ภายในหอจื่ออวิ๋นแบ่งที่นั่งออกเป็สองฝั่ง ฝั่งชายและฝั่งหญิงนั่งแยกกันคนละด้าน โดยมีฉากกั้นผ้าโปร่งบางเบากั้นกลางไว้ เมื่อมองผ่านผ้าโปร่งซายานเหว่ยอันบางเบาก็สามารถมองเห็นแเื่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างเลือนราง
กัวอวี้หลานกำลังจ้องมองกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ที่สวมชุดขุนนางสีเขียวพระราชทานจากฮ่องเต้พร้อมปักดอกซิ่ง ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นางขยับเข้าไปใกล้กัวอวี้ซิ่วผู้เป็พี่สาว แล้วกระซิบว่า "ซิ่วเหนียง เ้าดูสิ มีชายชราอายุมากปานนั้นสอบได้เป็บัณฑิตจบใหม่ด้วย ดูท่าทางคงจะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองแล้วกระมัง"
นางชี้ไปที่ชายชราผมขาวโพลนท่ามกลางกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ พลางยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ
กัวอวี้ซิ่วปรายตามองแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างเ็า "ก็แค่พวกบัณฑิตยากจนคร่ำครึ อายุขนาดนี้สอบติดบัณฑิตได้ก็นับว่ามีบุญพาวาสนาส่งแล้ว จะมีสักกี่คนที่ประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อย"
กัวอวี้หลานจัดแจงผ้าเช็ดหน้าในมือไปพลาง สายตาก็จับจ้องไปทางนั้นไม่วางตา ดวงตากะพริบปริบ ๆ "ไม่ใช่หรอกนะ เ้าดูสิ ตรงนั้นมีคุณชายหนุ่มรูปงามอยู่คนหนึ่ง..."
ท่ามกลางกลุ่มบัณฑิตวัยกลางคน กลับมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหมดจดนั่งอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดขุนนางสีเขียวคาดเข็มขัดสีแดงสด ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้างดงามดั่งหยกดูโดดเด่น
เขากำลังพูดคุยด้วยรอยยิ้มกับบัณฑิตหนุ่มหลายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่วงท่ากิริยาล้วนสง่างามและสุภาพอ่อนโยน ทำเอากัวอวี้หลานมองจนละสายตาไม่ได้ไปพักใหญ่
กู้ิจูกำลังสั่งให้อาปี้ไปเรียกนางกำนัลมาเปลี่ยนเครื่องดื่มให้ตน พอได้ยินกัวอวี้หลานพูดเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองตามไป
เพียงแวบเดียวเท่านั้น นางก็ถึงกับนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เนิ่นนานกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้
นั่นคือเจิ้งอวี้! ไม่ผิดแน่ เป็เขา!
ความรู้สึกอัปยศอดสูที่ไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้เอ่อล้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แทรกซึมไปทุกอณูขุมขนทั่วร่าง ทำให้นางดิ้นรนหนีไม่พ้น
หอจื่ออวิ๋นที่แสนคึกคักและงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ในหอแห่งนี้ค่อย ๆ ซีดจางและเลือนหายไปอย่างเงียบงัน ภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายฉายชัดขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้ง
นั่นคือความทรงจำครั้งสุดท้ายของนาง วันที่สามเดือนแปด ปีหยวนชิ่งที่แปด จวนเสียนอ๋องเพิ่งได้รับราชโองการแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาท
ทั่วทั้งจวนประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสัน บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ ผู้มีอำนาจ และเชื้อพระวงศ์ต่างพากันมาแสดงความยินดีกันอย่างไม่ขาดสาย หลี่อวี้ให้นางจัดเตรียมงานเลี้ยงรับรองกว่าสิบโต๊ะที่เรือนหน้าเพื่อต้อนรับแเื่ ชั่วขณะนั้นจวนเสียนอ๋องจึงเต็มไปด้วยความครึกครื้น
เดิมทีนางกำลังจัดการดูแลทุกอย่างด้วยความเบิกบานใจอยู่ที่เรือนชั้นใน อีกไม่กี่วันก็จะต้องย้ายไปอยู่ตำหนักบูรพาแล้ว มีเื่ต้องจัดการมากมาย
อีกทั้งการที่นางรอดพ้นจากความเป็ความตายและความทุกข์ทรมานมาหลายครั้งหลายคราในชาตินี้ หลบหลีกจากการถูกคิดร้ายและถูกทำร้ายมาได้มากมาย จนในที่สุดก็ได้สมปรารถนาแต่งงานเข้าจวนเสียนอ๋อง ทั้งยังร่วมเป็ร่วมตาย คอยวางแผนและช่วยเหลือเขา
ความรักของสามีภรรยาลึกซึ้งหนักแน่น ในที่สุดความทุกข์ก็ผ่านพ้นไป ความสุขก็มาเยือน พรุ่งนี้เขาจะถวายฎีกาขอแต่งตั้งนางเป็พระชายาเอกองค์รัชทายาทแล้ว
ทว่าตอนที่นางได้รับคำบอกเล่าจากสาวใช้ตัวน้อยว่าเขาเมาเหล้าและกำลังพักผ่อนอยู่ที่ห้องปีกของเรือนหน้า และนางรีบร้อนไปดูแลเขานั้น กลับถูกคนกดทับลงบนเตียงของเขาอย่างแรง
เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของนางถูกอุดไว้ในลำคอ นางได้แต่มองดูคนผู้นั้นฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางด้วยความสิ้นหวัง
คนผู้นั้นคือเจิ้งอวี้ เพียงแต่ในตอนนั้นเขาไม่ใช่บัณฑิตขุนนางจบใหม่อีกต่อไป แต่เป็ขุนนางในตำหนักบูรพาของอดีตรัชทายาทหลี่หง ได้รับความไว้วางใจจากหลี่หงเป็อย่างมาก
แต่เขากลับมาร่วมแสดงความยินดีในตอนที่อดีตรัชทายาทถูกเนรเทศไปที่หลูโจว และเสียนอ๋องได้รับการแต่งตั้งเป็องค์รัชทายาท ทั้งยังบังอาจล่วงเกินนางที่กำลังจะได้เป็พระชายาเอกองค์รัชทายาทในอนาคต...
ในตอนที่เจิ้งอวี้ฉีกเสื้อคลุมตัวนอกของนางออก หลี่อวี้ที่นอนเมามายไม่ได้สติอยู่บนเตียงก็ตื่นขึ้นมา และเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี!
เื่ราวหลังจากนั้น นางจำได้ไม่ชัดเจนนัก จำได้เพียงว่าเจิ้งอวี้คุกเข่าต่อหน้าหลี่อวี้ด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
บอกว่าตนกับนางแอบลักลอบคบหากันมานานแล้ว ครั้งนี้เป็เพราะเมาจนขาดสติ ได้รับจดหมายลับจากนางเพื่อนัดหมายให้มาพบ จึงได้มาพบนางที่นี่
กระดาษลายดอกท้อที่เขาหยิบออกมานั้นเป็ลายมือของนางจริง ๆ แม้แต่นางเองก็ยังมองไม่เห็นข้อบกพร่องแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุดหลี่อวี้ก็ไม่เชื่อว่านางเป็ผู้บริสุทธิ์ เขาฉีกฎีกาขอแต่งตั้งนางเป็พระชายาเอกองค์รัชทายาททิ้ง และให้นางเลือกเป็ครั้งสุดท้าย ว่าจะแสร้งทำเป็ป่วยแล้วไปบำเพ็ญเพียรที่อารามชิงเหลียน หรือจะยอมถูกหย่าและกลับไปที่สกุลกู้
ในตอนนั้นสกุลกู้ไม่มีที่ยืนให้นางอีกแล้ว ท่านพ่อหมดศรัทธาในการกระทำของนางที่จวนเสียนอ๋อง และไม่สนใจเื่ของนางอีกต่อไป หลัวซื่อคลอดบุตรชายสายตรง กำลังได้ใจ นางกลับไปไม่ได้อีกแล้ว
ในที่สุดเมื่อหมดหวัง นางก็พาสาวใช้คนสนิทสองสามคนเก็บข้าวของมีค่า นั่งรถม้ามุ่งหน้าสู่อารามชิงเหลียนบนูเาหลีซานด้วยความสิ้นหวัง
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ รถม้าเพิ่งเข้าสู่หุบเขาได้ไม่นานก็พบกับโจรป่า ม้าตื่นตระหนก วิ่งเตลิดออกนอกเส้นทาง และพลิกคว่ำตกหน้าผาไป
บางทีจนถึงวินาทีที่ความตายมาเยือน นางก็ยังคงมีความแค้น! แค้นที่เจิ้งอวี้ใส่ร้ายอย่างหน้าด้าน ๆ แต่ยิ่งแค้นที่หลี่อวี้เ็าไร้หัวใจ
ความรักฉันสามีภรรยาตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่เขากลับไม่คำนึงถึงความผูกพัน เชื่อคำพูดเพียงฝ่ายเดียวแล้วทอดทิ้งนางไป ทุกครั้งที่นึกถึงเื่นี้ ความเ็ปที่ทิ่มแทงหัวใจก็ทำให้นางแทบทนไม่ไหว
ดังนั้น ในชาตินี้นางจึงไม่คิดจะแต่งงานเข้าจวนเสียนอ๋องอีกแล้ว ไม่คิดจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการพระราชทานสมรสอีก นาง้าชะตาชีวิตที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
บางทีการทำลายชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น จึงจะทำให้นางไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับวงจรแห่งความเ็ปซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้
กู้ิจูค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายที่ตึงเครียดลง สะกดกลั้นอดีตอันมืดมนที่ปะทุขึ้นในใจลงไปอย่างช้า ๆ ข้างกายยังคงเป็หอจื่ออวิ๋นที่คึกคัก มีแต่เสียงชนแก้วและเสียงหัวเราะพูดคุย
เมื่อมองผ่านฉากกั้นผ้าโปร่งบางเบาไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาของเจิ้งอวี้ฝั่งตรงข้าม ในที่สุดสีหน้าของนางก็สงบนิ่งดั่งบ่อน้ำไร้ระลอก
นางละสายตากลับมา แล้วเอ่ยกับอาปี้ที่อยู่ด้านหลังว่า "เมื่อวานข้าสอนลายปักใหม่ให้เ้าไปแล้ว วันนี้ทำไมถึงยังใช้ถุงหอมใบเก่าอยู่อีก ยังไม่รีบไปเปลี่ยนใบใหม่มาอีกหรือ"
พูดพลาง นางก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์ ปลดถุงหอมที่เอวส่งให้อาปี้ที่อยู่ด้านหลัง
อาปี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับถุงหอมมาแล้วตอบเสียงเบา "เป็ความผิดของบ่าวเองเ้าค่ะ กลับไปแล้วจะเปลี่ยนถุงหอมใบใหม่ให้คุณหนูนะเ้าคะ"
กัวอวี้ซิ่วที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่บนที่นั่งตลอดเวลาบังเอิญได้ยินเข้าพอดี นางปรายตามองถุงหอมในมืออาปี้แวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี ทอดสายตามองไปยังที่นั่งประธานซึ่งมีม่านลูกปัดบังอยู่ด้วยความคาดหวัง
เสียงระฆังทองแดงดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ นางกำนัลต่างพากันถอยออกไป และคุกเข่าลงที่ด้านหลังที่นั่ง หอจื่ออวิ๋นที่เคยคึกคักก็เงียบสงบลงในพริบตา
เหล่าฮูหยินพากันพาลูกสาวลุกขึ้นยืน และพร้อมใจกันคุกเข่าลงทำความเคารพ
ฮองเฮาและองค์ชายหลายพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว
.
.
.