บทที่ 13 ติดตามไปส่ง
ภายในบ้านหลังใหญ่อีกด้านของอำเภอหนานมีเสียงแผดดังออกมาด้วยความโมโหสุดขีด
“พวกเ้ามันช่างโง่เขลานักเลี้ยงเสียข้าวสุก ผู้หญิงอ่อนแอกับชายเพียงคนเดียว พวกเ้ายังจัดการไม่ได้”
ผู้ที่แผดเสียงด่าบ่าวไพร่ลั่นบ้านในตอนนี้คือจ้าวเสี่ยวิ และชายฉกรรจ์ห้าคนที่เพิ่งพ่ายแพ้แก่นายอำเภอโจวิเช่อและมือปราบหลี่
หลังจากที่จางเหยี่ยนอี้ปฏิเสธเขาอย่างเ็า จ้าวเสี่ยวิก็สั่งให้บ่าวรับใช้ของตนสะกดรอยตามนางไปและหาโอกาสจับตัวนางมาให้ได้
แต่เมื่อบ่าวพวกนั้นกลับมามือเปล่าและพวกมันก็มีสภาพสะบักสะบอม เขาจึงถามด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด
“มันเกิดอะไรขึ้นพวกเ้าไปไหนมา แล้วเหยี่ยนอี้ล่ะ ทำไมถึงไม่พาตัวนางมาด้วย”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคุกเข่าลงกับพื้น
“เรียนคุณชายพวกข้าน้อยไร้ฝีมือ ไม่สามารถนำตัวนางมาให้ท่านได้ โปรดให้อภัยด้วย”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหวั่นเกรง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงทำไม่ได้”
จ้าวเสี่ยวิถามย้ำ
“ในขณะที่พวกข้ากำลังจะจับตัวนางได้ก็มีคนเข้ามาขัดขวางขอรับ”
ชายฉกรรจ์อีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
“ถูกขัดขวาง ใครกล้าขัดขวางพวกเ้า”
จ้าวเสี่ยวิถาม
“ข้าคิดว่าเป็นายอำเภอโจวิเช่อกับมือปราบ หลี่ขอรับ เพราะพวกเขามีฝีมือเก่งกาจพวกข้าไม่สามารถต่อสู้กับพวกเขาได้”
เมื่อได้ยินคำตอบจ้าวเสี่ยวิก็เงียบไปครู่ใหญ่
เขารู้ว่าไม่ควรมีเื่กับนายอำเภอและมือปราบเพราะผู้หญิงคนเดียวถึงแม้ว่าตนเองจะมีบิดาเป็ เ้าเมืองสุ่ยที่ให้การหนุนหลังอยู่ลับๆ ก็ยังต้องมองหน้าอีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ”
จ้าวเสี่ยวิกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง
“พวกเ้าออกไปได้แล้ว”
เขาไล่พวกมันออกไปด้วยอารมณ์บูดบึ้ง
บ่าวทั้งห้ารีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวเสี่ยวินั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งด้วยความหงุดหงิดเขาไม่เข้าใจว่าทำไมนายอำเภอกับมือปราบหลี่ ถึงยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว
“หรือว่านายอำเภอโจวก็อยากได้เหยียนอี้ไว้เหอะ!ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้นางตกเป็ของคนอื่น นางต้องเป็ของข้าคนเดียว”
จ้าวเสี่ยวิคิดเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ
แสงตะวันยามเย็นสาดส่องเป็สีทองอร่ามทอดเงายาวบนถนนลูกรัง โจวิเช่อในชุดพ่อค้า สั่งให้คนขับรถม้าเร่งความเร็วเพื่อไปส่งเหยี่ยนอี้และบิดาให้ถึงบ้านโดยเร็วที่สุด
