จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 110 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ Re

            งานถ่ายแบบให้กับนิตยสารของไป่ฉีเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ขณะที่เขากำลังทำบางอย่าง  เมิ่งชิงชิงก็สังเกตเห็นว่าไป่ฉียิ้มน้อยยิ้มใหญ่


            “มีเรื่องดี ๆ เหรอ  ถึงได้มีความสุขขนาดนั้นน่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “มีสิครับ  แต่ผมไม่บอกพี่หรอกนะ” ไป่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงซุกซน


            “เดี๋ยวนี้มีความลับกันแล้วเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “รอทุกอย่างเป็นไปได้สวยก่อนนะครับ  เดี๋ยวผมจะบอกพี่ชิงชิงคนแรกเลย” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้ว” เมิ่งชิงชิงยิ้ม  เธอกับไป่ฉีกำลังไปกองถ่ายละครของเฉินเฟิง  หากเป็นคนอื่น  วันนี้คงจะมีแค่งานถ่ายแบบเพียงเท่านั้น  เพราะต้องถ่ายซ่อมหลายรอบ  แต่สำหรับไป่ฉีนั้นการถ่ายแบบเป็นสิ่งที่เมิ่งชิงชิงเชื่อมั่นว่าไป่ฉีสามารถทำมันเสร็จภายใน 1-2 ชั่วโมง  ดังนั้นวันนี้เธอจึงให้ไป่ฉีไปถ่ายแบบและถ่ายละครในวันเดียวกัน


            ไป่ฉีได้บอกเธอว่าเขาต้องการจะพักยาวในช่วงปิดเทอมที่จะมาถึงนี้  เพื่อเตรียมตัวสอบและไปทำธุระส่วนตัว


            'เป็นอย่างที่คิด  ข่าวที่ออกมาทำให้หุ้นของ LSA ตกฮวบ  บวกกับคลิปของเสี้ยนหรัวที่หลับนอนกับดาราหนุ่มมากหน้าหลายตา  ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นดาราในสังกัดของ LSA  ทำให้ราคาหุ้นยิ่งดิ่งลงเหวเข้าไปใหญ่  ตัวเราได้ให้ปู่ซีหลัวช่วยเราซื้อหุ้นของ LSA ที่มีคนปล่อยขายไว้ทั้งหมด  ส่วนหุ้นที่ชูเฟิงก๋วงมีอยู่  เจ้าหมูนั่นรู้ว่าราคาหุ้นกำลังดิ่งลงเหว  ก็รีบขายทันที  เพื่อให้มีเงินมาสำหรับจ้างทนาย  แน่นอนว่าหุ้นพวกนั้นก็อยู่ในมือของเราเรียบร้อย  ดูท่าตงไห่จะรู้ว่าเราเป็นคนซื้อหุ้นไป  แต่ไม่ได้ทำการตอบโต้อะไร  หากเราไม่ไปขัดผลประโยชน์เขาสินะ' ไป่ฉีคิด  แต่…..นึกถึงตงไห่  ตงไห่ก็โทรมาหาเขาทันที


            “สวัสดีครับ คุณตงไห่” ไป่ฉีกดรับสาย


            [ไม่ต้องมาขึ้นคำว่า คุณ เลย  นายนี่มันแสบจริง ๆ นายสินะที่วางแผนให้หุ้นของ LSA ดิ่งลงเหวแบบนี้น่ะ] ตงไห่ถาม  เขาไม่พอใจอยู่พอสมควรที่มูลค่าหุ้นในมือของเขาดิ่งลงเหวแบบนี้


            “ผมก็แค่อาศัยโอกาสนี้ในการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทไงครับ” ไป่ฉีตอบ


            [หึ โดยการถือหุ้นกว่า 35 เปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ  บอกตามตรงฉันรู้สึกเหมือนเสียรู้นายยังไงก็ไม่รู้ที่ยอมมอบหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ให้หลังจากกำจัดชูเฟิงก๋วงได้] ตงไห่กล่าว


            “ขอเพียงคุณตงไห่ช่วยสนับสนุนงานดี ๆ ให้ผม  เมื่อมีการออกเสียงแล้วผมเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อบริษัท  ผมจะออกเสียงช่วยแน่นอนครับ” ไป่ฉีกล่าว


            [โฮ่  สัญญาต่างตอบแทนสินะ] ตงไห่กล่าว  แม้เขาจะรู้ว่าไป่ฉีใช้เขาเป็นเครื่องมือทำอะไรบางอย่าง  แต่หากมันแลกมาด้วยการที่ได้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึง 35 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ข้างตนก็ถือว่าคุ้มค่า


            “ครับ  ตอนนี้ผมกำลังเร่งสะสางงานละครของคุณเฉินเฟิง  เพราะใกล้จะปิดเทอมแล้ว  ผมต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคกับสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด  แล้วยังมีธุระต้องไปทำอีก  อาจจะขอพักงานยาวหน่อยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            [เอาสิ  ยังไงฉันก็สนับสนุนให้พวกดาราในสังกัดจบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีมาแต่ไหนแต่ไร  อย่างน้อยก็จะได้ไม่แสดงความโง่ให้คนอื่นเห็น  เรื่องนี้ให้เมิ่งชิงชิงยื่นเอกสารมา  เดี๋ยวฉันเซ็นอนุมัติให้เอง  อ้อ ที่จริงนายเซ็นให้ตัวเองก็ได้นี่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า] ตงไห่แซว


            “มันดูไม่ดีมั้งครับ” ไป่ฉีกล่าว


            [ฮ่า ฮ่า ฮ่า  เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการให้ก็แล้วกัน] จากนั้นตงไห่ก็วางสายไป


            “พี่ชิงชิงครับ  เดี๋ยวหลังจากกลับไปรบกวนทำเอกสารขอพักงานชั่วคราวให้ด้วย  ส่งให้คุณตงไห่  เขาจะเป็นคนเซ็นให้ผมเอง” ไป่ฉีกล่าว


            “ได้เดี๋ยวฉันจัดการให้” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            ไป่ฉีเลื่อนดูข่าวเกี่ยวกับผลงานของเขา  นิตยสารทั้ง 2 ที่เขาไปถ่ายแบบ  ออกวางจำหน่ายแล้ว  จากที่เขาดูผลตอบรับนับว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว  เห็นได้จากในเว็บของ LSA ในส่วนของเขามีจำนวนแฟนคลับเพิ่มขึ้นมาก  และด้วยข่าวที่เขาเป็นผู้เสียหายจากชูเฟิงก๋วง  มันก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก  ถึงจะมีบางคนตั้งคำถามว่าเขาเป็น 1 ในดาราที่เคยนอนกับเสี้ยนหรัวรึเปล่า  แต่ทางตงไห่นั้นก็ออกมาแถลงข่าวเรื่องนี้  ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดหรือให้ข่าวเสียหายกับเขา


            ส่วนคนที่สร้างข่าวเสียหายให้กับเขา  ไป่ฉีตัดสินใจจ้างทนายสั่งฟ้องร้องเรื่องนี้ทันที  เพราะตัวเขาเองเพิ่งสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ไม่มาก  กลับต้องมาถูกคนพวกพิมพ์แบบไม่คิด  ใส่ความในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริง  เขาว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเขา


            ที่กองถ่าย  ไป่ฉียังคงมาตรฐานของเขาเอาไว้  เพียงเทคเดียวการถ่ายทำแต่ละฉากก็สำเร็จลงด้วยดี  กว่าจะเลิกกองก็ดึกมากแล้ว


