ภาพของหน้าอกด้านซ้ายตรงส่วนหัวใจที่ถูกแหวะจากเมื่อวานจ้าวหานยังจำได้ไม่ลืมเลือน แล้วเมื่อคืนดันมีเหตุการณ์ชวนสยองเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่แปลกหากเธอจะตื่นกลัว จนต้องรีบมาดักรอหลินอู๋เฉินตั้งแต่เช้าแดดยังไม่ทันออก
“เช้านี้ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย ไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยคุย ขึ้นรถสิ”
โดยไม่รอคำตอบ หลินอู๋เฉินกดรีโมทกุญแจ เข้าไปนั่งในรถ
“ดะ...ได้สิ” จ้าวหานพยักหน้ารับ เข้าไปนั่งอีกฝั่ง
จากนั้นซูเปอร์คาร์คันสีแดงก็ส่งเสียงคำรามเหมือนสัตว์ร้าย พุ่งออกไปจากมหาลัย
อย่างรวดเร็วเขาได้ถึงโรงแรมการ์เด้นกรีน
ทันทีที่ลงจากรถเขาก็ได้รับการดูแลจากพนักงาน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หลินอู๋เฉินมากินอาหารที่นี่บ่อยครั้ง พนักงานทุกคนแทบจะรู้ว่า ผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆ คนนี้นี่แหละ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงแรมการ์เด้นกรีน
จ้าวหานรีบเดินตามเขาเข้าไปในโรงแรม ระหว่างทางอดถามไม่ได้ว่า “ไหน...บอกว่าจะกินข้าวไง ทำไมถึงพาฉันมาที่โรงแรม”
เธอรู้ว่าไม่มีทางสวยสู้คุณหนูเหวินได้ เป็นไปไม่ได้ที่หลินอู๋เฉินจะสนใจ หรืออยากจะเป็นกิ๊ก แต่เพราะที่นี่คือโรงแรมชื่อดัง แถมยังเดินเข้ามากันสองคน เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวจะคิดในด้านลบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“กินข้าวที่โรงแรมไง หรือเธอไม่เคยมากิน” เขายิ้มตอบเฉยเมย แล้วนั่งลงบนโต๊ะตัวกลมที่ยังว่างอยู่
จ้าวหานมีท่าทางลังเล แต่สุดท้ายก็นั่งลง
“ไม่...ก็อยากกินนะ แต่ฉันไม่เคยกินข้าวในโรงแรม ราคาของมันไม่ใช่ถูกๆ ฉันกับพี่สาวไม่มีทางกินหรอก”
“ประหยัดจังนะ เห็นเหวินจิงบอกว่าเธอความจำดีมาก คอยช่วยปรับแต่งเครื่องยนต์กลไกก่อนลงสนามด้วยนี่นา จะไม่มีเงินได้ยังไง”
“ก็...ก็...เราสองคนพี่น้องต้องหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ได้มีคนคอยให้เงินนี่นา ทำงานได้มาก็ต้องเก็บไว้ใช้ในยามเจ็บป่วย จะเอาไปใช้จ่ายส่วนตัวได้ยังไง”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่คำพูดของเธอเหมือนกับกำลังเหน็บแนมพวกลูกหลานคนรวยรุ่นที่สอง ที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
“คุณหลิน เช้านี้จะรับอะไรดีครับ” ผู้จัดการหม่าเมื่อได้รับข่าวจากพนักงานรับรถว่าผู้ถือหุ้นเดินทางมาถึง ก็รีบเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองทันที
“ของราคาแพงที่สุด เอามาให้เต็มโต๊ะอย่างละสองชุด” หลินอู๋เฉินโบกมือ ท่าทางยังไงก็ได้