ระหว่างทางโจวิเช่อพยายามพูดคุยกับ เหยี่ยนอี้อย่างเป็กันเองเพื่อทำความรู้จักกับนางให้มากขึ้น ซึ่งลี่หยาง บิดาของนางที่ลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายก็มั่นใจว่าเขาคงไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา และอาจจะเป็นายอำเภอของที่นี่เพราะชื่อที่เขาบอกเหมือนกับชื่อของนายอำเภอหนาน ลี่หยางจึงนั่งฟังอย่างเงียบ ๆปล่อยให้บุตรสาวของตนสนทนากับเขาไปตามทาง
“บ้านของเ้าอยู่ทิศใดของหมู่บ้านข้าจะให้รถม้าไปส่ง”
เขาถามด้วยความสุภาพ
“บ้านของพวกเราอยู่ในท้ายหมู่บ้านไป่เซเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้ตอบพลางมองสบตา
“เ้าเดินทางเข้าเมืองบ่อยหรือ”
โจวิเช่อถือโอกาสถามต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายสนทนาด้วย และไม่ได้มีท่าทางเขินอายเหมือนหญิงสาวคนอื่น
“ไม่บ่อยนักเ้าค่ะ วันนี้ข้าเข้าเมืองเพื่อนำยาสมุนไพรไปขาย”
เหยี่ยนอี้ตอบอย่างไม่ปิดบังนางพอจะดูออกว่าชายคนนี้น่าจะเป็คนของทางการแต่เพราะค้นหาจากความทรงจำในร่างก็ไม่พบว่าเคยรู้จักหรือเห็นกันมาก่อนจึงสนทนากับเขาไปเรื่อย ๆ เพื่อหาข้อมูลภายนอกหมู่บ้าน และเพื่อการค้าที่วาดหวังไว้ในอนาคต
“ขายยาสมุนไพรอย่างนั้นหรือเ้าเป็หมอยาหรือนี่”
โจวิเช่อเริ่มถามสิ่งที่เขากำลังตามสืบ
“ใช่เ้าค่ะ ท่านจะเรียกอย่างนั้นก็คงได้เพราะข้าเป็หมอยาสมุนไพรที่เรียนรู้เองจากตำราเก่า ๆ ที่ตกทอดมา”
เหยี่ยนอี้ตอบด้วยความรู้สึกขบขัน
“เรียนจากตำราอย่างนั้นหรือ”
นายอำเภอหนุ่มทวนคำถามอย่างไม่เชื่อหูตนเองเพราะหมอยาที่เรียนจากตำราแล้วสามารถปรุงยาเอง เป็เื่ที่พบได้ยากและยาสมุนไพรของนางก็ได้รับการยอมรับจากร้านขายยาหมอกุ่ยอีกด้วย
“ข้ากับมารดาช่วยกันปรุงยาตามสูตรแล้วนำมาใช้ในครอบครัวตนเอง เมื่อเห็นว่าใช้ได้ผล จึงลองนำไปเสนอขายที่ร้านขายยาและเผอิญมีคนป่วยพอดีเลยใช้สมุนไพรกับเขาจนได้ผลร้านขายยาก็เลยรับซื้อยาสมุนไพรที่นำไปขายทั้งหมดเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้อธิบายอย่างลื่นไหลทำให้โจวิเช่อคลายความหวาดระแวงก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น
ทั้งคู่พูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถม้าวิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
“ถึงแล้ว นี่คือทางเข้าหมู่บ้านของพวกเราเ้าค่ะ”
หญิงสาวกล่าวพร้อมกับเตรียมตัวจะลงจากรถม้า ซึ่งเมื่อโจวิเช่อมองเห็นก็รีบอาสาไปส่ง
“ข้าวของพวกเ้ามีหลายอย่างให้ข้าไปส่งที่บ้านเถิด อย่างไรข้าก็ต้องเข้าไปทำธุระที่หมู่บ้านแห่งนี้พอดี”
โจวิเช่อโกหกหน้าเฉยจนมือปราบหลี่อด ยกยิ้มในใจไม่ได้
รถม้าวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านตามถนนดินแคบ ๆ ผ่านบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ ที่ปลูกเรียงรายกันอยู่สองข้างทาง
ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านเล็กหลังหนึ่ง ซึ่งดูสะอาดสะอ้าน และน่าอยู่กว่าบ้านหลังอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
“ถึงแล้ว นี่คือบ้านของข้าเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้กล่าว
โจวิเช่อมองสำรวจบ้านหลังนั้นด้วยความสนใจเขาพยายามจดจำรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อที่จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
“บ้านของเ้าน่าอยู่มาก”
เขากล่าวอย่างจริงใจ เพราะถึงแม้บ้านจะหลังเล็กแต่ก็สะอาดสะอ้าน
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ ที่มาส่งพวกเราถึงบ้าน”
เหยี่ยนอี้และบิดากล่าวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนที่โจวิเช่อและมือปราบหลี่จะช่วยพวกเขาขนของลงจากรถ
จางหยุนผิงซึ่งรออยู่ที่บ้านอย่างใจจดใจจ่อเมื่อได้ยินเสียงจากภายนอก ก็เดินออกมาเปิดประตูหน้าบ้าน
สายตาของนางมองเห็นร่างสูงโปร่งของสามีและลูกสาวปรากฏขึ้นที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับรถม้าที่มาส่งยังมีข้าวของอีกหลายอย่าง นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพี่ชายของหยางอี้ที่เดินตามออกมาก็อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“นั่นมันอะไรกัน”
นางพึมพำเสียงแ่เบา ราวกับกลัวว่าสิ่งที่เห็นจะเป็เพียงภาพลวงตา
ภาพที่ชายหนุ่มหน้าตาคมคายคนหนึ่งและชายอายุใกล้เคียงกันอีกคนช่วยขนของลงจากรถม้า ทำให้ หยุนผิงกับจื่อหานรีบเข้าไปช่วยกันขนของ
“นี่คือฮูหยินของข้าหยุนผิง และลูกชาย จื่อหาน”
จางลี่หยางหันมาแนะนำฮูหยินและลูกชายของตนกับทั้งสอง ก่อนจะหันไปแนะนำผู้มีบุญคุณทั้งสอง
“นี่คือคุณชายโจวและคุณชายหลี่พวกเขามีน้ำใจมาส่ง”
หยุนผิงกับจื่อหานรีบค้อมหัวขอบคุณ
ลี่หยางไม่ได้เล่าให้ทั้งสองฟังถึงเื่ที่ชายหนุ่มทั้งสองช่วยเหลือเขาให้รอดจากการถูกปล้นในเมืองเพราะไม่้าให้ภรรยาและบุตรชายใ
“ไม่เป็ไรข้ายินดีที่ได้ช่วยเหลือพวกท่าน”
หยุนผิงเห็นพวกเขามีน้ำใจมาส่งก็อยากเชิญให้เขานั่งดื่มน้ำชา แต่จนใจเพราะบ้านของตนไม่มีแม้แต่ชาไว้ต้อนรับแขก
“คุณชายทั้งสองหากวันหน้าพวกท่านผ่านมาที่หมู่บ้านนี้ข้าอยากขอเชิญท่านแวะดื่มชาสักครั้งเพื่อเป็การขอบคุณ”
โจวิเช่อเข้าใจที่นางเอ่ยเพราะด้วยฐานะของครอบครัวจากที่มองเห็นในตอนนี้ คงไม่มีแม้แต่ชาจะต้อนรับแขกเขาจึงพยักหน้ารับด้วยความยินดี
“ขอบคุณฮูหยินสำหรับคำเชิญโอกาสหน้าข้าต้องแวะมาที่นี่แน่นอน แต่ตอนนี้ข้าคงต้องขอตัวไปทำธุระต่อ”
ครอบครัวตระกูลหยางค้อมหัวลงส่งพวกเขาด้วยสีหน้าแสดงความขอบคุณ
โจวิเช่อขึ้นรถม้าแล้วสั่งให้คนขับรถม้าออกเดินทาง
ระหว่างที่รถม้ากำลังแล่นออกจากหมู่บ้านโจวิเช่อก็หันกลับไปมองบ้านของเหยี่ยนอี้ด้วยรอยยิ้มเต็มไปหน้า แต่กลับกันกับใบหน้าของมือปราบหลี่ที่มีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มใบหน้า