            “เยี่ยมมาก  ไม่เคยเจองานกำกับละครที่ง่ายขนาดนี้มาก่อน  การแสดงกับการสื่ออารมณ์ทำได้ดีมาก  นี่งานก็เสร็จไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์เอง  ขอบคุณทุกคนมาก  จากนี้ฝากทุกคนช่วยกันเก็บของแล้วก็ไปพักซะนะ  สถานที่ถ่ายทำวันพรุ่งนี้จะต้องเดินทางกันแต่เช้า” ผู้กำกับสั่ง


            “งั้นผมกับพี่ชิงชิงขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “โชคดีนะ  พรุ่งนี้เจอกัน” ผู้กำกับกล่าว


            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเช็กอินเข้าที่โรงแรมแห่งหนึ่ง  แม้จะเช็กอินไว้ 2 ห้อง  แต่เมิ่งชิงชิงก็ยังคงนอนกับไป่ฉี  อาการเธอเหมือนคนติดหมอนข้างไม่มีผิดจริง ๆ


            “ไป่ฉี  นายยังไม่นอนเหรอ  ฉันง่วงแล้วนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าวเสียงอ่อย


            “พี่ชิงชิงนอนก่อนก็ได้นะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “จะไปหลับลงได้ไงล่ะ  ฉันติดนายอย่างกับติดหมอนข้างไปแล้ว  ให้ฉันนอนคนเดียวมันนอนไม่หลับหรอก” เมิ่งชิงชิงกล่าว  ส่วนไป่ฉีนั้นลอบยิ้มไม่ให้เมิ่งชิงชิงเห็น  ก่อนจะเดินไปที่เตียงแล้วคว้าเอาเธอมากอด


            “ราตรีสวัสดิ์นะครับพี่ชิงชิง” ไป่ฉีจูบเบา ๆ ที่หน้าผากของเมิ่งชิงชิง  ก่อนจะนอนหงายให้ชิงชิงใช้เขาแทนเตียงเหมือนที่เธอทำเป็นประจำตอนอยู่ที่ห้องของเขา


            ไป่ฉีใช้อักขระลมปราณทำให้เมิ่งชิงชิงหลับ  ก่อนที่ตัวเองจะใช้แยกจิตไปจัดการเก็บกระบี่กลืนดารามาจากภูเขาไฟที่ทวีปวิหคสีชาด  ตามด้วยเขาคิดจะไปสะสางเรื่องที่ค้างคาให้จบ ๆ ไป


            ร่างจิตของไป่ฉีปรากฏขึ้นในห้องขังที่ภายในมีชูเฟิงก๋วงกำลังนอนอยู่  ร่างจิตของไป่ฉีนั้นไม่ปรากฎในกล้องที่ติดตั้งอยู่ในห้องนี้  ไป่ฉีนำขวดยาพิษที่เขาเตรียมมาใส่เข้าไปในกระเป๋ากางเกงของชูเฟิงก๋วง  ก่อนจะทำการปลุกชูเฟิงก๋วงขึ้นมา


            เมื่อชูเฟิงก๋วงตื่นขึ้น  เขาเห็นไป่ฉีมายืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่รอช้าพุ่งตัวไปหมายจะบีบคอไป่ฉี  แต่ไป่ฉีกลับหลบไปได้


            “แกต้องตาย  เพราะแกทำให้ชีวิตฉันเป็นแบบนี้” ชูเฟิงก๋วงตะโกนลั่น


            ทางฝ่ายตำรวจที่เฝ้าดูผู้ต้องหาในห้องขังก็รีบประสานงานให้ตำรวจอีก 2-3 คนช่วยกันไปที่ห้องขัง  เพราะดูเหมือนผู้ต้องหาจะคลุ้มคลั่ง  เกรงว่าจะทำร้ายตัวเอง


            'หึ ไอ้เด็กอ้วนอย่างแก  กล้ามาทำร้ายคนรักของข้า  ข้าไม่รอให้ศาลดำเนินคดีกับแกหรอก  ข้าจะให้เจ้าตายอย่างทรมานที่สุด' ไป่ฉีใช้จิตสื่อสารกับชูเฟิงก๋วง


            “อะไรกัน  ทำไมถึงบังคับร่างกายตัวเองไม่ได้” ชูเฟิงก๋วงกล่าวขึ้น  เขาขยับร่างกายไม่ได้ และพบว่ามือของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง  ซึ่งสิ่งที่มือของเขาหยิบออกมาเป็นขวดยาอันเล็ก  ภายในมีน้ำสีเขียวบรรจุอยู่  ส่วนมืออีกข้างก็เปิดฝามันออก


            “มันคืออะไร  อึก” เมื่อชูเฟิงก๋วงอ้าปากพูดขึ้น  มือของเขาก็กระดกขวดไปที่ปากเขา  ก่อนจะเทของเหลวภายในขวดลงไปในปาก


            'มันคือยาพิษที่ชื่อว่า จิ่วกังเหมินสื่อ หรือ 9 ทวาร มรณะ  พิษจะเข้าไปทำลายอวัยวะภายใน  เลือดจะออกจากทวารทั้ง 9  แต่ไม่ต้องห่วงนะ  กว่าแกจะตาย  แกจะได้สนุกกับความทรมานแสนสาหัส  เมื่อแสงแรกของดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า  แกถึงจะตายได้  ขอให้สนุก' ไป่ฉีกล่าวจบก็หายตัวไป


            “อ๊าก  ฉันจะฆ่าแก  ฉันจะฆ่าแก  อ๊าก” ชูเฟิงก๋วงอยากจะพูดมากกว่านั้น  แต่เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั่วร่าง  ท้องของเขาราวกับมีใครมาบิดมันไปมา  ดวงตาเริ่มแสบร้อน


            หลังจากเสียงร้องของชูเฟิงก๋วง  เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มา  สิ่งที่พวกเขาเห็นคือชูเฟิงก๋วงนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้น  พวกเขาจึงรีบประสานเรียกรถพยาบาลทันที


            ไป่ฉีมาปรากฏตัวที่โรงพยาบาล  ในห้องผู้ป่วยรวม  เตียงริมสุดริมหน้าต่างนั้นเป็นเตียงของเสี้ยนหรัว


            ไป่ฉีทำการปลุกเสี้ยนหรัวที่หลับอยู่  เมื่อเสี้ยนหรัวเห็นไป่ฉี  แววตาที่ราวกับปลาตาย  ก็มีประกายขึ้น


            “ไป่ฉี  ไป่ฉี  เธอมาหาพี่แล้ว” เสี้ยนหรัวพยายามจะลงจากเตียง  แต่เธอก็หล่นลงไปกระแทกพื้น


            'ดีใจที่ได้พบอีกครั้งนะครับ  แต่ว่าผมคงต้องให้พี่สาวตามชูเฟิงก๋วงไป” กล่าวจบไป่ฉีซัดเข็มพิษใส่เสี้ยนหรัว


            “ได้โปรด  อย่าฆ่าฉัน  อย่า ยะ......อึก” เสี้ยนหรัวมีอาการชักกระตุกอย่างรุนแรง  พยาบาลที่ได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งมา  ส่วนไป่ฉีนั้นรีบดึงเข็มพิษออก  แล้วใช้พลังปราณรักษาจุดที่เขาซัดเข็มไปเมื่อครู่  ก่อนจะหายตัวไปจากตรงนั้น


            เช้าวันรุ่งขึ้น

            ผู้ประกาศข่าวรายงานว่าชูเฟิงก๋วงได้กินยาฆ่าตัวตาย  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งโรงพยาบาล  แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตลงตอน 6 โมงเช้า  ส่วนเสี้ยนหรัวก็ตายแล้วเช่นกัน  สาเหตุการตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด


            ไป่ฉีมองข่าวในสมาร์ทโฟนด้วยความพึงพอใจ  เท่านี้เขาก็ไม่ต้องกลัวว่าทั้ง 2 คนจะแว้งกัดเขาได้อีก  เขากับเมิ่งชิงชิงไปที่กองถ่ายละครของเฉินเฟิง  ในเช้าวันนี้ทีมงานกับดาราต่างพูดคุยกันถึงการตายของชูเฟิงก๋วงกับเสี้ยนหรัว  พวกเขาไม่คิดว่าทั้ง 2 จะตายหลังจากถูกจับไปไม่ถึง 48 ชั่วโมงด้วยซ้ำ  ตัวไป่ฉีเองก็ถูกถามถึงเหตุการณ์นั้นหลายรอบจนเขาแทบจะไม่อยากตอบแล้ว


            “โอเค ขอบคุณมากนะไป่ฉี  ฉากที่เธอต้องถ่ายที่นี่หมดแล้วล่ะ” ผู้กำกับกล่าว  ไป่ฉียังเหลืองานถ่ายละครอีก 2-3 ครั้งเท่านั้น  เพราะงานถ่ายทำเสร็จเร็วกว่ากำหนดมาก


            “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงบอกลาทีมงานกับนักแสดงคนอื่น ๆ  ก่อนจะขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน  ไป่ฉีดูเวลาเล็กน้อย


            “พี่ชิงชิงครับ  พรุ่งนี้ผมว่างอยู่ก็จริง  แต่ช่วยไปส่งผมที่ตึกสำนักงานใหญ่ของ LSA ได้รึเปล่าครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “หือ ได้สิ  ว่าแต่นายจะไปทำอะไรล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ทำหน้าที่ที่ควรทำครับ  อ้อ แวะที่ร้านอาหารเจ้าประจำด้วยนะครับ  ผมนัดปู่ซีหลัวกับปู่เมิ่งตงและปู่เมิ่งเจี่ยไว้” ไป่ฉีกล่าว  จากนั้นเมิ่งชิงชิงกับเขาก็มุ่งหน้าไปที่ร้านอาหารนั้นทันที


            วันถัดมา

            เมิ่งชิงชิงตื่นขึ้นมาเพราะไป่ฉีขยับตัวลุกขึ้น  เธองัวเงียอยู่สักพัก  พอตื่นเต็มที่ก็พบว่าไป่ฉีกำลังแต่งตัวอยู่  วันนี้เขาอยู่ในชุดสูททางการ  ผมถูกหวีเรียบร้อยแต่ดูทันสมัยและมีสไตล์ของตัวเอง


            “นายแต่งเต็มยศแบบนี้จะไปทำอะไรที่บริษัทกันแน่เนี่ย” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ไปร่วมประชุมที่บริษัท LSA  ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นบริษัทอยู่ 35 เปอร์เซ็นต์น่ะ” ทันทีที่ไป่ฉีพูดจบ  เสียง [เอ๋] ของเมิ่งชิงชิงก็ดังลากยาวจนพ่อกับแม่ของไป่ฉีเปิดประตูออกมาดู


            ที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัท LSA

            ผู้ถือหุ้นกำลังยืนสนทนากันอยู่นอกห้องประชุม  เพื่อรอเวลา  ไม่นานประธานบริษัท LSA ก็มาถึง


            “สวัสดีครับท่านประธานเทียนเผิง” ตงไห่เป็นคนแรกที่กล่าวทักทาย


            “คราวนี้บริษัทเรารอดมาได้เพราะคุณนะคุณตงไห่” ประธานเทียงเผิงกล่าว


            “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ  การหานักลงทุนมาช่วยบริษัทไว้มีความเสี่ยงสูงมาก  แต่ผมมีคนที่ไว้ใจได้เป็นคนมาซื้อหุ้นของทางเราไว้ครับ” ตงไห่กล่าว  ทำให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นกว่า 10  รายหันมามองที่เขา


            “นี่เขามาหรือยัง” ประธานเทียนเผิงถาม


            “กำลังจะถึงแล้วครับ  พวกท่านเข้าไปข้างในกันก่อน  เดี๋ยวผมจะรอเขาอยู่ตรงนี้เอง” ตงไห่กล่าว


