เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 34 :ผู้หยามหยันผลงานผู้อื่นตายไปก็ไร้ชื่อ แต่มิอาจทำลายชื่อเสียงบรรพบุรุษอันเลืองชื่อได้

    ตอนที่ 34 :ผู้หยามหยันผลงานผู้อื่นตายไปก็ไร้ชื่อแต่มิอาจทำลายชื่อเสียงบรรพบุรุษอันเลืองชื่อได้

     

    “ช่างมันเถอะ ! ”

     

    หลินอี้ชำเลืองมองศิษย์สำนักศึกษาด้วยสายตามิพอใจนักพลางกล่าว “ศิษย์ที่อยู่ในสำนักศึกษาควรทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่มิจำเป็นต้องมีตำแหน่งอันใดหรอกกระมัง”

     

    ตำแหน่งในสำนักศึกษามีประโยชน์อันใดนักหรือ ?

     

    เขาต้องการวิทยายุทธ์วรรณกรรมหรือคัมภีร์โบราณเล่มใด เจิ้งจือชิวจะมิจัดหาให้เขาเลยเชียวหรือ?

     

    มัวแต่มาเสียเวลาอยู่กับคนเหล่านี้ด้วยเหตุใดสู้เอาเวลาไปฝึกฝนร่ำเรียนวิทยายุทธ์วรรณกรรมสักเล่มสองเล่มมิดีกว่าหรือแล้วค่อยฝึกวิทยายุทธ์อื่น ๆ

     

    ในการสอบฮุ่ยซื่อและการสอบราชสำนักของสถานศักดิ์สิทธิ์นั้นนอกจากวิชาเส้นทางวรรณกรรมที่ต้องสอบแล้วก็ยังต้องสอบวิทยายุทธ์อีกด้วย

     

    ดนตรี ยิง ขี่ และเขียน

     

    ซึ่งเป็นการแบ่งออกเป็นสี่ประเภทใหญ่ก็คือดนตรี ยิงธนู ขี่ม้าและการเขียนพู่กัน

     

    โดยต้องสอบให้ได้ลำดับที่หนึ่งและต้องสอบผ่านฮุ้ยหยวนและจอหงวนจึงจะสามารถได้รับการปลุกพลังพรสวรรค์จากสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น

     

    จากนี้ก็จะกลายเป็นปรมาจารย์ชั้นสูงสุดของเส้นทางวรรณกรรม ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าฝึกฝนร่ำเรียนเส้นทางวรรณกรรมจนทำให้ได้รับความเป็นเลิศ

     

    “นี่......”

     

    คณบดีเจิ้งจือชิวงุนงงไปชั่วขณะ

     

    เขายิ้มอย่างเจื่อน ๆ ขึ้นมาในทันที ทว่ากลับมิปฏิเสธอันใดพลางพยักหน้าเอ่ยว่า“ดี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็จะไปสำนักศึกษาเพื่อจัดเตรียมที่พักห้องหับให้เจ้าและท่านซู! ”

     

    เจิ้งจือชิวเตรียมที่จะพาหลินอี้เดินออกไป

     

    แต่ทว่าเหล่าบัณฑิตสำนักศึกษากลับมิพอใจ พลางเดินออกไปขวางคณบดีหลินอี้และคนอื่น ๆ ไว้

     

    “คณบดี เขากินปูนร้อนท้อง เขามิอาจพิสูจน์ได้ว่าบทกวีบนสลักจารึกเป็นผลงานของเขาจึงได้คิดหลบเลี่ยงเช่นนี้ ! ”

     

    “ถูกต้อง คณบดี ท่านกล่าวว่าหลินอี้เป็นคนที่มีความสามารถทั้งยังเอ่ยอีกว่าเป็นเลิศในเส้นทางวรรณกรรม แต่เขากลับมิแสดงความสามารถอันใดออกมาแม้แต่น้อยพวกเรามิอาจเชื่อได้ เขามีหลักฐานอันใดมาพิสูจน์ ! ”

     

    “สำนักศึกษาของพวกเรายึดในหลักกฎเกณฑ์และเหตุผล เขาอ้างว่าบทกลอนบนศิลาจารึกเป็นผลงานของเขาแต่กลับมิสามารถพิสูจน์ได้ ตอนนี้พวกเราจึงมิอาจเชื่อได้จริง ๆ ! ”

     

    เหล่าบัณฑิตต่างแสดงความโกรธเคืองต่อความมิเป็นธรรม

     

    พวกเขาต่างเป็นคนที่มีความทะนงตนเป็นอย่างยิ่ง จึงยอมรับมิได้ที่บัณฑิตที่พวกเขายกย่องเป็นเพียงผู้เบิกเนตรขั้นเก้าเช่นนี้

     

    แสดงให้เห็นชัดเจนราวกับว่าพวกเขามิอาจเทียบชั้นหลินอี้ได้

     

    “มิเจียมตัว ! ”

     

    คณบดีเกรงว่าบัณฑิตเหล่านี้จะสร้างความรำคาญใจให้กับหลินอี้จึงรู้สึกโมโหแทนศิษย์รักผู้นี้ พลางเอ่ยตำหนิ“หลินอี้เพิ่งจะมาฝากเนื้อฝากตัวกับสำนักศึกษานี่เป็นวิธีการต้อนรับขับสู้ผู้อื่นของพวกเจ้างั้นรึ ? ”

     

    เหล่าบัณฑิตมิยอมเลิกรา พลางเผยอศีรษะขึ้นจ้องหน้ากับคณบดีเจิ้งจือชิวด้วยสายตาดื้อรั้น

     

    แม้จะมิมีอาจารย์คนใดเข้ามายุ่งเกี่ยว

     

    แต่ทว่าพวกเขาก็มีท่าทีเช่นเดียวกับบัณฑิตเหล่านี้

     

    หลินอี้เอ่ยอ้างว่าเขาเขียนบทกวีบนสลักจารึกแต่กลับมิกล้ายืนยันหาข้อพิสูจน์ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา

     

    “นี่เจ้า......พวกเจ้า ตั้งใจจะบีบเค้นคณบดีให้ตายเลยใช่หรือไม่ ?เพียงแค่หลินอี้มิยอมที่จะพิสูจน์ตนเอง พวกเจ้าจะต้องบีบบังคับถึงเพียงนี้เชียวรึ ? โง่เง่าเสียจริง ! ”

     

    เจิ้งจือชิวโกรธจนเป่าหนวดถลึงตาจนอดรนทนมิไหวอย่างจะระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมาแทนหลินอี้

     

    ทว่าในตอนนี้เอง

     

    เสียงอันเย็นชาของหลินอี้ก็ผุดขึ้น “ข้า หลินอี้ เป็นผู้ประพันธ์ความรู้สึกลงในบทกวีหาจำเป็นต้องพิสูจน์ให้กับพวกเจ้าไม่ ? ”

     

    ชิ !

     

    ฝูงชนส่งเสียงอื้ออึง

     

    “ช่างอวดดีนัก อวดดีเสียจริง ! ”

     

    “ข้า หวังฉุน ศึกษาเล่าเรียนมากว่าสามสิบปีมิเคยพบเคยเห็นคนที่อวดดีเยี่ยงเจ้ามาก่อน ! ”

     

    “เจ้าเพิ่งจะมาฝากเนื้อฝากตัวกับสำนักศึกษาผิงโจว ตามลำดับอาวุโสแล้วถือว่าเป็นศิษย์ผู้น้องแต่หากว่าอาจารย์มิได้รับเจ้า ก็ถือว่าเจ้าเป็นเพียงแต่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เท่านั้น! ”

     

    “คณบดี ท่านลองฟังคำพูดคำจาของเขาจะยอมให้สำนักศึกษาผิงโจวของพวกเรารับคนเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างง่ายดายเชียวหรือ? ”

     

    คำพูดของหลินอี้กระเพื่อมไหวขึ้นมาดุจเกลียวคลื่นในทันที

     

    ใบหน้าของบัณฑิตจำนวนมากต่างพากันแดงก่ำราวกับตกเข้าสู่ค่ายกลที่หลินอี้ใช้กำลังทหารเข้าตีพ่าย

     

    เฉินจิ้นเป่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หากว่าคณบดียอมวางมือ ข้าก็จะรับไว้......”

     

    “? ? ? ”

     

    “อาจารย์ท่านอื่น ๆ ต่างงุนงง พลางจ้องมองเฉินจิ้นเป่ยอย่างเลื่อนลอย”

     

    ให้คณบดียอมวางมือ ?

     

    นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันคณบดีต้องการรับเขาไว้เป็นศิษย์ของตนเองงั้นรึ ?

     

    แกรก !

     

    เหล่าบัณฑิตต่างเงียบกริบ พลางแทรกเสียงเกาศีรษะแกรก ๆ สีหน้าของบัณฑิตจำนวนหนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสุดต่างโมโหจนเลือดขึ้นหน้า

     

    คาดมิถึงว่าหลินอี้จะกลายเป็นศิษย์ลำดับสามที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชางั้นรึ?

     

    อยากรู้ว่าสำนักศึกษาผิงโจวทั้งหมดในตอนนี้มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่เป็นศิษย์สายตรงของคณบดีใช่หรือไม่

     

    คนหนึ่งคือเฉินห้าวหลาน บุตรแห่งสวรรค์ของสำนักศึกษา

     

    อีกคนหนึ่งคือฟางฉิงเสวี่ย ผู้สอบฮุ่ยหยวนได้เป็นคนแรกของจินโจว

     

    มิว่าจะเป็นเฉินห้าวหลานหรือว่าฟางฉิงเสวี่ยล้วนแล้วแต่มีความสามารถอย่างถ่องแท้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น และมีความเฉียบแหลมทางด้านวรรณกรรมซึ่งทุกคนต่างยอมรับในตัวพวกเขา

     

    แม้แต่หลี่เหวินโป๋ซึ่งในปีนั้นสอบได้เป็นลำดับที่หนึ่งของจังหวัดหนานเซียงก็ยังมิสามารถเป็นศิษย์สายตรงของคณบดีได้

     

    ศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงจากคณบดีนั้นมีสิทธิ์ที่จะได้สืบทอดมรดกในอนาคตและกลายเป็นเจ้าของสถานศึกษา ทั้งยังได้รับการคุ้มครองจากสถานศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

     

    โดยเฉพาะตอนนี้สำนักศึกษาผิงโจวมีบทกวีศิลาจารึกไว้ในครอบครองสถานะของศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงจากคณบดีนั้นจะถูกจารึกลงสมุดรายชื่อของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น

     

    นี่ถือว่าเป็นเกียรติยศอันสูงสุด

     

    หลินอี้เขามีสิทธิ์อันใดกัน ?

     

    คณบดีเจิ้งเหอชิวกลอกตามองเฉินจิ้นเป่ยพลางกล่าว“ฝันกลางวัน ! ”

     

    เฉินจิ้นเป่ยถอนหายใจ

     

    เขาเป็นคนพบเจอแท้ ๆ แต่กลับมิได้ผลประโยชน์อันใดเลย  ช่างน่าสลด !

     

    “ระวังคำพูดเจ้าด้วย ! ”

     

    สายตาของหลินอี้จ้องมองยังหลี่เหวินโป๋ประโยคเมื่อครู่ของหลี่เหวินโป๋ที่เอ่ยว่ารับใครก็ได้สุ่มสี่สุ่มห้ามันเป็นการยั่วโทสะเขาอย่างมาก

     

    พวกเขาสามารถซักถามตนได้ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็มิสามารถควบคุมคำพูดของผู้อื่นได้

     

    แต่เรื่องน่าอับอายขายหน้าเช่นนี้

     

    ขออภัย !  เรื่องนี้มิอาจอดกลั้นได้จริง ๆ

     

    “อ้อ ? ”

     

    หลี่เหวินโป๋กำลังรู้สึกกลัดกลุ้มใจที่มิอาจสร้างแรงกดดันให้กับหลินอี้ได้ซึ่งนี่เป็นการพิสูจน์ว่าเขาเก่งกว่าหลินอี้เป็นอย่างมากคาดมิถึงว่าเขาจะยั่วโมโหหลินอี้ได้สำเร็จ

     

    ปลากินเบ็ดแล้ว !

     

    “ข้ากล่าวอันใดมิถูกต้องหรือ ? ถ้าเจ้ามีความสามารถจริงก็ลองประพันธ์บทกวีอันโดดเด่นออกมาเพื่อพิสูจน์ตนเองเสียซิ! ”

     

    หลี่เหวินโป๋จ้องมองหลินอี้ด้วยท่าทางของผู้มีเมตตาระดับเจ็ดและเชิงบังคับ

     

    หลินอี้ยิ้มอย่างเย็นเย็นชาเอ่ยว่า “ผู้ที่ประฌามหยามหยันผลงานผู้อื่นตายไปชื่อของเขาก็จะถูกลืมแต่มิอาจทำลายชื่อเสียงของผลงานที่จะยืนยงต่อไปดั่งธารน้ำไหลได้ ! ”

     

    ตึง~

     

    เมื่อกล่าวจบ เสียงกระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาก็ดังสนั่นภูเขาขึ้นอีกครั้งบรรยากาศเปลี่ยนเป็นความปราดเปรื่อง มีการขยับเขยื้อนอย่างรวดเร็วเพื่อมารวมพลกันตรงบริเวณตีนเขา

     

    สีหน้าของทุกคนแสดงท่าทียอมรับ

     

    แต่หลินอี้กลับมิได้รู้สึกซาบซึ้ง พลางหัวเราะเย้ยหยันและเอ่ยว่า“มิว่าพวกเจ้าจะกล่าวเช่นไร บทกวีนี้ของข้าจะต้องสลักอยู่บนศิลาจารึกของสำนักศึกษาซึ่งมิอาจทำลายชื่อเสียงของผลงานที่จะยืนยงต่อไปดั่งธารน้ำไหลแต่ประวัติศาสตร์ของพวกเจ้าจะเป็นดั่งสายน้ำที่ถูกตัดขาด ตายไปชื่อก็จะถูกลืมเลือน! ”

     

    “มาถึงจุดนี้แล้ว เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้หรือไม่ ? ”

     

    หลินอี้สะบัดแขนเสื้อด้วยท่าทีอันสง่างาม

     

    ความจริงเขาก็มิมีความสุขที่ได้ตอกหน้าคนเหล่านี้นักแต่ทว่าพวกเขาทำเกินไปเสียจริง มิคาดว่าจะถึงขั้นต้องทำให้เขาอับอายขายหน้า

     

    เช่นนั้นอย่ามากล่าวว่าเขามิเกรงใจ !

     

    “ดี ดี ประโยคที่ว่าผู้ประฌามหยามหยันผลงานผู้อื่น ตายไปชื่อของเขาก็จะถูกลืมแต่มิอาจทำลายชื่อเสียงของผลงานที่จะยืนยงต่อไปดั่งธารน้ำไหลได้  ช่างเป็นคำพูดที่วิเศษเสียจริง ! ”

     

    คณบดีเจิ้งจือชิวรู้สึกชาวาบไปทั่วหนังศีรษะร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมมิอยู่ พลางกล่าวอย่างเสียกริยาท่าทางว่า“หากสำนักศึกษามิเปลี่ยนแปลง ศิลาจารึกแห่งนี้ก็จะมั่นคงต่อไปนับพันนับหมื่นปีมิผุพังและบทกวีของเจ้าก็จะยืนยงดังสายธารน้ำไหลเช่นกัน ! ”

     

    บูม !

     

    บูม !

     

    หลี่เหวินโป๋กับเหล่าบัณฑิตและบรรดาอาจารย์อีกเจ็ดคนในตอนนั้นต่างพากันตกตะลึงศีรษะแทบจะระเบิด

     

    พวกเขาแต่ละคนต่างโมโหจนเลือดขึ้นหน้าความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจก็ปะทุออกมาและอดรนทนมิได้จนใช้วิทยายุทธ์วรรณกรรมกำราบหลินอี้

     

    กวีบทนี้ของหลินอี้มิเลวเลยเชียวละ แต่ทว่า......กลับกำลังประชดประชันทำให้พวกเขาอับอายขายหน้า

     

    “เจ้ากล้ามาก มิคิดเลยว่าจะทำให้ข้าและบัณฑิตคนอื่น ๆ ต้องอับอายขายหน้าได้ ! ”

     

    ความเดือดดาลของหลี่เหวินโป๋ในตอนนี้ได้ระเบิดออกมาแล้วพลางลุกพรวดขึ้นด่าทอหลินอี้ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย

     

    อีกทั้งยังลากเหล่าบัณฑิตทั้งหมดให้มาอยู่ฝั่งเดียวกับเขาพลางกล่าวว่าหลินอี้ต้องการทำให้ทุกคนอับอายขายหน้า

     

    “ใช่ ถูกต้องแล้ว ข้าหมายถึงพวกเจ้าบัณฑิตทุกคนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ ! ”

     

    หลินอี้พยักหน้าอย่างสงบนิ่ง

     

    หา !

     

    เหล่าบัณฑิตส่งเสียงเกรียวกราว ต่างโกรธจนถลกแขนเสื้อขึ้นและด่าทอก่อนที่จะอดรนทนมิไหว ทำท่าทำทางจะพุ่งเข้ามาต่อยตีกับหลินอี้

     

    “เจ้านี่มันช่างยั่วโมโหเสียจริง ! ”

     

    เหล่าบัณฑิตเอ่ย

     

    “จะคิดเช่นนั้นก็ได้ ! ”

     

    หลินอี้พยักหน้ายอมรับพลางกล่าว

     

    เขาเป็นคนมีนิสัยเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร มุทะลุกล้าบ้าบิ่นมิเช่นนั้นที่ผ่านมาเขาคงถูกหัวหน้าเขตจัดการไปเรียบร้อยแล้ว

     

    แม้กระทั่งในศาลาว่าการเขตที่บุกเข้าไปทุบตีจางเชิงฉายและยังกล้าหาเรื่องกับหัวหน้าเขต

     

    ธาตุแท้ของเขาคือถูกกดขี่ข่มเหงจะต้องตอบโต้

     

    กลุ่มบัณฑิตสำนักศึกษา

     

    ยอมให้พวกเขาคอยชี้แนะสั่งสอน แต่กลับฉีกหน้าเขาจนอับอายอย่างมิเว้นวางแล้วจะมิยอมให้ตนเองประชดแดกดันกลับคืนบ้างงั้นหรือ ?

     

    ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีการโต้ตอบแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน !

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน