Pioneer Era

    ตอนที่ 66 ผจญภัยในบึงมรกต (2)

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    “ยัยที่ชื่อสลอตเป็นเหมือนฉันกับกลัทโทนีย์ แต่เธอหลุดจากการควบคุมของฉันไปแล้ว ขอให้ท่านไพไรต์ระวังตัวเอาไว้ด้วยค่ะ”

    “ดิฉันจะช่วยท่านโนอาร์จับตาดูให้อีกแรงด้วยค่ะ”

    ท่านโนอาร์กับกลัทโทนี่ย์พูดเช่นนั้นกับผมเมื่อไม่กี่วันก่อน ในตอนที่มีนักเรียนใหม่มาเข้าร่วมชั้นเรียน

    แต่ผมไม่เห็นว่านักเรียนสองคนที่เข้ามาใหม่จะดูเป็นภัยอันตรายตรงไหน

    “Zzz”

    ดูสิ อย่างคนที่ชื่อสลอต เธอสามารถนอนในท่ายืนได้เลยนะ? คนแบบนี้เนี่ยนะอันตราย? ถามจริงเถอะ?

    “...”

    ช่างยัยเมดคนนี้แล้วมาเฝ้ายามต่อดีกว่า

    “ทุกคนระวังอย่าเผลอทำผ้าปิดจมูกหลุดออกมาเชียวนะ”

    “ค่า~”

    “รู้แล้ว”

    หน้าที่ในวันนี้ของพวกเรา คือการเข้าร่วมการกวาดล้างสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า [อะบอม] ซึ่งอาศัยอยู่ในบึงมรกต

    ในอดีตบึงนี้มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรขนาดนี้หรอกนะ แต่มันพึ่งจะมาเริ่มขยายตัวก็ตอนราวห้าสิบปีก่อนเนี่ยแหละ

    เนื่องจากบึงแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมที่เหม็นเปรี๊ยวฉุนจมูก เลยต้องเอาผ้ามาปิดเอาไว้ให้มิด ไม่อย่างงั้นได้เหม็นจนสลบตายแน่นอน

    ถ้าเป็นในตัวเมืองจะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ปลูกในเมืองช่วยกลบเอาไว้บางส่วน แต่ข้างนอกเมืองมันไม่มีของแบบนั้น เลยทำให้ไม่สามารถเดินเหินได้อิสระนัก…

    ยิ่งใกล้บ่อก็ยิ่งได้กลิ่นรุนแรงจนแทบจะทำให้ตายได้

    เพราะแบบนั้นผ้าปิดจมูกจึงเปรียบได้ดั่งชีวิตของเรา



    “ลี่ค่ะ กรุณาอย่าแกล้งพวกฉันด้วยการมาแอบดึงผ้าปิดจมูกออกนะคะ ถ้าแกล้งละก็ พวกเราโกรธจริง ๆ นะ”

    ยัยโทแพชหันไปพูดตอกลิ่มใส่ยัยอสูรหัวเขียว ที่กำลังทำท่าจะย่องเข้ามาแกล้งเธอจากข้างหลัง

    "อย่าเกลียดเค้านะ… เค้าไม่แกล้งหรอก... ดอง…"

    ยัยลี่คอตกเหมือนหมาหงอย ก่อนจะเริ่มกลับไปเฝ้ายามเหมือนคนอื่น ๆ

    “พวกเผ่าอสูรนี่น่าอิจฉาจริงนะ"

    ผมพึมพำออกมาเบา ๆ

    พวกเผ่าอสูรกายไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าปิดจมูกช่วยเหมือนพวกเรา

    เห็นว่าจมูกของพวกเขาแย่กว่าเผ่าของพวกเรา เลยทำให้ได้กลิ่นเหม็นเปรี๊ยวที่รุนแรงเบาบางกว่า

    น่าอิจฉาวุ้ย

    ผมคิดเช่นนั้นแล้วหันกลับไปยืนเฝ้ามองระวังภัยรอบตัวต่อ



    บนพื้นที่บึงสีเขียวที่กระจายไปทั่วป่าโปร่งตรงหน้า มีผู้คนจำนวนมากกว่าสองพันชีวิตกำลังรวมตัวกันอยู่ที่นี่

    เป็นนักเรียนเผ่าอสูรกายเสียหนึ่งพันกว่าคน ส่วนที่เหลือเป็นนักรบจากชนเผ่าสัตว์ของพวกเรา

    พวกเผ่าอสูรแบ่งกองกำลังออกเป็นห้าส่วนตามสีของเสื้อคลุม

    สีเทา สีขาว สีดำ สีน้ำเงิน และสีใส

    เห็นยัยลี่บอกว่าแบ่งตามแผนกการสอนอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ

    โดยหลัก ๆ จะมีแผนกการทหารที่สวมเสื้อคลุมสีเทากับแผนกวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ที่สวมเสื้อคลุมสีเงินเป็นตัวหลักเฝ้าระวังสัตว์ร้าย แล้วให้พวกที่เหลืออยู่แนวหลังสนับสนุนเรื่องการประสานงาน เสบียง อาวุธ ตั้งค่าย และทำการพยาบาลคนที่บาดเจ็บ

    การประสานงานของพวกอสูรกายนั้นเป็นระเบียบอย่างน่าประทับใจ และยังใช้เทคโนโลยีที่พวกเราไม่รู้จักในการสื่อสาร

    พวกเขาไม่จำเป็นต้องใชนเผ่าม้าคอยวิ่งส่งสารไปมาระหว่างกลุ่ม ไม่ต้องตะโกนเสียงดังจนคอหอยแหกเหมือนเผ่าของพวกเรา

    เพียงแค่ใช้เครื่องสื่อสารที่เรียกว่า [มือถือ] ก็สามารถสื่อสารกันได้แล้ว

    ไม่แปลกใจที่ทำไมฝ่ายเราถึงไม่เคยชนะพวกเผ่าอสูรกายได้สักครั้ง…



    ส่วนเผ่ามนุษย์สัตว์อย่างผมมีหน้าที่อะไรนะหรือ?

    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหน้าเผ่าอสูรกายที่มาช่วย พวกเราเลยรับหน้าที่ในการปราบปรามเป็นหลัก

    แต่นักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างผมนั้น จะถูกจัดให้ทำกิจกรรมร่วมกับพวกเผ่าอสูรกายแทน

    “ไปทางนั้นตัวหนึ่งแล้ว… เฮ้ย! อย่าเอาแต่เหม่อสิฟะเจ้าโฮป! ”

    “... ฉันจัดการเองค่ะ”

    สตรีผมสีม่วงสูงสองเมตรครึ่งที่ชื่อพรุนเคลื่อนไหววิ่งตรงไปขวางหน้าเจ้าโฮป

    เธอกระโดดสูงกว่าสามเมตร แล้วทิ้งตัวลงมาเหยียบตรงพื้นดินที่ดูเหมือนไม่มีอะไร

    แต่หากเพ่งสายตาให้ดี จะเห็นว่ามีร่างของ อะบอม ขนาดสองเมตรตัวหนึ่งกำลังคลานเข้ามาใกล้

    ถึง อะบอม ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในบึง แต่ก็มีบางตัวที่ทนหิวไม่ไหว แล้วคลานขึ้นมาบนพื้นดินเพื่อออกล่าเหยื่อ

    ขาสีเขียวของสตรียักษ์จมลงไปในเมือกสีเขียว ทะลุทับลงบนจุดตายที่เป็นก้อนทรงกลมสีแดงที่อยู่ข้างใน

    “... รู้สึกเจ็บผิวนิด ๆ นะคะ”

    “ก็แหง่สิ ร่างของมันเป็นกรดทั้งตัวเลยนะ ไม่ได้ฟังที่พวกนักรบของเราอธิบายหรอกหรือยังไง? ”

    “ฟังอยู่ค่ะ แต่ฉันนึกว่าตัวเองในตอนนี้จะสามารถใช้เวทมนตร์ปกป้องตัวเองได้ แต่ดูเหมือนว่าฉันยังอ่อนหัดอยู่ค่ะ”

    พรุนพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง



    [เวทมนตร์] หรือ [วิทยาศาสตร์เวทมนตร์] หรือที่พวกเราชนเผ่าสัตว์เรียกมันว่า [พลังปาฏิหาริย์ของเทพเจ้า] คือพลังลึกลับที่สามารถใช้ควบคุมธรรมชาติได้

    จากการที่ได้เข้ามาเป็นตัวประกัน… เออ… ไม่สิ เป็น [นักเรียนแลกเปลี่ยน] ของเผ่าอสูรกาย ผมก็ได้รู้ความลับของพลังปาฏิหาริย์พวกนี้ ว่าความจริงไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้ ถ้าหากว่ามีอุปกรณ์ช่วยเหลือ

    จะมีก็เพียงแค่เผ่าของยัยลี่ ที่สามารถใช้พลังปาฏิหาริย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์ใด ๆ

    อุปกรณ์พวกนี้จะถูกเรียกว่า [อุปกรณ์เวทมนตร์] โดยใช้หลักการ [วิทยาศาสตร์] ที่เรียนแล้วแม่งโคตรมึนในการใช้งาน

    เห็นว่าต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า [โครงสร้างอะตอม] อันชวนปวดหัว แล้วใช้ [คลื่นสมอง] ควบคุมอุปกรณ์เพื่อแผ่รังสีควบคุมโครงสร้างเหล่านั้นในการสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมา

    ผมเคยลองใช้มันดูแล้วละ ผลลัพธ์คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น…

    ในกลุ่มของผมนั้น มีแค่ยัยโทแพชคนเดียวที่สามารถใช้พลังปาฏิหาริย์ได้

    ถึงจะทำได้แค่สร้างแสงสว่างขนาดเท่ามดก็ตามทีละนะ



    “... ทุกคน ฉันมีเรื่องอยากจะข้อร้องอยู่อย่างหนึ่งค่ะ”

    สตรีเขาคู่ผมสีม่วงหันมาพูดกับพวกเรา

    ดวงตาของเธอดูแน่วแน่และเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของนักรบ ราวกับพึ่งตัดสินใจอะไรบางอย่างไป

    “อาจเป็นคำพูดที่ทำให้พวกคุณรู้สึกไม่ดี แต่รบกวนช่วยเป็นแนวหน้าที่ดีให้กับฉันด้วยค่ะ”

    “? ”

    หมายความว่ายังไงของเธอกัน?

    “ฉันขอยอมรับความจริงตามข่าวลือ ใช่ค่ะ ฉันคือพรุน เป็นลูกสาวของวีรบุรุษเผ่ายักษ์ [บานา] ค่ะ ต้องขอโทษที่ปิดทุกคนมาจนถึงตอนนี้ด้วยค่ะ”

    เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาครู่หนึ่ง

    “แล้วยังไง? ”

    คนที่ทำลายความเงียบนั้นคือโฮป

    “คือว่าฉันกับครอบครัวมีปัญหากันเล็กน้อยค่ะ ครอบครัวไม่เชื่อว่าฉันสามารถเดินไปในเส้นทางของเวทมนตร์ได้ และกำหนดให้ฉันเดินในเส้นทางของนักรบค่ะ แต่ฉันมีความฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ ไม่อยากให้ใครมาขีดเส้นทางชีวิตให้ฉันค่ะ”

    ไม่อยากให้ใครมาขีดเส้นทางชีวิตให้อย่างงั้นหรือ… ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหรแฮะ

    ถ้าเกิดมาเป็นลูกของผู้กล้าก็ควรพยายามเพื่อเป็นผู้กล้าเหมือนผู้ให้กำเนิด

    ถ้าเกิดมาเป็นลูกบ้านช่างตีเหล็ก ก็ควรเป็นช่างตีเหล็กเพื่อสืบทอดต่อจากบิดา

    ถ้าเราไม่สืบทอดต่อจากพ่อหรือมารดา สิ่งที่พวกท่านทำสั่งสมมาก็จะหยุดชะงักขาดช่วงหายไปหมดนะสิ

    “แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกคุณไม่เคยสามารถเป็นแนวหน้าที่วางใจให้ได้เลยสักครั้ง จนทำให้ฉันต้องออกไปต่อสู้ในแนวหน้าเสมอ แล้วครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะทั้งครอบครัวของฉันมาที่นี่ด้วย ดังนั้นฉันเลยอยากแสดงความสามารถด้านเวทมนตร์ให้พวกเขาได้เห็น แต่ฉันคงทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าหากแนวหน้ามัวแต่เหม่อลอยเหมือนเมื่อกี้ค่ะ”

    “อึ๊ก! ”

    ดูเหมือนว่าคำพูดของพรุนจะแทงใจดำเจ้าโฮปมากทีเดียว



    “งั้นเดียวฉันจะเปลี่ยนจากตำแหน่งแนวหลังเป็นแนวหน้าให้เองดอง! ”

    ยัยลี่ชูมือที่ถือกริชสีดำยาวครึ่งเมตรขึ้นท้องฟ้า พร้อมกับส่งเสียงออกมาอย่างมั่นใจ แล้วเริ่มควงกริชสีดำทั้งสองเล่มอย่างคล่องแคล่ว

    “เดียวนี้ฉันไม่ต้องพึ่งปืนหรือพลังภูติแล้วดอง! ฉันสามารถถือมีดสองเล่มได้อย่างสบาย ๆ แล้วดอง จะแสดงวิชาที่ฝึกมา---”

    *ซ่าาาา*

    *กีสส!? *

    *แกว๊กกก!! *

    *ซูมมม…*

    อ๊ะ… ที่บึงข้าง ๆ มีอะบอมตัวใหญ่เบิ้มอยู่หนึ่งตัวด้วยแฮะ

    เจ้านั่นมีขนาดราวสิบเมตร มันยืดระยางขึ้นมาจับสัตว์ที่กำลังดื่มน้ำจากบึงจำนวนมากกว่าสิบตัว หายลงไปในบ่อในพริบตาเดียวเท่านั้น

    “---ฝึกมากับดิวซ์…กับดิวซ์…ดิวซ์……….. นั่นสินะ เดียวสมดุลของกลุ่มจะเสียได้ งั้นฉันขอใช้ปืนหรือพลังภูติจากแนวหลังดีกว่าดอง”

    ยัยนี่ท่าดีทีเหลวนี่หว่า…



    “ฮึ… งั้นข้าจะเป็นแนวหน้าปกป้องให้เธอเองพรุน”

    ชายหมีขนแดงร่างยักษ์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ปลุกปั้นให้ฟังดูหล่ออย่างผิดธรรมชาติ

    เจ้าวานาดิไนต์ฟาดค้อนสงครามสีขาวขนาดใหญ่เอาไว้ตรงบ่า แล้ววิ่งเข้าใส่อะบอมขนาดสิบเมตรตัวเมื่อกี้

    เขาย่อตัวหลบระยางที่พุ่งเข้ามา บิดเอวแล้วใช้สองมือเหวี่ยงค้อนเต็มแรงไปที่แกนสีแดงของมัน

    แกนสีแดงทรงกลมขนาดหนึ่งเมตรถูกค้อนสีขาวกระแทกอย่างรุนแรง จนทะลุออกมาจากร่างกายของมัน

    ร่างที่คล้ายเจลสีเขียวเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะแผ่กระจายนองเป็นผิวบาง ๆ อยู่ตรงบึง

    พวกสัตว์ที่ถูกลากลงบ่อเมื่อกี้ต่างรีบตะเกียกตะกายหนีขึ้นมาจากบึงสุดชีวิต

    “พวกอะบอมมันไม่คณามือข้าหรอก ข้าจะเป็นแนวหน้า เป็น [โล่] ที่ปกป้องเธอให้เองนะพรุน”

    ชะวิ้ง~ ว่าแล้วมันก็ยิ้มยิงอวดฟันขาว ๆ ให้กับพรุน

    “... ขอบคุณค่ะ แต่ฉันไม่มีทางตอบรับรักคุณเพราะเรื่องแค่นี้หรอกนะคะ”

    “ไม่เป็นไร แค่ยอมให้ข้าทำหน้าที่ให้ มันก็เพียงพอสำหรับข้าแล้ว”

    คำพูดแม่งหล่อจริงเว้ยเฮ้ย

    “งั้นก็… มาเริ่มงานกันเลยดีไหม? ”

    “หืม? ”

    ทุกคนทำสีหน้าฉงนต่อคำถามของผม

    ผมเลยชี้ไปที่บึงตรงหน้าแทนคำตอบ

    พวกอะบอมจำนวนมากกำลังเลื้อยขึ้นมาจากบ่อสีเขียว และมุ่งตรงมาทางค่ายของพวกเรา

    หนึ่งร้อย… สองร้อย… ไม่สิ อาจมีมากกว่าหนึ่งพันตัวเลยได้มั้ง?

    “เยอะชิบหาย! ”

    พวกมันคงเห็นว่าพวกเราเข้ามารุกรานถิ่นของมัน มันเลยเริ่มประกาศสงครามกับพวกเราอย่างที่เห็นนี่แหละ

    จำนวนคร่าว ๆ ตอนนี้คือหนึ่งพันตัว แต่มีอีกเป็นจำนวนมากที่อาศัยอยู่ก้นบึงกับในส่วนป่าลึก ดังนั้นให้ตีว่ามีมากกว่านี้อีกสองสามเท่าตัวน่าจะเป็นการฉลาดกว่า

    ผมย่อตัวและเตรียมพร้อมต่อสู้

    อาวุธคือดาบเฮเดสของกับดาบดำเล่มเดิมที่ซ่อมมาแล้ว

    ส่วนดาบผ่ามิติกับเกราะที่ได้รับมาจากท่านโนอาร์ ของพวกนั้นคงต้องเก็บไม่เอามาใช้ในตอนนี้

    เพราะถ้าหากมัวแต่พึ่งพาพลังของเทพเจ้า แล้วผมจะเก่งกาจขึ้นได้อย่างไรกัน?

    “ได้เวลาเริ่มงานของพวกเรากันแล้ว”



    ***



    “ (สิ่งมีชีวิตพวกนี้… บังอาจมารุกรานตอนที่ข้ากำลังเตรียมทัพรุกรานเขตอื่นเช่นนั้นหรือ?) ”

    สิ่งมีชีวิตสีเขียวและเต็มไปด้วยระยางน่ากลัวตัวหนึ่งพูดกับตัวเองเช่นนั้น

    มันมีขนาดตัวแบนราบยาวเพียงครึ่งเมตร และมีนิวเคลียสสีแดงสดใสทรงกลมขนาดสิบเซนติเมตรลอยโดดเด่นอยู่ใจกลาง

    มันคืออะบอมที่มีขนาดเล็กที่สุดจากบรรดาอะบอมทั้งหมดที่มี

    แต่ทว่าเจ้าตัวเล็กนี้ คือ [จ่าฝูง] ของพวกมัน เป็นจ้าวผู้ปกครองนครหนองบึงมรกตสีเขียวแห่งนี้

    “ (ไม่เลว…) ”

    อะบอมตัวเล็กเริ่มสื่อสารกับอะบอมตัวอื่นด้วยการเคลื่อนไหวระยางไปมา

    เนื่องจากพวกมันไม่มีอวัยะวะในการให้เสียง มันเลยต้องใช้ภาษากายในการสื่อสาร

    “ (พวกแกจงกระจายกำลัง ส่งแนวหน้าล่อความสนใจ แล้วส่งหน่วยตัวเล็กมุดลอดไปตามทางน้ำใต้ดิน ผ่านช่องว่างเหล่านั้นเพื่อโจมตีฉับพลันจากใต้รังของพวกมันซะ) ”

    “...”

    อะบอมตัวอื่นรับฟังคำสั่งอย่างซื่อตรง แล้วเริ่มกระจายคำสั่งออกไปในฝูงย่อยของพวกมัน

    แต่พวกมันดำเนินการชักช้า การสื่อสารด้วยภาษากายเองก็ถูก ๆ ผิด ๆ จนทำให้มันรู้สึกรำคาญใจไม่น้อย

    มันไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมีความฉลาดมากกว่าตัวอื่น ความทรงจำสมัยเด็กของมันเองก็คลุมเครือมาก แต่เป็นเพราะพลังของความฉลาด เลยทำให้มันขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ

    อย่างภาษากายที่ใช้อยู่ ก็เป็นมันที่คิดสร้างขึ้นมาเอง

    “ (ให้ตายเถอะ ถ้าความฉลาดในฝูงยังอยู่ระดับนี้ คงไม่มีใครเรียกชื่อ [เอดีฟนี่] ที่ตั้งให้ตัวเองแน่) ”

    มันบ่นกับตัวเองไปพร้อมกับลงมาสั่งการทีละฝูงย่อยด้วยตัวเองอีกครั้ง



    แรกเริ่มเดิมที่พื้นที่บึงพิษในภาคตะวันตกมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    ฝูงของมันมีเพียงแค่หลักร้อย ซึ่งถือว่ามีน้อยมากหากให้เทียบกับมหาอำนาจของป่าในเขตอื่น

    พวกมันอ่อนแอ ที่เพียงแค่ถูกกรงเล็บของสัตว์ใหญ่สะกิดลงไปในนิวเคลียสก็สิ้นชีวิตได้แล้ว

    พวกอะบอมต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความริษยาใต้สิ่งมีชีวิตตัวอื่นที่แข็งแกร่ง

    แต่แล้วฮีโร่ของพวกมันก็ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราวห้าสิบปีก่อน

    เอดีฟนี่ ได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับความฉลาดที่ตัวอื่นไม่มี

    มันสอนวิธีล่าเหยื่อด้วยการใช้ประโยชน์จากดอกบัวเฮเดส สอนวิธีเปลี่ยนบึงให้เป็นสีเขียว แล้วใช้สิ่งนั้นซ่อนตัวตนเพื่อลอบสังหารเหยื่อของพวกเขา

    เอดีฟนี่ ใช้ความฉลาดของตัวเองสร้างเครือข่ายปกครอง สร้างระบบยามเฝ้ารัง สร้างระบบสังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน

    จนในที่สุดมันก็สามารถยึดอำนานในภูมิภาคนี้ แล้วขยายเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ไปทั่วทิศตะวันตกของทวีป

    ปัจจุบันกองทัพของ เอดีฟนี่ ที่ควบคุมเอาไว้มีอยู่ถึงหนึ่งล้านตัว และยังคงวางแผนเพิ่มกองกำลังให้มากขึ้น เพื่อเข้ายึดครองดินแดนในส่วนอื่นของป่า

    มันจะไม่ยอมให้ใครมามีอำนาจเหนือมัน

    มันจะไม่ยอมทนเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นมีเขตแดนปกครองมากกว่ามัน

    หากไม่ได้อยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร มันคงไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสบายใจ

    มันคิดเช่นนั้น

    แล้วเป้าหมายแรกของมันก็ถูกกำหนดขึ้น นั่นคือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป

    มันส่งลูกน้องไปเฝ้าตรวจสอบความเคลื่อนไหวตลอดเวลา และพบว่าปัจจุบันนี้ เจ้าถ้ำที่ว่าได้ไร้เจ้าผู้ปกครองไปแล้ว

    มันเลยตั้งใจที่จะส่งกองกำลังเข้าไปยึดครองสถานที่แห่งนั้นมาเป็นของตัวเองซะ

    แต่ทว่าก่อนที่จะได้ทันเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ มันกลับถูกสิ่งมีชีวิตรูปร่างสัตว์มีขนยืนสองขาเข้ารุกรานเสียก่อน



    “ (... เป็นศัตรูที่ดูถูกไม่ได้เลยแฮะ) ”

    เอดีฟนี่ คิดอยู่ในใจไปพร้อมกับเฝ้าสังเกตุการต่อสู้จากระยะไกล

    กองทัพระลอกแรกที่ส่งไปจำนวนสองพันชีวิตเพื่อหยั่งเชิงผู้รุกราน ทำให้มันเริ่มทราบขีดความสามารถของศัตรู

    คลื่นสีเขียวเลื้อยคีบคลานไปตามแผ่นดินสีน้ำตาล

    ต้นหญ้าด้ายดำถูกเหยียบย่ำละลายหายไปสิ้น

    “ศัตรูบุก! ”

    “ทุกคนเตรียมรับมือ! หน่วยโจมตีพร้อม---เล็ง! ”

    “รบกวนเผ่ามนุษย์สัตว์ช่วยหลบไปให้พ้นแนวยิงด้วย! ”

    ทั่วทั้งค่ายเกิดเสียงดังอื้ออึงไปทั่ว

    หน่วยรบในชุดคลุมสีเทาขึ้นมายืนที่แนวหน้า

    หน่วยรบในชุดคลุมสีเงินยืนเรียงรายที่ระยะกลาง

    ส่วนที่เหลือตั้งมั่นในที่สูงบนฐานปูนอันแข็งแรง

    “ (สุดยอด) ”

    เอดีฟนี่ ทำสงครามแย่งชิงดินแดนกับศัตรูมามากมายตลอดชีวิต แต่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน

    มันไม่เคยเห็นการเคลื่อนไหวที่เป็นระบบระเบียบได้อย่างน่าประทับใจเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

    ถึงลูกน้องของเขาจะเคยปะทะกับเผ่ามนุษย์สัตว์มาประปราย แต่ตัวมันเองไม่เคยทำสงครามหรือเข้าหรือปะทะกับเผ่ามนุษย์สัตว์โดยตรงเลยสักครั้ง

    เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรก ที่มันได้เห็นการเคลื่อนไหวในรูปแบบของกองทัพจากสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาเหมือนมัน

    “ (แพ้แน่นอน…) ”

    มันทราบได้ทันทีว่ากองทัพของมันไม่สามารถเอาชนะกองทัพที่มีระเบียบตรงหน้าได้



    แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง

    พวกอะบอมแนวหน้าสุดถูกแสงประหลาดสีฟ้าแผดเผาละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ประดุจหิมะที่ย่างเข้าฤดูร้อน

    อะบอมจำนวนพันกว่าชีวิตสลายกลายเป็นละอองไอน้ำภายในเวลาเพียงแค่สามนาทีเท่านั้น

    ชีวิตที่เติบโตมาอย่างกล้าแกร่ง การฝึกฝนเยี่ยงนักรบช่างไร้ค่าต่อหน้าอาวุธของสัตว์ผู้ทรงภูมิปัญญา

    “ (ยิงออกมาจากสิ่งที่พวกมันถือ… อุปกรณ์เสริมความแข็งแกร่งที่ลูกน้องเคยรายงานให้ฟังเมื่อก่อนอย่างงั้นหรือ?) ”

    เอดีฟนี่ เริ่มทำการวิเคราะห์ถึงความลับของพลังที่เห็น

    “ (อืม… จะเลียนแบบได้หรือเปล่านะ?) ”

    มันคิดเช่นนั้น



    พวกอะบอมที่รอดชีวิตอีกหนึ่งในสี่เริ่มถูกเก็บกวาดโดยคนสวมชุดคลุมสีน้ำเงิน

    เอดีฟนี่ สังเกตุได้ว่าคนกลุ่มนั้นกำลังแผ่คลื่นรังสีประหลาดออกมารอบตัว

    คลื่นเหล่านั้นเข้าเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ เปลี่ยนโครงสร้างระดับอะตอม แล้วสร้างเป็นประจุไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วสนามรบ

    อะบอมที่รอดชีวิตถูกกระแสไฟฟ้าเหล่านั้นช็อตจนไหม้เกรียมสิ้นชีพในทันที

    “ (คลื่นแบบนั้น… พวกเราทำได้นี่?) ”

    เพราะใช้ชีวิตด้วยการจับสัมผัสจากการส่งคลื่นไปรอบตัวอยู่แล้ว เลยทราบถึงความลับของพลังเวทมนตร์ที่เห็นเมื่อกี้

    เอดีฟนี่ ลองเลียนแบบอย่างเงียบ ๆ ดู และพบว่ามันสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นมาเหมือนอย่างที่ศัตรูของมันทำได้จริง ๆ

    “ (เยี่ยม! สิ่งนี้น่าจะใช้เพิ่มระดับความแข็งแกร่งของพวกเราได้… ว่าแต่หน่วยโจมตีฉับพลันยังไม่เริ่มลงมืออีกเรอะ?) ”

    แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะกองทัพจำนวนสองพันนายเมื่อกี้ถูกสังหารสิ้นภายในเวลาแค่ห้านาทีเท่านั้น

    ลูกน้องของเขาไม่สามารถถ่วงเวลาได้นานพอตามที่เขาต้องการ



    “ (อ๊ะ เริ่มลงมือแล้วสินะ) ”

    ในตอนนั้นเองที่ดินใจกลางค่ายเริ่มนูนขึ้นสูง

    เอดีฟนี่ ใช้พวก อะบอม ขนาดเล็กมุดไปตามช่องว่างใต้ผิวดิน

    หรือถ้าจะพูดให้ถูก คือใช้ประโยชน์จากขนาดร่างกายที่เล็กเหลวในการมุดแทรกตามทางน้ำใต้ดินที่ปรากฏไปทั่วบริเวณ

    “ (... การต่อสู้ระยะใกล้ก็ไม่ไหวหรือนี่) ”

    อะบอม ขนาดเล็กราวหนึ่งเมตรจำนวนหนึ่งร้อยชีวิตผุดขึ้นจากผิวดินดั่งตาน้ำพุ

    แต่ศัตรูของเขากลับรับมือการโจมตีฉับพลันนี้ได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

    นักรบชนเผ่าสัตว์ถือดาบกับค้อนศึกโจมตีเข้าใส่นิวเคลียสของ อะบอม อย่างแม่นย่ำ

    พวกเขาจับกลุ่มละสองคน ประสานงานกันปกป้องและโจมตีได้อย่างน่าประทับใจ

    “ (สองต่อหนึ่ง… แถมยังเป็นรูปแบบที่ให้คนหนึ่งคอยปกป้องอีกคนอย่างงั้นหรือ…) ”

    เอดีฟนี่ เฝ้ามองอย่างใจเย็นพร้อมกับเรียนรู้วิธีการต่อสู้ของสัตว์ผู้ทรงภูมิปัญญาไปพร้อมกัน

    “ (แถมยังใช้อุปกรณ์แปลก ๆ โจมตี เลยทำให้เลี่ยงการสัมผัสร่างกายที่เป็นกรดของพวกเราได้อีกด้วย ช่างฉลาดนัก) ”

    เอดีฟนี่ รู้อยู่แล้วว่าชนเผ่าสัตว์นั้นฉลาด แต่พอได้มาเห็นกับตาตัวเอง มันก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายฉลาดกว่าตัวเองมากแค่ไหน

    นับว่าเป็นความผิดพลาดของมัน ที่ไม่เคยยอมออกมาการต่อสู้ของชนเผ่าสัตว์ด้วยตาของตัวเองตลอด 50 ปีที่ผ่านมานี้



    “ (ว่าแต่ทั้งที่พึ่งเคยเห็นพวกมันเป็นครั้งแรก ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนกันนะ…) ”

    เอดีฟนี่ ตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    ตลอดชีวิตห้าสิบปีที่ผ่านมานี้ เขารู้จักชนเผ่าสัตว์ผ่านการรายงานจากลูกน้องของเขาเท่านั้น

    “ (น่าแปลกนักที่รู้สึกคุ้นเคย… แต่ช่างเถอะ เพราะตอนนี้มีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นอีกแล้ว) ”

    มีอีกกลุ่มวิ่งเข้ามาในระหว่างที่ เอดีฟนี่ ชมการต่อสู้ของชนเผ่าสัตว์

    ในสายตาของเขามองเห็นคนกลุ่มนี้เป็นสิ่งมีชีวิตไร้ขนยืนสองขา

    สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ใช้อุปกรณ์สีดำเป็นหลัก

    พวกนี้เคลื่อนไหวต่างจากพวกที่มีขน คือจับเป็นกลุ่มใหญ่ราว 5-10 คน แต่ทั้งที่เคลื่อนไหวด้วยหมู่คนจำนวนมาก การประสานงานของพวกเขาก็ยังคงสมบูรณ์แบบจนน่าประทับใจไม่ต่างจากชนเผ่าสัตว์ที่จับคู่กันเพียงสองคน

    ราวกับว่า---

    “ (...พวกมันสื่อสารทางจิตโดยตรงได้หรือยังไงกัน?) ”

    เอดีฟนี่ ไม่รู้ว่าเผ่าที่ไร้ขนนั้น ใช้วิทยุสื่อสารไร้สายขนาดเล็กในการสื่อสาร

    แถมยังเป็นวิทยุสื่อสารล้ำสมัยสำหรับทำสงคราม ซึ่งใช้คลื่นสมองในการพูดคุยโดยตรงอีกด้วย

    จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะประสานงานได้ตรงใจกันราวกับมีเวทมนตร์

    “ (เจ้าพวกนี้… มันรู้จุดอ่อนของพวกเราจริง ๆ ด้วยสินะ) ”

    เอดีฟนี่ คิดเช่นนั้นในระหว่างที่เฝ้ามองลูกน้องตัวเองถูกสังหาร

    มันเคยได้ยินจากลูกน้องมาบอก ว่ามีสัตว์ที่รู้จุดอ่อนของพวกเขาอยู่

    แต่เป็นเพราะความสามารถในการสื่อสารที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของพวก อะบอม เลยทำให้สารที่ลูกน้องตั้งใจจะบอกเจ้านายของพวกมันเริ่มผิดเพี้ยน

    และนั่นทำให้ เอดีฟนี่ เชื่อครึ่งหนึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะฟังไม่รู้เรื่อง

    แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้ว ว่าเรื่องเล่าของลูกน้องที่เคยได้ยินมานั้น มันเป็นเรื่องจริง

    ปกติเวลาสู้กับสัตว์ร้าย พวกมันจะโจมตีมั่วไปทั่ว ก่อนจะทราบว่าต้องโจมตีใส่ที่นิวเคลียสของพวกเขาเพื่อสังหาร

    แต่ศัตรูตรงหน้ากลับจงใจเล็งไปที่จุดตายของพวกเขาทันที ราวกับรู้อยู่แล้วว่าต้องโจมตีมาที่ตรงนี้

    “ (พอละ ถอนกำลังได้) ”

    เอดีฟนี่ คิดว่าตัวเองได้ข้อมูลของศัตรูมามากพอแล้ว และคิดว่าการดันทุรังสู้ต่อไปจะยิ่งมีแต่เพิ่มความเสียหายให้กับเขาเอง

    ตอนนี้คงต้องถอนกำลังกลับไปก่อน

    การเลี่ยนแบบอุปกรณ์ต่อสู้คงทำยากเกินไป แต่การเรียนแบบคลื่นพลังที่ใช้ควบคุมธรรมชาตินั้น เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา

    ส่วนรูปแบบการจัดทัพ เขาคิดว่าคงต้องทำการสังคายน่าใหม่ครั้งใหญ่

    “ (หึ หึ หึ เจอกันครั้งหน้าสนุกแน่) ”

    ตอนนี้เขาขอถอนกำลังกลับไปก่อน

    กลับไป เพื่อกลับมาเอาชัยในวันหน้าให้ได้