            “งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ” ประธานเทียนเผิงเข้าไปในห้องประชุมก่อน  ตามด้วยผู้ถือหุ้นคนอื่น  หลังจากประตูปิดลง  ไป่ฉีก็ปรากฏอยู่ในสายตาของตงไห่  ชายหนุ่มวันนี้ดูราวกับคนละคนกับที่เขาเจอเมื่อไม่กี่วันก่อน  วันนี้เขาดูภูมิฐาน  เหมือนกับนักธุรกิจหนุ่มมากกว่าจะเป็นดารา


            “สวัสดีครับ คุณตงไห่  ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าไปรอเร็วกว่ากำหนดนะครับ” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมองนาฬิกาข้อมือของตน (ไม่ได้ยืมใครมา)


            “แล้วผู้จัดการของเธอไม่ขึ้นมารึไง” ตงไห่มองหาเมิ่งชิงชิงที่มักอยู่กับไป่ฉีตลอดเวลา


            “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ผมมีเลขามาด้วย” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาอยู่ข้าง ๆ ไป่ฉี


            “นั่น...” ตงไห่พูดไม่ออก เขารู้จักคนคนนี้  คนผู้นี้เป็นเลขาของเมิ่งตง  ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้เมิ่งตงวางมือไปแล้ว  เลขาของเขาจึงให้ไปช่วยพวกลูก ๆ ของเขาแทน  แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะพบคนระดับนี้อยู่กับเด็กนี่กัน


            “สวัสดีครับ คุณตงไห่  เราพบกันอีกแล้วนะครับ  หลังจากนี้คงจะได้เจอกันบ่อย ๆ” ชายหนุ่มที่เป็นเลขาของไป่ฉีกล่าวขึ้น


            “เช่นกันครับ” ตงไห่นั้นมีท่าทีสุภาพลงมาก  เพราะเขารู้ว่าเมิ่งตงนั้นแม้จะวางมือไปแล้ว  แต่เส้นสายก็เยอะมาก  การผูกมิตรไว้ย่อมดีกว่าการเป็นศัตรูแน่นอน  นอกจากนี้เขายิ่งให้ความสำคัญกับไป่ฉีมากขึ้น  เด็กหนุ่มคนนี้น่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเมิ่งตงแน่ ๆ


            “งั้นเราเข้าไปกันเถอะครับ  อย่าปล่อยให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นรอนานเลย” ไป่ฉีกล่าว


            “งั้นฉันจะเข้าไปก่อน  เธอรอตรงนี้ก่อนนะ” ตงไห่เดินเข้ามาภายในห้องประชุม  แล้วส่งสัญญาณให้ไป่ฉีรอก่อน  ทางประธานและผู้ถือหุ้นต่างก็ชะเง้อมองหาผู้มาใหม่


            “ทุกท่าน  ผมขอแนะนำผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเรา” ตงไห่เดินเข้ามาเพื่อหลีกทางให้กับไป่ฉี  ชายหนุ่มเดินเข้ามาแผ่กลิ่นอายทรงอำนาจจนหลายคนถึงกับตัวเกร็งเลยทีเดียว  ตงไห่เองก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบตัวไป่ฉีที่เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่เช่นกัน


            “นั่นมันไป่ฉี ที่เป็นดาราในสังกัดของเรานี่” มีผู้ถือหุ้นคนหนึ่งทักขึ้น  คนอื่น ๆ จึงมองหน้าของชายหนุ่มที่เป็นผู้ถือหุ้นคนใหม่ให้ชัด ๆ อีกครั้ง


            [[[ใช่จริง ๆ ด้วย]]] ทุกคนต่างปากอ้าตาค้างพูดกันไม่ออก  แม้กระทั่งตัวประธานบริษัทเองก็เช่นกัน

    _____________________________


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน