8,310     พลังป้องกัน 2,000

    พลังป้องกันเวทย์ 7,090    ความเร็ว 1,321

            อากิระเห็นค่าสถานะของราซิเอลก็พ่นลมหายใจออกมา เขารู้ว่าในตอนที่สู้กันราซิเอลยังไม่ได้เอาจริง แต่ไม่นึกว่าจะมีพลังขนาดนี้ แล้วอากิระก็ยิ้มออกมา

    ‘ให้ตายสิเกมนี้มันน่าสนุกจริงๆ’

            อากิระคิดออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นซาซ่าก็ดี ราซิเอลก็ดี หรือแม้แต่วอยด์ก็ดี ยังมีสัตว์อสูรอีกมากมายที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว คิดแล้วมันช่างน่าสนุกจริงๆ

            จากนั้นอากิระกับราซิเอลก็มุ่งหน้าต่อไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เมืองยูโทเปีย สถานที่ที่กำลังจะจัดงานที่น่าสนุกขึ้นมา