“ได้เลยครับ” ผู้จัดการหม่าพยักหน้า
แม้เขาจะไม่เคยเห็นหน้าจ้าวหานมาก่อนแต่ไม่มีทางเสียมารยาทด้วยการถามเรื่องส่วนตัวเด็ดขาด นั่นคือกฏของการเป็นผู้จัดการที่ดี ไม่ยุ่งเรื่องเจ้านายเกินความจำเป็น
พอผู้จัดการหม่าเดินออกไป จ้าวหานถึงได้ถามว่า “สั่ง...สั่งมาเยอะเกินไปหรือเปล่า อย่างละสองเลยนะ แบบนั้นจะกินหมดได้ยังไง”
“ก็สั่งให้เธอด้วยไง”
“เอ๋...ให้ฉันเหรอ ทำไมล่ะ”
“ดูจากสีหน้าของเธอและขอบตาคล้ำๆ นั่น คงเฝ้าพี่สาวแทบไม่ได้นอนพักเลยสินะ กินของดีๆ สักหน่อยเถอะ มื้อนี้เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”
“ขะ...ขอบใจ แต่ว่านายคงมากินที่นี่บ่อยสินะ เขาคนเมื่อกี้ถึงได้สนิทสนมกับนายเป็นพิเศษ“
“กินบ่อยไหมก็ใช่ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ต้องพูดว่าเพราะฉันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงแรมการ์เด้นกรีนต่างหากล่ะ”
“หา...จริงเหรอเนี่ย”
จ้าวหานกระพริบตาปริบๆ เรื่องนี้เธอไม่เคยรู้มาก่อน อีกทั้งเหวินจิงก็ไม่เคยเล่าให้ฟัง เธอทั้งแปลกใจทั้งตกตะลึง จนรู้สึกว่าชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนเหมือนกับหุบเขาลึกที่ยากจะมองเห็นก้นหลุม
อย่างรวดเร็วอาหารถูกยกมาเสิร์ฟ อาทิ กุ้งล็อบสเตอร์อบชีส หอยทากย่างเนย ฟัวกราส์ เห็ดทรัฟเฟิล สเต็กเนื้อวัว A5 หอยทากรมควัน ไข่ปลาคาเวียร์ ฯลฯ
“กินให้อิ่มก่อน แล้วค่อยคุยกันทีหลัง”
หลินอู๋เฉินเริ่มลงมือรับประทานเมื่ออาหารถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ
เมื่อคืนเขาจัดหนักกับหยูชิหลิงไปหลายน้ำ ไม่ได้กินข้าวปลาอาหาร แม้จะเป็นผู้บ่มเพาะพลังแต่ยังไม่ถึงขั้นไม่ต้องกินต้องดื่มอะไรเลย ยังคงต้องดื่มกินเพื่อเสริมสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย
“ดะ...ได้” จ้าวหานตอบตะกุกตะกัก แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้กินอาหารหรูบนโต๊ะ บ่อยครั้งที่คุณหนูเหวินพาไปเลี้ยงฉลองหลังจากจบงานแข่ง แต่คงไม่มีครั้งไหนหรอกที่อาหารจะจัดหนักขนาดนี้
กินได้ครู่หนึ่งจ้าวหานวางตะเกียบลง หยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปาก อดถามไม่ได้ว่า “นี่...พี่สาวของฉันนอนหลับไม่ได้สติ อีกทั้งเรื่องในโรงพยาบาลก็ดูจะแปลกขึ้นเรื่อยๆ ที่นายพูดก่อนหน้านั้นว่าช่วยได้น่ะ ต้องการเงินเท่าไหร่ล่ะ...ถึงฉันจะมีไม่เยอะ แต่ก็น่าจะพอถ้ามันช่วยจ้าวลี่ได้”
ทั้งสองเป็นเด็กกำพร้า หากไม่รู้จักเหวินจิงชีวิตความเป็นอยู่ของจ้าวหานก็คงแย่กว่านี้ ดังนั้นแม้ว่าจะต้องเสียเงินทั้งหมด แต่เธอก็ยินดีหากแลกกับความปลอดภัยของจ้าวลี่
“จ้าวหาน เธอเป็นคนที่อ่านหนังสือมาเยอะและจดจำสิ่งต่างๆ ได้เพียงแค่อ่านครั้งเดียว คิดว่าคนอย่างฉันขาดแคลนเงินทองงั้นเหรอ”
จ้าวหานก้มหน้าก้มตาลง สิ่งที่เขาพูดมาน่ะถูกแล้ว
อาศัยความเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่โรงแรมการ์เด้นกรีน เขาไม่สนใจเงินไม่กี่แสนหยวนของเธอหรอก
จ้าวหานอยู่ๆ ก็คิดได้เรื่องหนึ่ง ต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ถามด้วยความไม่มั่นใจ “นาย...คงไม่ใช่อยากได้ร่างกายฉันหรอกใช่ไหม”
หากว่ากันตามปกติแล้ว เธอไม่มีอะไรเลยนอกจากร่างกายเมื่อเทียบกับคุณหนูเหวิน แต่นี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เธอไม่สามารถให้ร่างกายนี้แก่เขา
“จ้าวหาน เธอเป็นคนที่ฉลาดนี่นา ใช่แล้วฉันต้องร่างกายของเธอ และไม่ใช่แค่วันเดียว ตลอดไป..เธอจะต้องเป็นของฉันตลอดไป” หลินอู๋เฉินยกยิ้มมุมปาก
คำพูดของเขาฟังดูคุกคามใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่ในความจริงแล้วเพราะดวงตาผู้หญิงคนนี้วิเศษต่างหาก ไม่งั้นคงไม่เสียเวลานั่งคุยนานสองนาน
“ไม่ได้หรอก นายกับเหวินจิงเป็นแฟนกันนี่นา แล้วฉันก็เป็นเพื่อนของเธอ ถ้าหากฉันเป็นของนายล่ะก็เท่ากับ...ทำผิดต่อเพื่อนสนิท” จ้าวหานส่ายหน้า น้ำเสียงขลาดเขลาแต่มีความแน่วแน่ในบางแง่มุม
“มันเป็นแค่สัญญาเล่นๆ ตอนนั้นคุณหนูเหวินไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้ เธอก็เลยกล้าพนันกับฉันเท่านั้นเอง” หลินอู๋เฉินหัวเราะว่า “ฉันไม่ได้คิดกับเหวินจิงเป็นจริงเป็นจังหรอกนะ แต่มีอย่างหนึ่งจะบอกเธอ ถ้าหากที่โรงพยาบาลชุนเหลียนยังมีคนที่ถูกกัดอยู่อีกละก็ คืนนี้จะต้องมีคนตายอีกศพ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คนพวกนั้นตายหมด...พี่สาวของเธอจะเป็นรายต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย หรือไม่หากโชคร้ายกว่านั้น คืนนี้พี่สาวของเธออาจเป็นผู้โชคร้ายซะเองก็ได้”
“นั่นมัน...” จ้าวหานยากจะหาข้อโต้แย้งมาพูดกับเขาแต่ต้องจนด้วยเกล้า สถานการณ์ช่วงนี้ในโรงพยาบาลชุนเหลียนแปลกจริงๆ นั่นแหละ และมันก็ทำให้เธอกลัว
........
หลินอู๋เฉินขับรถกลับมาที่มหาลัยตอนสิบโมงเช้า
หลังแยกกับจ้าวหานก็เข้าไปเรียนตามปกติ
แต่ก่อนจากเขาได้ให้ยันต์บางอย่างกับจ้าวหาน โดยบอกว่ามันสามารถปกป้องเธอได้
เที่ยงวันถูกอาจารย์มู่เรียกเข้าพบ
พอพบหน้าเขาก็ถูกดวงตาคู่นั้นของเธอจ้องเขม็งด้วยความไม่ยินยอม
“อาจารย์มู่เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงทำหน้าทำตาแบบนั้น มีใครทำอะไรให้อาจารย์ไม่พอใจเหรอ” หลินอู๋เฉินที่เข้ามานั่งลงบนโต๊ะเก้าอี้สำนักงาน ยิงคำถามและนั่นก็ทำให้เธอส่งเสียงฮึดฮัด
“ไหนบอกว่าเรื่องของคุณหนูเหวินไม่มีอะไรไง ทำไมเมื่อวานถึงไปไหนมาไหนด้วยกัน!”
หูตาของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่มีสิ่งใดหลบซ่อนเธอได้ โดยเฉพาะที่นี่คือชุนเหลียน
หลินอู๋เฉินยังมีท่าทีเมินเฉย ไม่ได้ร้อนรน “อาจารย์มู่เข้าใจผิด ที่ไปเมื่อวานไม่ได้ไปกันสองคนสักหน่อย พวกเราไปเยี่ยมพี่สาวของจ้าวหาน ตอนนี้พักอยู่ที่โรงพยาบาลชุนเหลียน ถูกอะไรบางอย่างกัดเข้าที่คอยังไม่ฟื้นเลย”
“จริงนะ”
“จริงสิ เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้ ตอนนี้ทางโรงพยาบาลกำลังปิดข่าวเพื่อรักษาชื่อเสียง แต่ถ้าหากมีคนถูกกัดจำนวนมากแล้วตายในโรงพยาบาลมากขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะปิดข่าวไว้”
“ฟังที่เธอพูดก็แปลกนะ อย่างกับว่าพวกเขาถูกผีดิบกัดแล้วตายงั้นแหละ”
“อะไรนะ ผีดิบ...เป็นไปไม่ได้มั้ง”
“ไม่รู้ อาจารย์ก็แค่เดาเท่านั้นเอง”
“แต่อาจารย์นี่แปลก อยู่ๆ มาพูดเรื่องผีดิบทำไม”
“อ้อ ด้วยความที่บ้านของอาจารย์ประกอบอาชีพขายสมุนไพรจีน คุณปู่มักจะพูดเรื่องน่ากลัวให้ฟังตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก จนป่านนี้ก็ยังเล่าให้ฟังทุกวันว่าโลกนี้มีผีดิบ”
“อย่างนี้นี่เอง”
“จริงสิ...อาทิตย์หน้าเป็นวันเกิดคุณปู่ เธอจะมางานไหม”
“ไปได้นะ แต่อาจารย์ต้องมีรางวัลให้”
“ชิ! ฝันไปเถอะ”
แค่เห็นรอยยิ้มของศิษย์มู่เจาเจาพลันหน้าร้อนผะผ่าว อดนึกถึงจูบร้อนเหมือนดังไฟเผาของเขาขึ้นมาไม่ได้
..............
หยางลู่ซือเดินลงมาจากรถเมล์คันสีเขียว เธอสวมชุดจีนโบราณสีขาว แขนซ้ายตะพายถุงผ้าขาดๆ ส่วนมือขวาถือกระบี่ที่ถูกพันด้วยผ้า
ในสภาพดังกล่าวใครต่างก็คิดว่าเธอกำลังแต่งคอสเพลย์
ด้วยยุคสมัยปัจจุบันการแต่งตัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะที่ทะเลสาบหงถิงมักจะแต่งตัวแบบนี้กันเป็นประจำ
“ว้าว...ที่นี่เหรอคือเมืองชุนเหลียน”
หยางลู่ซือเติบโตขึ้นที่ภูเขาตั้งแต่จำความได้ พอเข้ามาในเมืองจึงตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกสูง
“นี่พี่ชาย ช่วยบอกทางไปตระกูลถังให้ฉันหน่อยซิ” เธอคว้าไหล่ของชายที่เพิ่งลงจากรถเมล์ขึ้นมาถามด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม