ด้านหลังกระโจม
ภายในส่วนเตรียมการแสดงค่อนข้างวุ่นวายมีทั้งบรรดาคุณหนูทั้งหลายและคณะแสดงที่คัดเลือกมานางกำนัลผู้นำทางขอให้เยี่ยนเยว่ฉีนั่งรอที่โต๊ะเครื่องแป้งตัวหนึ่ง
“คุณหนูเยี่ยน ท่านรอที่ตรงนี้อีกประเดี๋ยวจะมีเ้าหน้าที่ขานเรียกชื่อท่านเมื่อถึงเวลาแสดงส่วนเครื่องประทินโฉมเหล่านี้ท่านสามารถใช้ได้นะเ้าคะ”นางกำนัลอธิบายพร้อมผายมือไปด้านหน้ากระจกทองเหลืองที่เต็มไปด้วยแป้งและชาดทาปากราคาแพงจากนั้นก็ยอบกายคารวะแล้วเดินนวยนาดจากไป ทิ้งเยี่ยนเยว่ฉีให้นั่งใจลอยอยู่เพียงผู้เดียว
ขณะเดียวกันสตรีในชุดระบำสีขาวสวยงามนางหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกำลังลอบมองไปยังด้านนอกห้องแต่งตัว ท่าทางของนางในยามนี้ดูเขินอายเหมือนกำลังจ้องบุรุษในฝันอยู่ก็มิปาน
“ข้างดงามแล้วหรือยัง” นางเอ่ยถามหญิงสาวอีกผู้หนึ่ง เยี่ยนเยว่ฉีได้ยินจึงอดหันไปมองมิได้ทั้งสองคงเป็คุณหนูของจวนใดจวนหนึ่งที่กำลังรอแสดง
“ท่านหญิงงดงามมากปีนี้ท่านผู้นั้นต้องตกตะลึงและขอท่านไปเป็ศรีภรรยาเป็แน่” หญิงสาวในชุดสีเขียวเอ่ยตอบอย่างประจบประแจง
“ข้ายอมไปเรียนการร่ายรำให้งดงามก็เพื่องานนี้เห็นว่าท่านเลี่ยงหรงเกอเกอโปรดระบำชุดนี้เป็ที่สุด” นางหัวเราะกับคู่สนทนาด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
เยี่ยนเยว่ฉีได้ฟังความทั้งหมดก็คาดเดาได้แล้วว่าบุรุษที่หญิงงามผู้นี้กำลังจับตาและเอ่ยถึงคือผู้ใด
'เลี่ยงหรงเกอเกออีกแล้วหรือ ทำไมบรรดาสตรีเหล่านี้ถึงได้พากันเรียกขานเขาอย่างสนิทสนมไปหมด'
จากกำลังเศร้าสร้อยเยี่ยนเยว่ฉีกลับรู้สึกโกรธขึ้นมายิ่งนึกถึงบุรุษหน้าตายผู้นั้น หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายคือฉินอ๋องผู้สูงศักดิ์นางก็อยากจะวิ่งออกไปกระชากคอเขาแล้วถามหาความจริงเสียให้รู้แล้วรู้รอด
สตรีในชุดสีเขียวยังคงชวนโฉมงามในชุดสีขาวสนทนาต่ออย่างออกรสจนทำให้เยี่ยนเยว่ฉีที่ลอบฟังด้วยความสนอกสนใจได้รับคำตอบเื่ที่ยังคาใจอยู่เมื่อสักครู่
“อย่างไรท่านหญิงก็เหมาะสมกับฉินอ๋องมากกว่าถางซือเซียนผู้นั้นนักนางเป็เพียงบุตรสาวขุนนางอย่างไรก็ต่ำศักดิ์ไม่คู่ควร” หญิงชุดเขียวพูดเอาอกเอาใจคู่สนทนาทั้งที่ความจริงตระกูลถางนั้นมีบรรดาศักดิ์โหวถางซือเซียนย่อมสามารถเป็ฉินหวางเฟยได้อย่างสบาย ๆ
“พูดแล้วข้าก็เจ็บใจยิ่งนักเลี่ยงหรงเกอเกอเองก็เอาแต่อยู่กับถางซือเซียน หลงใหลหญิงแพศยานั่นอยู่ได้”น้ำเสียงของท่านหญิงเต็มไปด้วยความไม่พอใจและเคียดแค้น
“ท่านอ๋องสูงศักดิ์จะมีพระชายารองหลายคนก็คงไม่แปลกหากท่านหญิงได้เป็หวางเฟยแล้ว ถางซือเซียนจะทำอะไรท่านได้”
“อย่าประมาทนางปีศาจนั่นเชียวนางล่อลวงญาติผู้พี่มานานเพียงไร ไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าข้าอีกแล้วยามนี้ผู้คนก็เอาแต่เล่าลือว่าถางซือเซียนปักปิ่นแล้วอีกไม่นานฉินอ๋องคงจะรับนางเข้าจวน” สตรีในชุดระบำสีขาวพูดอย่างคับแค้นใจนางบิดผ้าเช็ดหน้าไหมจนเกือบขาด
“ท่านหญิงจะหวั่นไปไยเล่าเ้าคะอย่างไรท่านก็มีไทเฮาทรงสนับสนุน ไม่ช้าก็เร็วต้องได้แต่งเข้าจวนฉินอ๋องและเมื่อใดท่านมีซื่อจื่อ[1]ให้ท่านอ๋องแล้วละก็ถางซือเซียนต้องตกกระป๋องอย่างแน่นอน”
“นั่นสินะ”
พูดจบสตรีทั้งสองก็พากันหัวเราะชอบใจ
‘ที่แท้นางกับถางซือเซียนต่างกำลังแย่งชิงตำแหน่งฉินหวังเฟยหรือเมื่อครู่ถางซือเซียนจะพูดโกหกเพื่อกันท่าข้าออกไป แต่ก็เป็ไปได้อีกว่าท่านอ๋องจะเที่ยวฝากรักไปทั่ว’เยี่ยนเยว่ฉีสรุปทุกสิ่งในใจ
แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นแค้นครั้นนึกได้ว่าวันนี้ตนเองก็เพิ่งพบท่านอ๋องหนุ่มครั้งแรกเขาก็กล้าทำอะไรต่อมิอะไรนางแล้วจะเป็ไปได้หรือไม่ว่ามู่เลี่ยงหรงคือชายเ้าชู้ที่เที่ยวให้ความหวังกับสตรีไปทั่ว
'น่าตายนัก ข้าเกลียดท่าน'
ดวงตาของเยี่ยนเยว่ฉีแดงก่ำหยาดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ เริ่มร่วงหล่นลอบกำมือแน่นเพื่อระบายอารมณ์โกรธที่กำลังพุ่งทะยานยามนี้หากทำได้นางอยากจะวิ่งไปซัดฝ่ามือใส่คนใจร้ายผู้นั้นเสียให้ตาย
“ท่านหญิงกุ้ยอินได้เวลาแล้ว” ขันทีน้อยขานเรียกผู้แสดงคนต่อไป
'ท่านหญิงกุ้ยอินงั้นหรือ'
เยี่ยนเยว่ฉีนึกถึงสิ่งที่ได้ฟังจากถางซือเซียนก่อนหน้านี้น้องสาวของอัครเสนาบดีบอกว่าท่านอ๋องมิได้ชอบสตรีผู้นี้แต่อย่างใดนางเป็แค่เพียงหนึ่งในบรรดาหญิงสาวที่ชื่นชอบเขาเท่านั้นหากเป็ท่านหญิงจวนจ้าวอ๋องจริง ๆ แล้วละก็นางย่อมมีศักดิ์เป็ญาติผู้น้องของมู่เลี่ยงหรงการเรียกเขาว่าเกอเกอก็ไม่ใช่เื่แปลก
ทว่ายามนี้ทุกอย่างก็เป็เพียงสิ่งที่ตนคาดเดาไปเองทั้งสิ้น
เยี่ยนเยว่ฉียังคงวิตกกังวลในเื่ที่ยังคงคลุมเครือนางเริ่มไม่มั่นใจว่าควรจะรีบแต่งงานกับชายมากภรรยาและมีชะตาดอกท้อผู้นี้หรือไม่
หากเป็ไปได้นางก็อยากจะเลื่อนเวลาออกไปอีกสักระยะหนึ่งก่อนอย่างน้อยฉินอ๋องก็ควรจะพิสูจน์ตนเองว่าชอบนางด้วยใจจริงมิใช่เห็นนางเป็เพียงแค่บุปฝาที่อยากจะเก็บเอาไว้ดอมดมจนเบื่อหน่ายแล้วทิ้งขว้างแต่จะทำเช่นไรในเมื่อฉินอ๋องกำลังจะขอพระราชทานสมรสในวันนี้แล้ว
ระหว่างเยี่ยนเยว่ฉีอยู่ในห้วงความคิดขันทีน้อยก็ะโขานชื่อการแสดงชุดถัดไป
“การแสดงชุดระบำเทพธิดาดวงจันทร์จากจวนจ้าวอ๋อง ท่านหญิงกุ้ยอินแสดง”
สิ้นคำขันทีน้อยเสียงดนตรีก็แว่วดังกังวานขึ้น เครื่องดนตรีหลากหลายสอดประสานส่งเสียงประกอบกันเป็จังหวะสำหรับร่ายรำจ้าวกุ้ยอินในชุดระบำสีขาวดุจเทพธิดาวิ่งออกไปยังโถงกลางทุกท่วงท่าพลิ้วไหวดุจสายลม ยามนางหมุนกาย ผ้าแพรก็สยายคล้ายล่องลอย
ท่านหญิงในยามนี้ดูอ่อนช้อยงดงามราวนาง์ก็มิปาน
ระหว่างร่ายรำอยู่นั้นจ้าวกุ้ยอินก็แสดงความใจกล้าเกินสตรีออกมา โดยส่งสายตาให้มู่เลี่ยงหรงอย่างเปิดเผยแม้เคลื่อนกายส่ายไหวก็ยังคงจับจ้องเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยแววตาซึ่งเต็มไปด้วยความเสน่หาชัดเจนประกายแห่งความวาดหวังสื่อออกมาว่า้าบุรุษตรงหน้ามาให้จงได้
จิตใจของจ้าวกุ้ยอินที่มีต่อฉินอ๋องนั้นคนทุกผู้ในเมืองหลวงต่างทราบเป็อย่างดี นางมีรักมั่นมายาวนานต่อมู่เลี่ยงหรงทั้งคู่ดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก และด้วยศักดิ์ฐานะของท่านหญิงผู้คนจึงลงความเห็นว่านางเหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเอกจวนฉินอ๋อง
แต่เวลาก็ล่วงเลยมานานจนท่านหญิงอายุได้สิบเก้าปีแล้วฝ่ายชายเองก็รับพระชายารองเข้าจวนไปแล้วถึงสามคนแต่ฉินอ๋องผู้หล่อเหลาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปสู่ขอจ้าวกุ้ยอินแต่อย่างใดซ้ำมีข่าวลือว่าท่านอ๋องหนุ่มชอบพอถางซือเซียนที่เติบโตมาด้วยกันต่างหากนางเป็บุตรสาวของท่านโหว หรืออีกตำแหนางหนึ่งก็คืออดีตอัครเสนาบดีผู้ทรงความรู้และยังเป็บิดาของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนปัจจุบันอีกด้วยนางย่อมคู่ควรกับฉินอ๋องไม่น้อยไปกว่าผู้ใด
ทั้งที่ท่านหญิงกุ้ยอินสูงส่งและงดงามราวกับหยางกุ้ยเฟย[2]ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในห้าของโฉมสะคราญแห่งเมืองหลวง แต่ผู้ที่ดูมีภาษีจะได้เข้าจวนฉินอ๋องกลับเป็ดรุณีแรกรุ่นวัยสิบห้าปีทำให้ผู้คนอดรู้สึกเห็นใจธิดาของจ้าวอ๋องไม่ได้
ด้านมู่เลี่ยงหรงถึงแม้จะถูกจ้าวกุ้ยอินทอดไมตรีสักเพียงใดทว่าเขายังคงสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีความหวั่นไหวบนดวงตาแม้สักน้อยบุรุษในชุดคลุมสีดำยังคงเพลิดเพลินกับการดื่มสุราพลางสนทนากับจ้าวอ๋องและอู๋อ๋องที่นั่งข้างกันอย่างออกรสโดยตลอดการแสดงเขาปรายตามองสตรีในชุดสีขาวเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น
เมื่อการร่ายรำอันสวยงามวิจิตรจบลงแเื่ต่างสรรเสริญชื่นชมท่านหญิง แต่จ้าวกุ้ยอินมิใคร่ใส่ใจผู้อื่นเอาแต่ทิ้งสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาไปยังบุรุษในดวงใจหวังว่าชายหนุ่มจะเหลียวแลและชื่นชมตนเอง
“ร่ายรำได้งดงามมาก เสมือนนาง์จริงๆ เด็ก ๆ ตบรางวัล” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลอย่างสำราญนอกจากจะปรบมือให้กับจ้าวกุ้ยอินเป็การใหญ่ ยังทรงพระราชทานรางวัลให้แก่นางมากมาย
“ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ”จ้าวกุ้ยอินยอบกายคารวะฮ่องเต้ แล้วยื่นมือรับรางวัลที่หลิวกงกงส่งมาให้จากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างแช่มช้า สาวเท้ากลับไปนั่งประจำที่ของตนเองทางฝั่งสตรี โดยที่สายตายังคงอ้อยอิ่งอยู่กับบุรุษในดวงใจ
เยี่ยนเยว่ฉีเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็ลอบตำหนิว่าสตรีผู้นี้ช่างใจกล้ายิ่งนักตัวเป็ถึงท่านหญิง แต่กลับส่งสายตาร้อนแรงหาบุรุษโดยไม่ใส่ใจผู้ใดยามนี้นางเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดถางซือเซียนจึงดูแคลนท่านหญิงผู้นี้นัก
ตอนนี้เยี่ยนเยว่ฉีค่อนข้างพอใจกับอากัปกิริยาของมู่เลี่ยงหลงเขาไม่ชายตาแลสตรีใจกล้าอย่างจ้าวกุ้ยอินเลยสักนิดร้อยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเล็กน้อย หลังจากแอบกินน้ำส้ม[3]อยู่เป็นาน
เยี่ยนเยว่ฉีจึงรอทำการแสดงด้วยใจที่สงบเยือกเย็นขึ้น
แต่ก่อนที่การแสดงชุดต่อไปจะเริ่มขึ้นซูจิ้งก็ก้าวเข้ามาพร้อมเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อหาผู้เป็นายครั้นพบเป้าหมายแล้วก็รีบปราดเข้าไปแจ้งจุดประสงค์ของตนเองทันที
“คุณหนูเล็กคุณชายรองให้บ่าวมาตามคุณหนูไปพบเ้าค่ะ”
[1] ซื่อจื่อ ตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋อง
[2] หยางกุ้ยเฟยสตรีที่ได้รับการบันทึกว่าเป็หนึ่งในสี่สตรีที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์จีนมีชีวิตอยู่ใน่ราชวงศ์ถัง
[3] กินน้ำส้ม หมายถึง แสดงอาการหึงหวง