หลายวันต่อมามู่เสินฉวนเดินทางสู่แดนเหนือเพียงลำพัง
ด้วยพลังบ่มเพาะขั้นสูงของเขาการเดินทางไกลมิต้องพึ่งพากำลังจากค่ายกลมิติอีกต่อไป
เพียงก้าวเดียวก็ข้ามพ้นห้วงเวหานับหมื่นลี้ไปถึงแดนเหนือภายในวันเดียว
...
ขุนเขาธาราใต้เท้าลดระดับลงอย่างรวดเร็ว
แดนเหนือยังคงแห้งแล้งเช่นเดิมผืนแผ่นดินอันไร้ขอบเขต มีแหล่งน้ำเพียงหยิบมือที่คอยประดับผืนแผ่นดินอยู่บ้าง
ทว่าเมื่อเทียบกับคราที่มู่เสินฉวนเคยมาเยือนกลับมีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย
เห็นชัดว่ามีสรรพชีวิตหมื่นเผ่าพันธุ์มากมายที่ไม่รู้จักชื่อเสียงกำลังสร้างฐานที่มั่นใหม่ขึ้นที่นี่ กลิ่นอายอันแข็งแกร่งแผ่ขยายออกมาโดยรอบระดับพลังก็มีถึงกึ่งเซียนจนไม่อาจมองข้ามได้
ณเมืองโบราณขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่นอกเหมืองบรรพกาลในเวลานี้กลับคึกคักยิ่งนัก
ในดินแดนตงฮวงแห่งนี้เหล่าบุคคลผู้ทรงอิทธิพลแทบทั้งหมดล้วนเดินทางมารวมตัวกัน
รวมถึงผู้นำหมื่นเผ่าพันธุ์ที่เดินออกมาจากเขาศักดิ์สิทธิ์แต่ละตนล้วนมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไป
ทว่าส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ดูแล้วไม่ได้แตกต่างจากเผ่าพันธุ์มนุษย์มากนัก
ฟุ่บ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นมู่เสินฉวนร่อนจากห้วงเวหาลงสู่เมืองโบราณ
การมาถึงของเขาดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วนในทันที
และในหมู่คนเหล่านั้นยังมีสายตาหลายคู่ที่ฉายแววอำมหิตหมายชีวิตสอดส่ายไปมา
มู่เสินฉวนกลับไม่ยี่หระต่อสิ่งนี้เดินตรงไปยังที่รวมตัวของกองกำลังเผ่าพันธุ์มนุษย์ แล้วนั่งลงด้วยกิริยาองอาจ
เขายังได้เห็นร่างที่คุ้นเคยมากมายที่นี่อีกด้วยเช่น จักรพรรดิต้าเยี่ยน
ทว่าบัดนี้อีกฝ่ายยังมิได้ทะลวงสู่ระดับกึ่งเซียนพลังบ่มเพาะที่แท้จริงอยู่ในระดับเทพสวรรค์ขั้นแปดโดยประมาณ
ดังนั้นการมาในครั้งนี้น่าจะเป็นเพราะท่านผู้อาวุโสระดับกึ่งเซียนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาผู้นั้นต่างหากคือผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองที่แท้จริงจากต้าเยี่ยน
ตำแหน่งที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้งยังมีบุรุษวัยกลางคนที่ดวงตาลึกล้ำ พร้อมกับมีกึ่งเซียนสองคนยืนอยู่เบื้องหลัง
เห็นได้ชัดว่าคือผู้นำแห่งตระกูลจีผู้นั้น!
หลังจากสงครามเมืองศักดิ์สิทธิ์เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องหลบหนีเข้าไปในห้วงมิติโดยไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
วันนี้หวนปรากฏตัวขึ้นอีกครามิใช่เพียงรอยแผลจะจางหาย ยังได้ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเซียนอีกด้วย!
ดูแล้วก็เป็นผู้ที่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ แม้ลึกๆมู่เสินฉวนจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากเกินไป
ด้วยพลังในระดับกึ่งเซียนเช่นเดียวกันไม่ว่าจะมีอาวุธจักรพรรดิหรือไม่เขาก็พร้อมเหยียบย่ำเหล่าจอมยุทธ์ทั่วหล้าโดยมิหวั่นเกรงต่อสิ่งใด
"บุรุษหนุ่มชุดขาวผู้นั้นคือผู้นำตระกูลมู่ที่พวกเจ้ากล่าวถึง กายาศักดิ์สิทธิ์โกลาหลแห่งยุคปัจจุบันหรือ?"กึ่งเซียนแห่งเหยาฉือเอ่ยด้วยใจสงบนิ่ง
"ใช่แล้ว" ซีหวังมู่ตอบกลับด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
"ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ"
"กฎแห่งความโกลาหลของเขาแข็งแกร่งมากแม้แต่ข้าก็ยังมองทะลุภาพมายาของเขาไม่ได้"
"แต่เมื่อดูจากพลังกายเนื้อเขาน่าจะก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเซียนแล้ว พลังปราณมหาศาลยิ่งนักมิด้อยไปกว่าราชันย์บรรพกาลทั่วไป!"
ในน้ำเสียงของบรรพชนเหยาฉือที่เปล่งผ่านกระแสจิตแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นอย่างหาได้ยาก
ซีหวังหมู่ได้ยินก็ตกตะลึงเมื่อมองดูชายหนุ่มอีกครั้งก็รู้สึกอย่างนั้น
พลังปราณเข้มข้นเกินกว่าราชันย์รุ่นก่อนเช่นนั้นหมายความว่า มู่เสินฉวนในยามนี้อาศัยเพียงกายเนื้อแห่งกึ่งเซียนก็ทัดเทียมฝีมือเซียนทั่วไปได้แล้วกระนั้นหรือ!
พลังเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก!!!
ยังมีสิ่งมีชีวิตบรรพกาลอีกจำนวนมากที่พุ่งเข้ามาจากนอกเมืองแต่ละเผ่าแทบจะมากันครบแล้ว
และในขณะนั้นเองราชันย์บรรพกาลเผ่าเนตรเงินผู้หนึ่ง ซึ่งมีผมและดวงตาสีเงินก็ลุกพรวด
จากนั้นเขาก็กระแทกเสียงเย็นชาข้ามอากาศมาจากที่ที่มู่เสินฉวนยืนอยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง
"เจ้าคือกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลไร้สิ้นสุดหรือ?"
"ช่างกล้าหาญยิ่งนักถึงกับกล้ามาเข้าร่วมงานชุมนุมหมื่นเผ่าที่แดนเหนือ!"
"วันนี้เจ้าจะต้องเลือดตกยางออกมิอาจเดินออกจากที่นี่ไปทั้งเป็น!"
ผู้คนมากมายที่อยู่ในสถานที่นั้นได้ยินก็ตกตะลึง
นี่คือคนจากตระกูลราชันย์เนตรเงิน!
เผ่าพันธุ์ของพวกเขาแข็งแกร่งมากในยุคบรรพกาลก็มีชื่อเสียงโด่งดัง
แม้จะไม่เคยปรากฏซึ่งจักรพรรดิโบราณแต่พรสวรรค์ที่มาพร้อมดวงตาสีเงินคู่นั้นกลับร้ายกาจอย่างยิ่งมันสามารถเจาะทะลวงทุกสิ่งอย่างได้โดยง่ายทั้งยังเป็นผู้ได้รับความโปรดปรานจากฟ้าดินที่รวบรวมความงดงามของใต้หล้าเอาไว้
มู่เสินฉวนขมวดคิ้ว หว่างคิ้วส่งแสงเจิดจ้านัยน์ตาทั้งสองปลดปล่อยลำแสงแห่งความโกลาหลที่ควบแน่นกลายเป็นสายฟ้าฟาดออกไป!
"อ๊าก!"
ราชันย์บรรพกาลเนตรเงินผู้นั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดร่างกายแหลกสลายในพริบตา เหลือไว้เพียงม่านหมอกแห่งโลหิต
"หึ ไม่รู้จักเจียมตัว"
"เป็นเพียงเทพสวรรค์ขั้นเก้ายังกล้าดูหมิ่นข้า!"
"อยากขู่คำรามก็จงเรียกราชันย์บรรพกาลของพวกเจ้าออกมา!" มู่เสินฉวนเอ่ยเสียงเย็นราวกับแค่เหยียบผักปลา
ชั่วขณะนั้น ผู้คนทั้งสี่ทิศต่างก็ตกตะลึง!
พวกเขาเคยได้ยินมานานแล้วว่ากายาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคปัจจุบันนั้นแข็งกร้าวอย่างหาผู้ใดเปรียบแต่กลับมิได้คาดคิดว่าเขาจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
ในงานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ยังกล้าลงมือตามอำเภอใจสังหารราชันย์เนตรเงินผู้หนึ่ง ณ ที่นั้น!
"ช่างรนหาที่ตาย!"
บนท้องฟ้าพลันมีเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดินส่งลงมา
ทันใดนั้นลำแสงสีเงินสายหนึ่งก็ทะลวงฟ้ากะพริบตาเดียวก็มาถึง พุ่งเข้าสังหารมู่เสินฉวน
"อวดดี!" นัยน์ตาของมู่เสินฉวนเย็นเยียบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แล้วเงื้อหมัดเข้าปะทะ
โครม! โครม!!!
เสียงปะทะรุนแรงแผดก้องไปทั่วทุกสารทิศคลื่นพลังอำมหิตถาโถมเข้าใส่ทุกทิศทางก่อให้เกิดพายุคลั่งที่ทำให้ผิวหน้าของผู้ฝึกตนหลายคนแสบร้อน
ฉับพลันนั้น เสียงกระดูกปริแตกก็แว่วมา
ราชันย์เนตรเงินระดับกึ่งเซียนผู้หนึ่งกระอักโลหิตร่างปลิวกระเด็น ทำลายตำหนักโบราณหลายแห่งจนกระทั่งหยุดลงได้ในที่สุด
"เจ้า!!!" ในแววตาของราชันย์เนตรเงินฉายแววตระหนกสุดขีด
เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าพลังกายเนื้อของกายาศักดิ์สิทธิ์มนุษย์จะแกร่งถึงเพียงนี้!
กระทั่งพลังกายเนื้อของเผ่าพวกเขาก็ยังสู้ไม่ได้และตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบโดยสิ้นเชิง!
"อย่าบีบบังคับให้ข้าต้องฆ่าเจ้า"มู่เสินฉวนเหลือบมองเขาด้วยสายตาที่เฉยเมย ปัดแขนเสื้อแล้วนั่งลงต่อ
ดวงตากึ่งเซียนแห่งเนตรเงินส่องประกายสีเงินใคร่ครวญไปมา สุดท้ายก็ยอมอดทนต่อความโกรธในใจ
บรรพชนของพวกเขายังคงหลับใหลอยู่
อาศัยกำลังของเขาแต่เพียงผู้เดียวเกรงว่าจะยากที่จะจัดการกายาศักดิ์สิทธิ์จากเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้!
"ฮ่าๆๆ! ดูเหมือนว่าในยุคนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์จักมีบุคคลที่มิอาจมองข้ามได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว"
"กายาศักดิ์สิทธิ์โกลาหล…รสวิญญาณคงเอมโอชน่าดู"
กึ่งเซียนจากเผ่าอสูรสีครามหนึ่งในสิบเผ่าอสูรโบราณส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นแล้วจ้องมองร่างของมู่เสินฉวนด้วยเจตนาร้าย
กายเนื้อแห่งกายาศักดิ์สิทธิ์เปล่งพลังลมปราณท่วมท้นดั่งโอสถวิเศษที่เดินไปเดินมาคงเป็นอาหารบำรุงที่เลิศรสยิ่งนัก!
ในขณะเดียวกันเสียงลึกลับที่ซ่อนเร้นในความมืดมิดค่อยๆ แผ่ขยาย
"มู่เสินฉวนผู้นี้กระทำการใดล้วนแต่เหิมเกริมมากเกินไป"
"หากปล่อยให้เขาบรรลุวิถีใต้หล้าทั้งห้าแคว้นคงอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้!"
"ยิ่งกว่านั้นกายาโกลาหลก็ใช่ว่าจะไร้ผู้ต่อต้าน!"
"ย้อนไปในอดีตกาลเคยมีปราชญ์ผู้บุกเบิกเคล็ดวิชาอักษรเหนือฟ้าหลอมทำลายกายาโกลาหลที่อุบัติในยุคเดียวกัน"
เสียงเหล่านั้นแผ่วเบาไร้ที่มาจับต้องมิได้และคล้ายจะปลุกปั่นให้เกิดสงคราม