มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 224 ปณิธานแห่งเทียนหมิง

บทที่224ปณิธานแห่งเทียนหมิง

 

        เสียงที่เย็นชาแต่ทรงพลังนี้นำพาความกดดันแลตรึงเครียดโถมมายังฝ่ายของผู้ฝึกญาณและพันธมิตรของพวกมันอีกครั้งเมื่อครู่พึ่งยินดีถึงขีดสุด ยินดีเป็นครั้งที่สอง แต่ความยินดีนี้ก็พังทลายลงสองครั้งสองคราโดยที่ไพ่ตายของพวกตนล้วนเปิดเผยไม่หลงเหลือแล้ว นี่นับเป็นความสิ้นหวังอย่างแท้จริงและความสิ้นหวังนี้ยังแทรกแซงไปถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของเหล่าศิษยานุศิษย์ผู้ที่เดินบนมหาวิถีเทวะวจนะด้วยคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ตกตายไปพร้อมกับมหาวิถีเทวะวจนะที่ถูกเรียกคืน มีเพียงผู้แข็งแกร่งที่รักษาชีวิตได้ทว่าพวกมันส่วนใหญ่ก็กลับกลายเป็นคนไร้พลังปาหาริย์ มิต่างจากขยะไร้ค่ากลุ่มหนึ่ง

         

        เสียงสั่นเครือสิ้นหวังและไร้ซึ่งศรัทธาเริ่มดังเป็นทอดๆทั่วนิกายเทวะวจนะ

        “ทำไม ทำไมถึงเป็นเช่นนี้"

         

        “ที่แท้พวกเราก็เป็นเพียงสุกรที่ถูกขุนไว้เพื่อเป็นอาหารหรอกหรือ"

         

        “พวกเราเป็นเพียงหนึ่งในเบี้ยที่ถูกวางไว้เพื่อให้มันกลืนกินสู่จุดสูงสุดหรอกหรือ"

         

        “เจ้าบัดซบเทียนหมิงเจ้ามันเทพอันจอมปลอม เจ้าต่างหากที่เป็นจอมมารแห่งปฐพี!”

         

        เปรี้ยง!!

         

        เสมือนสวรรค์ลงทัณฑ์ผู้ที่สบทด่ามหาเทวะเทียนหมิงเมื่อครู่ถูกอัสนีบาตรสีดำผ่าฟาดจนร่างแหลกลานเป็นผงธุลีปิดปากเหล่าคนเขลาเหล่านั้นจนหมดสิ้น ก่อนที่ร่างซึ่งกอปรรวมด้วยกลุ่มก้อนพลังอันดำมืดจะเยื้อย่างจากเสาพลังสีดำที่ทอดถึงแผ่นฟ้าออกมาหยุดยืนเผยโฉมให้ทุกสายตาได้เห็น

         

        ร่างนี้ย่อมเป็นมหาเทวะเทียนหมิงเพียงแต่รูปลักษณ์ใหม่ไร้สง่าราศีห่างไกลคำว่าเทพอย่างสิ้นเชิง ร่างของมันคงเหลือเคล้าความเป็นมนุษย์เพียงส่วนบนที่เหลือแต่ครึ่งร่างลงมาเป็นกลุ่มก้อนสีดำที่ชวนขนหัวลุกและน่าสะอิดสะเอียน มีกลิ่นอายแห่งความหนาวเหน็บเย็นเยือกราวกับอสูรตนหนึ่ง

         

        แต่รูปลักษณ์ภายนอกของมันแปรเปลี่ยนเพียงชั่วขณะครึ่งร่างสีดำนั้นชั่วอึดใจก็คืนรูปเป็นกายเนื้อ มีเพียงพลังที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มพูนขึ้นจนสุดหยั่งคาดในที่แห่งนี้หมดโอกาสที่ใครจะจัดการมันได้อีกแล้ว

         

        “โลกใบนี้ให้ความสำคัญกับรูปกายภายนอก”

        เมื่อออกมาจากเสาพลังสีดำมันก็กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมกับคว้ามือออกกลางอากาศลมหอบหนึ่งก็ดึงดูดเอาชุดคลุมแดงที่ขาดหวิ่นบนซากศพที่แห้งกรังลอยเข้ามาในมือมันสวมชุดคลุมแดงดังกล่าวสวมทับชุดที่เหลือเพียงครึ่งบนของตน

        “เช่นนั้นจึงต้องรักษาภาพลักษณ์ให้น่าชมมองอยู่ตลอด...น่าขันสิ้นดี ความคิดที่แสนต่ำต้อยของมนุษย์”

         

        หลงผิงมิอาจไม่ฝืนร่างกายนางพยายามแผดผลาญพลังชีวิต วาดมหัศจรรย์ไท่จี๋บนฝ่ามือ บีบอัดพลังญาณทั้งหมดก่อเกิดวงพลังที่อัดแน่นเต็มเปี่ยมขนาดเล็กในอุ้งมือพร้อมทะยานส่งฝ่ามือหวังประทับลงยังร่างของมหาเทวะเทียนหมิง แต่ฝ่ามือของนางยังไม่ทันถึงตัวของเทียนหมิงเป็นฝ่ามือที่กอปรรวมไปด้วยพลังยุทธ์มหาศาลของเทียนหมิงที่ยื่นออกทั้งเคลื่อนไหวได้ราวกับอสรพิษพุ่งสวนขย้ำเข้าที่ลำคอของนางก่อน จนหลงผิงร่างชะงักค้างเติ่งกลางอากาศ แรงบีบของฝ่ามือแห่งเทียนหมิงทำให้นางต้องกระอักโลหิตคำใหญ่นำพาให้พลังไท่จี๋สลายไปคนมิอาจรุกคืบต่อ

         

        “ลูกแม่!”

        หลงฮูหยินคิดเข้าไปช่วยบุตรีทว่าขาขยับได้ไม่ถึงครึ่งก้าว พลังอันรุนแรงที่สะท้อนรอบกายของเทียนหมิงก็ซัดออกรอบบริเวณจนผู้คนกระเด็นระเนระนาดล้มกลิ้งไปคนละทิศละทางหลงฮูหยินบาดเจ็บยากหยัดยืน ร่างชราของอวิ๋นเซี่ยวซุนเองก็มิอาจทำอะไรได้เช่นเดียวกันพลังทั้งหมดโอนถ่ายให้หลงผิงจนสิ้น ส่วนพลังก้นหีบมันก็ใช้ในแผนการรั้งตัวของเทียนหมิงไปแล้วแผนควรสำเร็จตั้งแต่ตอนนั้น ทว่าใครจะคิดว่าเทียนหมิงกลับมีไพ่ตายซ่อนไว้เหมือนกัน!

         

        บัดนี้ไม่ว่าจะอวิ๋นเซี่ยวซุนธรรมบาลปัญญา ตั้วซุนหง ปู้ชิงเถา เส้าเทียน หรือผู้ที่ร่วมอุดมการณ์ในฝ่ายพวกมันล้วนมิอาจหยัดยืนสู้ได้พวกมันล้วนหมดปัญญาและหนทางแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เดินอยู่ในเส้นทางแห่งมหาวิถีเทวะวจนะพวกมันดูไร้ค่ายิ่งกว่าประชาชนธรรมดาที่ติดร่างแหร่วมงานมหาพิธีมงคลสมรสเสียอีก

         

        ธรรมบาลมุทรากระอักโลหิตระลอกแล้วระลอกเล่านางใช้สายตาที่ไม่นึกฝันมองมือที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะยก มองความว่างเปล่าแห่งวจนะมุทราด้วยสติอันเลื่อนลอยจากที่เคยอยู่จุดสูงสุด ถูกผู้ที่ตนเลื่อมใสศรัทธาหักหลัง พลังปาฏิหาริย์คืนกลับสู่ความว่างเปล่าพลังชีวิตถูกสูบกลืนไม่น้อยกว่าครึ่ง แม้ยังไม่ตายก็ดูจะไม่ต่างจากคนตาย ท้ายที่สุดนางก็ต้องแผดเสียงร่ำร้องจนแทบขาดใจ

         

        นี่ก็คือสิ่งตอบแทนของมหาเทวะ

         

        ผู้คนล้วนหวาดกลัวมันสายตาที่เคยมองสมมุติเทพ บัดนี้ราวกับว่าได้แปรเปลี่ยนอย่างกระทันหัน ในแววตาของทุกคนเทียนหมิงได้กลายเป็นเทพมารไปแล้ว

         

        ปฐพีหมดสิ้นซึ่งความหวังอย่างแท้จริง

         

        เทียนหมิงที่บีบเกร็งลำคอของหลงผิงมันคลายฝ่ามือเล็กน้อยเพื่อมิให้นางตกตายทันที แล้วหันไปกล่าวกับอวิ๋นเซี่ยวซุนว่า

        “ไพ่ตายของเจ้าซ่อนไว้ได้นานจริงๆ"

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนตอบกลับ

        “แต่ไพ่ตายของเจ้ากลับซ่อนได้นานกว่า"

         

        เทียนหมิงไม่ว่าจะสถานการณ์ใดมันก็ยังแสดงสีหน้าที่ดูเย็นชาราวผู้หลุดพ้นแม้ขณะที่แย้มยิ้มมุมปากก็ยังคงให้ความรู้สึกเย็นชายากรับรู้ถึงอารมณ์ที่แท้จริง

        “ไพ่ตายอย่างนั้นหรือ…”

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนได้ฟังประโยคนี้ถึงกับเสียวสันหลังวาบเพราะมันสัมผัสได้ถึงเจตนาแฝงในคำกล่าว

         

        นี่ยังไม่ใช่ไพ่ตายของมัน!

         

        เทียนหมิงยังกล่าวต่อไปว่า

        “การที่ข้าสังหารผู้ฝึกญาณทุกคนโดยเฉพาะการกวาดล้างสายเลือดแห่งสองตระกูลในตำนาน เจ้าคิดว่าข้ากระทำไปเพราะหวาดกลัวจริงๆหรือ”

         

        คำกล่าวนี้ทำให้หลายผู้ได้ฉุกใจคิดมหาเทวะเทียนหมิงมีตัวตนแลเพาะบ่มพลังฝีมือมาอย่างเนิ่นนาน เช่นนั้นจะเกรงกลัวเพียงสายเลือดที่เจือจางจากยุคสู่ยุคทำไม

         

        แล้วมันต้องการอะไร?

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนขมวดคิ้วคิดไปถึงตัวตนที่ชั่วร้ายในอดีตนับพันปี

        “หรือว่า…”

         

        เทียนหมิงกล่าวอย่างเนิบช้า

        “ผู้คนที่อยู่บนโลกนี้ล้วนเกิดมาภายใต้วัฏสังขารเจ้าหรือแม้แต่ข้าเองก็หนีไม่พ้น เหตุการณ์ฟ้าเปิดที่เขาเถาหมิงซานเป็นสิ่งยืนยันชั้นดีสวรรค์มิอาจปล่อยให้เจ้าอยู่เหนือวัฏสังขารได้อีกแล้ว ข้าไม่รู้เจ้าใช้วิธีใดหลบรอดจากฟ้าเปิดในครานั้นทว่าดูเจ้าในตอนนี้คงมิอาจหลบรอดอีกต่อไป จะมีประโยขน์อันใดหากแข็งแกร่งแล้วสุดท้ายก็มิอาจหนีพ้นวัฏสังขาร…ข้าต้องการแข็งแกร่งเพื่อปกครองโลกหล้า ข้าปกครองโลกหล้าได้แล้ว แต่ช่วงเวลาแห่งชีวิตของมนุษย์ช่างน่าสงสารนักอยู่ไม่กี่สิบปีก็ต้องตาย หากตายเร็วขนาดนั้นการปกครองปฐพีจะเกิดประโยชน์อันใด จะแข็งแกร่งมีพลังอำนาจไปเพื่ออะไรในเมื่อสุดท้ายแล้วก็ต้องคืนกลับสู่ความว่างเปล่าซึ่งข้าไม่ยอมแน่ ข้าจึงได้คิดค้นกฎเกณฑ์หนึ่งขึ้นมา คือการใช้เสี้ยววิญญาณของตนปลูกฝังในผู้คนสิ่งนี้ทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนไม่ธรรมดา พวกมันได้พลังปาฏิหาริย์แต่ข้าได้พลังชีวิตสิ่งนี้ได้ถูกผู้คนยกย่องให้เป็นมหาวิถีแห่งเทวะวจนะ…”

         

        หยุดเล็กน้อย ก่อนมันจะกล่าวต่อ

         “ทว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความทะเยอทะยานมุมานะสิ่งที่ข้าได้ประโยชน์ พวกมันเองกลับฝึกฝนจนก่อประโยชน์กับพวกมันอย่างยิ่งยวด พลังเพิ่มพูนขึ้นอาจเทียบชั้นข้าได้ในอนาคตซึ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่ตามมาภายหลัง ข้าจึงได้คิดค้นกฎเกณฑ์แลปรับปรุงใหม่ ทำให้ถือกำเนิดคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาและนั่นก็ทำให้ข้าได้รับพลังจากภาชนะมนุษย์เหล่านั้นเพิ่มพูนความแข็งแกร่งโดยที่ไม่จำเป็นต้องฝึกปรือปล่อยให้ภาชนะเหล่านั้นเพียรพยายาม ข้าเองก็เพียงรอเก็บเกี่ยวแลหลอมรวมพลังให้สมดุลก็พอนั่นทำให้ข้าทั้งมีพลังและหนีอายุขัยได้แล้ว… แต่นั่นก็ยังมิอาจหนีกฎแห่งวัฏสังขารที่แท้จริงได้เสียทีเพราะโลกนี้หาได้มีเพียงภพเดียวไม่ ยังมีภพสวรรค์จอมแส่ที่มักกำหนดและขีดชะตาชีวิตอันไร้สาระให้แก่ผู้คนข้าย่อมต้องหนีพวกมัน แต่โลกแห่งนี้ช่างแคบนักจะหนีไปที่ใดพ้น ซักวันหนึ่งเทพจอมแส่เหล่านั้นต้องมาเยือนข้าเช่นเดียวกับที่เคยไปหาเจ้าข้าจึงมิอาจทนเฉยรอพวกมันมา ข้าจะขับไล่พวกมัน ซึ่งหนทางที่จะขับไล่เทพเหล่านั้นได้คือข้าต้องแข็งแกร่งกว่าพวกมัน…จะทำเช่นนั้นได้ย่อมมีพวกเจ้าเหล่าผู้ฝึกญาณเป็นตัวแปร โดยเฉพาะสายเลือดแห่งสองตระกูลในตำนาน"

         

        กล่าวมาอย่างยืดยาวเทียนหมิงค่อยหันมาสนใจที่ตัวของหลงผิง

        “คราแรกข้าคิดว่าเจ้าคือเทวีแห่งข้าผู้ที่เป็นแสงสังหารแห่งวจนะด้วยความพิเศษที่มหาวิถีเทวะวจนะของนางเปิดเองโดยที่มิผ่านการใช้เสี้ยววิญญาณของข้าข้าจึงคิดใช้ความพิเศษซ่อนแฝงของนางบูชายัญเพื่อควบรวมพลัง ใช้งานพิธีสมรสล่อพวกผู้ฝึกญาณนอกรีตที่แค้นข้ามาแล้วใช้พลังที่ควบรวมจากนางนั้นจัดการเหล่าผู้ฝึกญาณเพื่อชิงเอาพลังญาณและพลังชีวิตทั้งหมดทว่าใครจะคิด เจ้ากลับมิใช่แสงสังหารแห่งวจนะ เจ้ากลับเป็นไพ่ตายของฝ่ายศัตรู เป็นสายเลือดอันน่ารังเกียจแห่งสองตระกูลใหญ่หากข้าไม่สร้างภาชนะมนุษย์เอาไว้คงตกตายไปแล้ว ทำให้ข้าต้องเผยไพ่ตายใบแรก แต่ภายใต้เรื่องร้ายยังมีเรื่องดีเพราะเจ้ากลับเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายที่ข้าตามหา เป็นไพ่ตายที่เหนือกว่าพลังวิญญาณของผู้ฝึกญาณชั้นต่ำทั้งปวงเป็นไพ่ตายที่จะทำให้ข้าสู้กับเหล่าเทพที่แท้จริงได้!”

         

        หลงผิงกัดฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า

        “เจ้าหมายความว่าอะไร"

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนคว้ามืออกไปอย่างยากลำบาก

        “อย่า...”

         

        ธรรมบาลปัญญาที่นอนหายใจหอบหนักพลันมองไปที่ผาอดีตลางสังหรณ์ของมันกระตุ้นเตือนถึงสิ่งที่เคยคิดไว้ เสมอมาวิญญาณของเหล่าผู้ฝึกญาณเมื่อถูกชิงมาจะถูกถ่ายทอดลงยังผาอดีตตอนแรกมันไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ พอได้ประสบกับเหตุการณ์ย้อนคืนสู่อดีต มันก็ยิ่งไม่เข้าใจจุดประสงค์แห่งการมีผาอดีตมีเพียงความรู้สึกว่าผาแห่งนี้ไม่ควรดำรงอยู่อีกต่อไป เป็นเหตุให้มันต้องหาทางทำลายทว่าสุดท้ายมันมิอาจทำลายได้ บัดนี้มันจึงกำลังจะได้เห็นในข้อสงสัย

         

        ไพ่ตายใบสุดท้ายที่จะใช้สู้กับเทพของเทียนหมิงก็คือผาอดีต

         

        ส่วนกุญแจสู่ไพ่ตายสุดท้ายก็คือหลงผิง

         

        มวลพลังอันมหาศาลที่ราวกับหลุมดำไร้ก้นบึ้งหมุนวนขึ้นบนฝ่ามือที่บีบเกร็งลำคอของหลงผิงดึงดูดเอาแก่นญาณชีพจรฟ้าในกายของนางอย่างตะกละตะกลาม แม้พลังญาณจะทุ่มใช้จนหมดไปกับการโจมตีโดยพลังแห่งโลกาแต่ซักพักก็ต้องฟื้นฟูคืนกลับเพราะแก่นญาณชีพจรฟ้ายังอยู่ แก่นญาณชีพจรฟ้านี้ถูกขัดเกลามาอย่างดีก่อกำเนิดจากสายเลือดแห่งเทวะ เข้าถึงพลังธรรมชาติอย่างเป็นเลิศ อีกทั้งยังได้รับการถ่ายทอดหลอมรวมจากพลังในส่วนของอวิ๋นเซี่ยวซุนมานับพันปีแก่นญาณชีพจรฟ้านี้จึงนับเป็นพลังญาณที่ดีที่สุดในรอบหลายร้อยปีจะค้นพบ และก็เป็นมวลพลังญาณที่เพียงพอต่อการเติมเต็มผาอดีต!

         

        การดึงเอาแก่นญาณชีพจรฟ้าโดยที่ร่างหลักยังมีชีวิตพลังแห่งแก่นญาณจะสมบูรณ์เต็มสิบส่วน เป็นผลให้เทียนหมิงไม่สังหารหลงผิงในทีเดียว แต่เมื่อไร้ซึ่งแก่นญาณนางก็นับว่าเป็นคนธรรมดาที่ไร้ค่านางหนึ่งแล้ว หลงผิงถูกขว้างให้ร่างลอยละลิ่วตกไปไกลหลงฮูหยินได้ตะเกียกตะกายมาโอบกอดร่างของบุตรีด้วยน้ำตา ยังดีที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจของนางอยู่แม้จะหายใจรวยรินก็ตามที

        “ผิงเอ๋อลูกทำใจดีๆ ไว้ ลูกจะต้องไม่เป็นอะไร”

         

        การดึงแก่นญาณชีพจรฟ้าโดยร่างหลักที่มีชีวิตแน่นอนว่าเป็นวิธีที่เสี่ยงต่อผู้ใช้วิธีนี้ ทั้งยังสูญเสียพลังอย่างมหาศาล เป็นเหตุให้เสมอมาเทียนหมิงมันไม่เสี่ยงที่จะทำ

         

        เทียนหมิงในตอนนี้จึงอยู่ในสภาพที่อ่อนแรงดูไร้พลังและรอการพักฟื้นดีที่ผู้คนในที่นี้ไม่มีตัวตนใดทำอันตรายมันได้อีกแล้ว และดีที่ผลลัพธ์ที่มันยอมเสี่ยงเป็นไปตามที่มันวาดหวัง

         

        ด้วยแก่นญาณแห่งชีพจรฟ้าของสายเลือดสุดท้ายแห่งเทวะกอปรรวมกับพลังญาณนับพันปีของอวิ๋นเซี่ยวซุนที่หลอมรวม เหล่านี้ได้ทำให้ผาอดีตบังเกิดปฏิกิริยาหน้าผากำลังหมุนวนไปตามลวดลายที่ราวกับก้นหอย ก่อนบังเกิดมวลพลังอันดำมืดหมุนวนกลืนกินปรากฏลักษณะที่เหมือนกับหลุมดำที่มีพลังดึงดูดอันมหาศาล ซึ่งหลุมดำบนผาอดีตนี้กำลังถูกเทียนหมิงใช้พลังที่คล้ายกับหลุมดำซึ่งดึงดูดเอาแก่นญาณชีพจรฟ้าของหลงผิงก่อนหน้ามายื้อยุดฉุดแย่ง

         

        เสมือนเทียนหมิงพยายามจะดึงดูดบางสิ่งออกมาจากผาอดีต!

         

        “ข้ารอคอยเวลานี้มานานมากแล้ว"

         

         

         

         

         

         

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน