เอี้ยเสวียนก้าวเข้าสู่เมืองเติ่งเซิ่งด้วยความรู้สึกที่สนใจในสิ่งรอบข้างเพราะถึงแม้ว่าเขาจะเกิดมาที่เมืองเหลยอิ๋นเฉิง เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรแต่ความแตกต่างของเมืองที่เขาอยู่ประกอบกับการไปอยู่ที่ด่านซีเหมินอีก 3 ปีทำให้เขารู้สึกถึงความแตกต่าง ของสถานที่เมื่อเห็นถึงความเจริญเหล่านี้ยิ่งทให้เอี้ยเสวียนคิดถึงเมืองที่ตยกำเนิดมาและบิดาของตน ถึงแม้ว่าเมืองใหญ่ที่นี่ท้องฟ้าเหนือกำแพงหินแกรนิตดูสูงและกว้างกว่าที่เคยเห็นถนนหินอ่อนสะอาดสะอ้านสะท้อนแสงแดดจนตาแทบพร่า ธงหลากสีปลิวไสวเหนือร้านรวงนับร้อยเสียงผู้คนพูดคุยและเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังชีวิต
ภายหลังจากที่เอี้ยเสวียนเดินชมเมืองอยู่อย่างสบายอารมณ์ทันใดนั้นเบื้องหน้าของเอี้ยเสวียน มองเห็นอาคารสามชั้นใหญ่โตผนังไม้จันทร์แดงแซมลายหินอ่อน หน้าต่างโล่งรับแสงธรรมชาติ กลิ่นน้ำหมึก สมุนไพร ด้านหน้ามีป้ายไม้ที่ดูธรรมดาแต่ทรงพลังจากการจารึกอักขระว่า“สมาคมนักจารึกอักขระ”
“โอ้โหที่นี่ก็มีสาขาของ สมาคมนักจารึกอักขระด้วย?ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอย่างไร” เอี้ยเสวียนคิด ก่อนที่จะเดินเข้าไปภายใน
ด้านในของสมาคมนักจารึกอักขระดูเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม ทันทีที่เอี้ยเสวียนเดินเข้าไปก็มีผู้ดูแลท่านหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวทักทาย “สวัสดีขอรับคุณชายท่านนี้ยินดีต้อนรับ สู่สมาคมนักจารึกอักขระแห่งเมืองตงเซิ่งไม่ทราบว่าคุณชายต้องการให้ทางสมาคมฯของเรา ทำอะไรให้ขอรับ”
“ไม่ทราบว่าข้อขอดูทั่วไปก่อนได้หรือไม่? เพราะยังไม่ได้ตัดสินใจเลย”เอี้ยเสวียนคำนับกลับพร้อมทั้งตอบด้วยท่าทางสุภาพ
“ฮ่าฮ่า สมาคมฯของพวกเรายินดีให้คุณชายเดินชมให้ทั่วได้ขอรับก่อนอื่นข้าขออธิบายให้ทราบก่อนว่า สมาคมของเรามีห้าชั้น แต่ ชั้นที่สี่และห้าไม่สามารถขึ้นไปได้ เพราะเป็นที่พำนักและทำงานของบรรดานักจารึกอักขระ”
“ในชั้นที่หนึ่งจะเป็นพวกสินค้าสำเร็จรูป เช่น ยันต์ ค่ายกล หรืออาวุธที่ลงอักขระเอาไว้แล้ว ส่วนในชั้นที่สองจะเป็นชั้นที่ลูกค้าที่สนใจจะให้ลงอักขระเป็นพิเศษในอาวุธหรือยันต์ต่างส่วนชั้นที่สามคือ ชั้นสำหรับคนที่มาขอให้ปรมาจารย์อักขระ ทำการซ่อมแซมอาวุธของตนที่เสียหายนะขอรับ”
“งั้น ข้อขอเดินดูก่อนนะ พี่ชาย” เอี้ยเสวียนยิ้มตอบ
“ตามสบาย ถ้าท่านต้องการสิ่งใดให้บอกพนักงานชั้นนั้นให้เรียกหาข้าได้เลย ข้าชื่อ ถังหูหนิว.” ชายคนนั้นกล่าวก่อนที่จะปล่อยให้เอี้ยเสวียนเดินชมรอบๆ
เอี้ยเสวียนค่อยๆเดินดูในชั้นที่หนึ่งด้านหน้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จารึกอักขระพื้นฐานส่วนใหญ่เป็นอักขระระดับ 1-2ดาวเท่านั้นแต่เมือเดินลึกเข้าไป ระดับของอักขระก็ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ“ขนาดที่เมืองนี้ยังมีผู้ที่สามารถจารึกอักขระได้ระดับ 7-8 ดาวเงิน มิน่าละสมาคมนักจารึกอักขระถึงได้มีอำนาจยิ่งใหญ่นัก”เอี้ยเสวียนคิดในใจก่อนที่จะเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง
ชั้นสองกลับแตกต่างจากชั้นที่หนึ่งคือชั้นนี้จะปรากฏห้องที่กั้นเป็นสัดส่วนอยู่เป็นจำนวนมากเพราะว่าเป้นที่นักจารึกอักขระจะมาประจำที่นี่และให้ผู้ที่สนใจจะจารึกอักขระพิเศษเพิ่มเติมลงในยันต์ หรือ อาวุธของตนจะมาว่าจ้างให้นักจารึกอักขระทำการจารึกให้ โดยที่นี่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักจารึกอักขระของเมืองตงเซิ่งขอแค่เป็นนักจารึกอักขระที่มีสัญลักษณ์นักจารึกอักขระของสมาคมก็สามารถมาที่นี่เพื่อทำงานได้โดยสาขาจะคิดค่าบริการเพื่อ หนึ่งส่วนของราคาที่ตกลงกันเท่านั้น
ตอนที่เอี้ยเสวียนมา ในห้องต่างๆมีคนที่กำลังนั่งพิจารณาอาวุธและพูดคุยกันอยู่บ้างแล้วเอี้ยเสวียนจังเดินผ่านไปเรื่อยๆก่อนที่จะขึ้นไปที่ชั้นสาม
ที่ชั้นสามกลับมีบรรยากาศที่แตกต่างกับชั้นสองที่เงียบสงบเนื่องจากตอนนี้ที่นี่กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความตึงเครียด
“สามวันจะซ่อมทวนฟ้าทมิฬให้เสร็จเนี่ยนะ!เจ้าเมืองนี่ใจร้อนเกินไปแล้ว!” เสียงจากนักจารึกฯคนหนึ่งดังขึ้น
“ใครจะกล้าแตะอักขระแก่นพลังที่เสียหายขนาดนั้น!รอยร้าวลึกถึงแก่นพลังเลยนะ!” อีกคนเสริมเสียงสั่น
ตรงกลางห้อง มีทวนยาวระดับปฐพีวางอยู่บนแท่น มันเปล่งแสงจาง ๆ รอยร้าวลึกฉีกเส้นอักขระจนดูเหมือนแผลเหวอะหวะไอเย็นยะเยือกลอยออกมาเป็นระยะ
ผู้อาวุโสทีดูแล้วน่าจะเป็นนักจารึกอักขระระดับสูงพยายามที่จะจะจ้องมองแล้วครุ่นคิดถึงวิธีการต่างโดยเบื้องหน้ามีกระดาษวางอยู่พร้อมทั้งลายเส้นอักขระจำนวนมาที่ดูยุ่งเหยิงเห็นได้ว่ากำลังทดสอบว่าจะแก้ไขปัญหาตรงหน้านี้อย่างไร ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอน ใบหน้าดำคล้ำจากความรู้สึกจนปัญญา
เอี้ยเสวียนยืนมองดูอยู่รอบๆเมื่อเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นบนตัวทวนเขารู้สึกได้ว่าทวนด้ามนี้น่าจะโดนโจมตีหรือต่อสู้กับคู่แข่งที่ค่อนข้างทรงพลังจึงก่อให้เกิดความเสียหายค่อนข้างมากแต่ในสายตาของเอี้ยเสวียนการซ่อมแซมให้กลับมาสภาพเดิมกลับไม่ใช่เรื่องยากอะไร
สายตาเขาเลื่อนไปที่นักจารึกชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเห็นได้ว่ากำลังใช้ความคิดเพื่อที่จะช่วยซ่อมแซมอักขระด้วยท่าทางขะมักเขม้น
“พี่ชายท่านนี้ ข้าฯขอถามเป็นความรู้หน่อยเถิดขอรับว่าทำไมทุกคนถึงดูร้อนรนและทวนด้ามนี้พิเศษอย่างไร”เอี้ยเสวียนยิ้มและสอบถามด้วยท่าทางที่สุภาพทำให้ชายคนดังกล่าวที่ถูกถามที่ตอนแรกกำลังจะเอ่ยปากด่าออกมาเห็นว่าเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งจึงได้สงบใจแล้วตอบว่า “เฮ้อ ทวนนี้เป็นอาวุธคู่ใจของเจ้าเมืองตงเซิ่งที่เสียหายจากการปกป้องเมืองเลยมาขอให้ทางสมาคมฯช่วย ทางหัวหน้าสาขาผู้อาวุโสเมิ่งถึงกับลงมาดูแลด้วยตัวเองแต่เนื่องจากความเสียหายมันมากเกินไปทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยง”
“เช่นนี้นี่เองพี่ยท่านนี้ถ้าไม่คิดว่าเป็นการรบกวนอะไรข้าน้อยเป็นผู้ที่สนใจในวิชาจารึกอักขระเป็นอย่างมากถ้าจะขอสอบถามพี่ชายบางเรื่องไม่ทราบว่าจะรังเกียจหรือไม่” เอี้ยเสวียนกล่าว
“เอิ่มได้ อย่างไรซะข้าก็ไม่สามารถช่วยท่าหัวหน้าสาขาได้มากเท่าไร”“เจ้ามีข้อสงสัยอะไร” ชายคนนั้นกล่าวตอบเอี้ยเสวียน
“ขอบคุณพี่ชายมาก อันนี้คืออักขระแห่งไฟใช่หรือไม่?”เอี้ยเสวียนชี้ส่งๆไปที่อักขระที่เสียหายตัวหนึ่ง
“ฮ่าฮ่า น้องชายเจ้าคงเพิ่งสนใจในเรื่องอักขระสินะถึงได้เข้าใจผิดอักขระตัวนี้ถึงแม้จะดูเหมือนอักขระแห่งไฟแต่เนื่องจากลายเส้นตรงนี้จะมีสองเส้นนี่จึงเป้นอักขระก้นหอยที่เป็นอักขระเสริมในการประสานอักขระเข้าด้วยกันในขณะที่อักขระแห่งไฟจะมีสี่เส้น” ชายคนนั้นกล่าวตอบเอี้ยเสวียน
“โอ้ว เป็นเช่นนี้นี่เอง”“แล้วอันนี้ใช่อักขระแห่งทองและปฐพี่ใช่มั้ยขอรับ”เอี้ยเสวียนชี้ไปที่อักขระที่เสียหายสองตัว
“ใช่แล้วคราวนี้เจ้าเดาได้ถูกต้อง”
“ถ้างั้นการที่จะใช้อักขระทองและปฐพีเข้าด้วยกันจำเป็นต้องใช้อักขระก้นหอยหรือไม่?”
“อืม! ปกติธรรมดาถ้าลำดับชั้นของอักขระไม่สูงมากนักก็สามารถใช้ได้แต่ถ้าสูงมากก็อาจจะต้องเปลี่ยนอักขระเสริมเป็นตัวอื่น”
“อ้อ แต่ถ้าสมมติว่า สมมติว่านะพี่ชายถ้าข้าใช้อักขระพื้นฐานง่ายๆหลายๆตัวมาประกอบกันเพื่อสร้างความมั่นคงก่อนแล้วค่อยใช้อักขระที่สูงขึ้นมาสร้างความแข็งแกร่งและใช้อักขระอีกชุดมาช่วยประสานทั้งหมดเข้าด้วยกันสามารถทำได้หรือไม่”
“อันนี้ข้าก็ไม่แน่ใจ?”ชายคนนั้นกล่าว
เสียงถามตอบของเอี้ยเสวียนและชายคนนั้นที่กล่าวเบาๆอยู่รอบๆของผู้อาวุโสเมิ่งที่ตอนแรกนั่งนิ่งก่อนที่เอี้ยเสวียนจะถามต่อไปเรื่อยๆและชายคนนั้นตอบคำถามพื้นฐานต่างๆจนในที่สุดผู้อาวุโสเมิ่งก็มีแววตาที่ลุกโชนก่อนที่จะเริ่มร่างอักขระในกระดาษตามแนวความคิดที่เอี้ยเสวียนกล่าว จนในที่สุดสีหน้าปิติยินดีก็ปรากฏขึ้น
“ฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าก็หาทางซ่อมทวนฟ้าทมิฬได้แล้ว”ผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวอย่างยินดี
นักจารึกอักขระรอบข้างเมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็รู้สึกแปลกใจเพราะพวกตนเห็นผู้อาวุโสเมิ่งพยายามาหลายวันแล้วแต่ไม่สำเร็จทำไมวันนี้ถึงสามารถคิดวิธีซ่อมอักขระได้
“จากเรียบง่ายสู่ซับซ้อน จากซับซ้อนสู่เรียบง่ายแก่นแท้ของการจารึกอักขระคือความเรียบง่ายและผสานไปกับวิถีของธรรมชาติ”ผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวในขณะที่มือก็เริ่มลงมือจารึกอักขระต่างๆลงในทวนฟ้าทมิฬ
พริบตาต่อมาทวนฟ้าทมิฬที่เดิมอยู่ในสภาพที่พร้อมจะพังทะลายก็กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์คมทวนดูแหลมคมและมีพลังมากกว่าเดิม
“ยินดีด้วยขอรับท่านผู้อาวุโสดูเหมือนท่าจะก้าวหน้าในการจารึกอักขระไปอีกขั้นแล้ว”นักจารึกอักขระรอบข้างต่างแสดงความยินดีด้วยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้อาวุโสเมิ่ง
“อืม ข้าก็รู้สึกว่าความเข้าใจในการจารึกอักขระของข้าเพิ่มมากขึ้นแต่ก็ต้องขอบใจการถามตอบของใครสักคนแถวนี้ที่ทำให้ข้าฯสามารถใคร่ครวญถึงแก่นแท้ได้เมื่อกี้ใครที่สนทนาเรื่องการจารึกอักขระ?” ผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวถาม
“เอิ่ม เป็นข้าเองขอรับ”ชายที่ตอบคำถามเอี้ยเสวียนเมื่อสักครู่ตอบกลับ“เมื่อสักครู่มีเด็กหนุ่มคนนึงบอกว่าสนใจในการจารึกอักขระเลยสอบถามข้าเรื่องอักขระพื้นฐานหลายตัวข้าจึงอธิบายให้เข้าเข้าใจนะครับ”ก่อนที่จะมองมาที่เอี้ยเสวียนเคยยืนอยู่แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่า
“เด็กหนุ่มที่สนใจในอักขระ? สอบถามอักขระพื้นฐาน?”ผู้อาวุโสเมิ่งคิดในใจ “สงสัยว่าจะมีอัจฉริยะคนใหนมาเยือนเมืองตงเซิ่งแห่งนี้”
“เด็กคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร?” ผู้อาวุโสเมิ่งถาม
“เด็กหนุ่มสูงสักประมาณ สามจั้งกว่า หน้าตาดี ผิวสีแทนใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีเทาขอรับ” ขายคนนั้นตอบอย่างว่องไว
“อืมก่อนอื่นส่งคนไปแจ้งท่านเจ้าเมืองว่าอาวุธของท่านซ่อมเสร็จแล้วแล้วอีกเรื่องคือส่งคนไปค้นหาเด็กหนุ่มคนนั้นให้ข้าฯทีข้าอยากจะไปพบเขาสักหน่อย”ผู้อาวุโสเมิ่งสั่ง
หลังจากนั้นไม่นาน เอี้ยเสวียนก็เดินมาถึงอาคารยิ่งใหญ่ซึ่งตั้งตระงานเหนือสายลมกลางเมืองเติ่งเซิงป้ายด้านหน้ามีตัวหนังสือสีทองที่สลักขึ้นจากพื้นไม้เนื้อแข็งทำให้ดูมีคุณค่าแต่ไม่โอ้อวด"หอการค้าห้าอาณาจักร"
ตึกแปดเหลี่ยมเจ็ดชั้นสูงตระหง่านผนังหินหยกเขียวสลักลวดลายมังกรพันกันขดวนเสาใหญ่ยี่สิบต้นแกะสลักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จากห้าอาณาจักร หงส์ขาว มังกรทอง เสือดำเต่าเงิน และหมีครามวางตำแหน่งตามหลักฮวงซุ้ย บนหลังคาแต่ละชั้นปักธงสีต่างๆแสดงสัญลักษณ์ของสมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่ครองธุรกิจข้ามทวีป
ประตูหน้าหินอ่อนสีดำกว้างกว่าสิบเมตร เปิดกว้างมีเสียงระฆังคริสตัลดังเป็นทำนองอันไพเราะยามในชุดเกราะทองคอยเฝ้าเจ็ดคน แต่ละคนมีกำลังไม่ต่ำกว่านักสู้ระดับกลาง
เอี้ยเสวียนก้าวเข้าไปในโถงใหญ่ กว้างเป็นร้อยจั้งเพดานสูงโคมไฟคริสตัลล้วนๆ แขวนเรียงระเบียบส่องแสงระยิบระยับพื้นหินหยกขัดเงาสะท้อนเงาได้ชัดเจน
ด้านซ้ายเป็นพื้นที่แสดงสินค้าแยกตามประเภทยาสมุนไพรหายากในตู้แก้วป้องกันด้วยเวทมนตร์ อาวุธเกรดสูงแขวนบนชั้นหยกสีเขียวหินแร่มีค่าวางเรียงในตู้ทอง เครื่องประดับและเครื่องรางต่างๆส่องแสงเรืองรองตาราวกับดาวเต็มฟ้า
ด้านขวาเป็นเคาน์เตอร์รับซื้อขายของมีพนักงานประเมินราคาในชุดผ้าไหมสีเทาเข้ม แต่ละคนสวมแว่นขยายวิเศษดูราคาของด้านหลังเป็นห้องแยกสำหรับรายการสำคัญ
กลิ่นไอของกำยานหอมแต่ละชนิดลอยคลื่นเบาๆผสมกับเสียงพนักงานทักทายลูกค้าอย่างนุ่มนวล
หญิงสาวในชุดคลุมผ้าไหมทองแดงเดินเข้ามาโค้งกายแบบมารยาทสูงส่ง"ยินดีต้อนรับคุณลูกค้าผู้มีเกียรติสู่หอการค้าห้าอาณาจักร สาขาเติ่งเซิง ข้าน้อยหลิงเฟิงเป็นผู้ประสานงานลูกค้า วันนี้ท่านมาเพื่อซื้อ ขาย หรือแค่ชมสินค้าเพลินๆ?"
"ข้าต้องการขายของบางอย่างและหากเจอของที่ถูกใจก็จะซื้อด้วย" เอี้ยเสวียนตอบสั้นๆ แต่มองไปรอบๆด้วยความประทับใจ
เห็นความยิ่งใหญ่และของมีค่าจำนวนมากมายเอี้ยเสวียนคิดได้ว่าที่นี่เหมาะที่จะขายของล้ำค่าที่ตนได้มา
"งั้นขอเรียนเชิญท่านไปยังห้องประเมินค่าครับท่านสามารถนำสิ่งของที่จะขายมาให้พวกเราดูได้เลย"หลิงเฟิงนำทางไปยังห้องแยกด้านข้าง
เอี้ยเสวียนนำถุงเก็บของออกมา เริ่มจากยันต์อักขระขั้นสูงเช่นยันต์เกราะทองยันต์เกราะปัฐพี ยันต์ดาบอัคคี ตามด้วยอาวุธจำพวกดาบที่เอี้ยเสวยนใช้ทดลองการจารึกอักขระจำนวนหนึ่งรวมทั้งผนึกอสูรระดับราชาอสูรจำนวนสองลูก
ช่างประเมินราคาคนแรกเป็นชายวัยกลางคนในชุดเทาเมื่อเห็นสิ่งของเหล่านี้ ดวงตาเบิกกว้าง หน้าตาเปลี่ยนไปทันที
"นี่... นี่คือยันต์ระดับสูงใช่หรือไม่!และผนึกอสูรนี่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน!" เขาร้องเรียกด้วยเสียงตื่นเต้นก่อนที่จะสำรวมท่าทีแล้วหันมาแจ้งแก่เอี้ยเสวียนว่า”คุณชายท่านนี้ข้าฯจะไปเชิญผู้อาวุโสเฝิงมาทำการประเมิน กรุณารอสักครู่”เอี้ยเสวียนไม่ได้ว่าอะไรชายคนนั้นจึงเดินออกไป
ไม่นานก็มีชายแก่ในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ามาเส้นผมหงอกขาวแต่ตาฉลาดเฉียบคม เขาหยิบขยายแก้ววิเศษขึ้นมาตรวจดูของทีละชิ้น
"ท่านลูกค้าสิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นของแท้และมีคุณภาพสูงมาก โดยเฉพาะผนึกอสูรสีแดงสองลูกนี้เป็นผนึกระดับราชาอสูร หายากมาก" อาจารย์หลี่พูดด้วยความตื่นเต้น
หลังจากประเมินราคาเสร็จ เอี้ยเสวียนได้เงินมากถึงเจ็ดแสนเหรียญทองจำนวนมหาศาลที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
"ผู้อาวุโสเฝิงไม่ทราบว่าที่นี่พอมีอะไรน่าสนใจบ้างครัที่เหมาะจะนำไปฝากคนในตระกูล?" เอี้ยเสวียนถาม
ผู้อาวุโสเฝิงยิ้มกว้าง "ถ้าเป็นของฝากให้คนในตระกูล ข้าขอแนะนำของวิเศษทั้งสี่ในห้องหนังสือ(ของวิเศษ 4 อย่างในห้องหนังสือหมายถึงสิ่งของสำคัญที่ใช้ในการเขียนและการวาดภาพของชาวจีนได้แก่ พู่กัน, หมึก, กระดาษ, และจานฝนหมึก) ส่วนถ้าท่านสนใจของหายากมากกว่านี้..."
เขาหยุดแล้วก้มลงกระซิบ"พรุ่งนี้เราจะจัดงานประมูลสินค้าระดับหายากขึ้น จะมีสินค้าที่แปลกแตกต่างมากมายมาประมูลถ้าท่านสนใจข้าฯขอมอบป้ายเชิญร่วมประมูลให้ท่านทันที”
เอี้ยเสวียนรู้สึกสนใจจึงตอบไปว่า”ถ้าอย่างนั้นรบกวนผู้อาวุโสแล้ว”
ผู้อาวุโสเฝิงยิ้มกว้างก่อนที่จะหยิบป้ายไม้สีม่วงทองออกมายื่นให้เอี้ยเสวียนก่อนที่จะจากไป