“ไสหัวไป! ลมไม่ได้พัดเงินเหล่านี้มาให้ข้านะว้อย! ข้าหามันมาอย่างยากลำบาก ทำไมต้องเอาไปให้ขอทานแบบพวกเจ้าด้วย ไสหัวไปให้พ้น!”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งสะบัดมือของผู้เฒ่าขอทานออก จากนั้นเขาตรงเข้าไปยังโรงเตี๊ยมซึ่งมีชื่อว่า ‘หอซีเซียง’ เพื่อดื่มสุรา
ผู้เฒ่าผู้น่าสงสารคลานอยู่ที่พื้นพลางตะโกนว่า “เมตตาข้าด้วยเถิด เมตตาข้าด้วยเถิด! พวกท่านกินดื่มกันอย่างมีความสุข ตาเฒ่าเช่นข้าไม่เคยยี่หระ วันนี้วันพรุ่งประเดี๋ยวก็ตาย แต่ข้าทนเห็นหลานสาวอดอยากเช่นนี้ต่อไปไม่ได้จริง ๆ เมตตาข้าด้วยเถิด!”
ผู้เฒ่าขอทานร้องไห้โฮ ข้างกายผอมบางของเขายังมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดูหิวโซอยู่ด้วย
หลี่เฉิงเฟิงทนมองภาพนี้ต่อไปไม่ไหว
เขาเดินขึ้นไปข้างหน้า นำถังหูลู่ในมือส่งให้แก่ชายชรา และบอกกับเขาว่า “ท่านปู่ ถังหูลู่ไม้นี้ข้ายกให้ท่านนะ!”
“โอ้... คะ คุณชายน้อย... ตาเฒ่าอย่างข้าไปทำบุญอะไรไว้หนอ จึงได้รับความเมตตาจากคุณชายน้อยขนาดนี้? คุณชายน้อยมอบถังหูลู่ให้ข้า เพื่อให้หลานสาวของข้ามีอาหารกินประทังชีวิต มีเมตตาเหลือเกิน!”
ชายชราปาดน้ำตาบนใบหน้า
หลี่เฉิงเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้! ท่านผู้เฒ่ารับถังหูลู่ไปก่อน... แต่ถังหูลู่ไม้เดียวจะทำให้อิ่มท้องได้อย่างไรกัน?”
หลี่เฉิงเฟิงครุ่นคิดก่อนจะล้วงกระเป๋า หยิบถุงใส่ทองคำใบเล็กขึ้นมา ควักทองคำออกมาหนึ่งกำมือ ส่งให้แก่ผู้เฒ่าขอทาน และบอกเขาว่า “ท่านผู้เฒ่า เอาทองคำเหล่านี้ไปซื้ออาหารกินเถอะ! ตอนนี้ท่านผู้เฒ่ายังมีแรง ได้กินอิ่มแล้วก็ขอให้ท่านผู้เฒ่าใช้เงินที่เหลือทำมาค้าขาย แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง ก็ขอให้ท่านผู้เฒ่ามีกินมีใช้ไม่อดอยากตลอดชีวิต ดีไหมขอรับ!”
“ขะ... ข้าไปทำบุญอะไรไว้หนอ ข้าไปทำบุญอะไรไว้!”
ผู้เฒ่าขอทานร้องไห้โฮ น้ำตาไหลเป็นสายจนหยดลงที่พื้น เขาคุกเข่าขอบคุณในความเมตตาของหลี่เฉิงเฟิง
หลี่เฉิงเฟิงได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้า
ในฐานะองค์ชายแปดแห่งแผ่นดินต้าถัง คนเหล่านี้นับว่าเป็นประชาชนของเขาเช่นเดียวกัน
เห็นประชาชนทนทุกข์อดอยาก หลี่เฉิงเฟิงจะมีความสุขได้อย่างไร
คนที่ยังมีเลือดมีเนื้อได้เห็นภาพเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องรู้สึกสงสารตามไปด้วย
“ข้าช่วยพวกท่านได้เท่านี้ ท่านปู่พาหลานสาวไปกินข้าวเถอะขอรับ!”
“ขอบคุณ ขอบคุณคุณชายน้อยเหลือเกิน! ข้าขอถาม คุณชายน้อยมีนามว่าอะไร? แม้ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทน แต่ข้าจะไปที่รูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิมทุกวัน อธิษฐานขอพรเพื่อคุณชายน้อย ให้คุณชายน้อยมีอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์!”
“ไม่จำเป็นเลยท่านปู่ ท่านใจดีเหลือเกิน! แต่ข้าหลี่เฉิงเฟิงไม่เชื่อเรื่องผีสางเทพเซียน!”
“หลี่เฉิงเฟิง? สกุลหลี่?”
“สกุลหลี่คือสกุลของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง! สวรรค์โปรด... หรือคุณชายผู้นั้นจะเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ถัง?”
“แม้จะบอกไม่ได้ แต่รูปลักษณ์ที่ผ่องใสมั่งคั่งของคุณชายท่านนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่าเขาคือบุตรของขุนนางผู้ทรงเกียรติ!”
“ตาเฒ่าคนนั้นโชคดีเหลือเกิน คุณชายผู้นี้ใจกว้างเสียยิ่งกว่ามหาสมุทร เมื่อครู่มอบทองคำให้ตาเฒ่าถึงหนึ่งกำมือ ข้าว่าต้องมีอย่างน้อย ๆ สักสิบก้อนล่ะ!?”
ฝูงชนที่อยู่รอบ ๆ ได้แต่คร่ำครวญถึงความมั่งคั่งของหลี่เฉิงเฟิง
ส่วนผู้เฒ่าขอทานยังคงก้มหัวซ้ำ ๆ ขอบคุณหลี่เฉิงเฟิงอยู่อย่างนั้น
หลี่เฉิงเฟิงถอนหายใจพลางส่ายหน้า “พอแล้วท่านปู่ พาหลานสาวของท่านไปหาอะไรกินเถอะ! กินให้ร่างกายมีกำลังวังชาจะได้มีแรงไปทำมาค้าขาย!”
“ขอบคุณพี่ชาย!”
เสียงใส ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น
หลี่เฉิงเฟิงหันกลับไปมอง เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งน้ำตาคลอเบ้า ดวงตาใส ๆ ที่หาสิ่งใดเปรียบมิได้ของนางกำลังมองมาทางเขา
หลี่เฉิงเฟิงอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เขาลูบศีรษะของเด็กหญิงคนนั้นเบา ๆ “น้องหญิง หลังจากนี้ขอให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านปู่! ใช้ชีวิตให้มีความสุข พยายามเข้านะ!”
“เจ้าค่ะ! ขอบคุณพี่ชาย!”
……
เมื่อกำชับให้ชายชราเก็บเงินที่ตนเองมอบให้ไว้ให้ดีแล้ว หลี่เฉิงเฟิงก็กลับหลังหัน ตรงเข้าไปยังโรงเตี๊ยมซึ่งมีชื่อว่า ‘หอซีเซียง’
อย่างไรก็ตามหลี่เฉิงเฟิงรู้สึกได้ ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปในหอซีเซียง ทางด้านหลังมีชายชุดดำสองคนตามมาด้วย
แม้จะรู้แต่หลี่เฉิงเฟิงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ เขาสั่งอาหารชั้นยอดชุดใหญ่มาหนึ่งชุด และกินทั้งหมดด้วยตนเอง
แต่ใช่ว่าหลี่เฉิงเฟิงจะนั่งกินเฉย ๆ เพราะเขามีหูที่ดีมาก จึงได้ยินบทสนทนาระหว่างชายชุดดำทั้งสองอย่างชัดเจน
ชายทั้งสองนั่งอยู่ที่โต๊ะทางซ้ายของหลี่เฉิงเฟิง
หนึ่งในชายชุดดำกล่าวว่า “เหล่าหนิว ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานพี่หู่ค้าขายได้เงินก้อนใหญ่! เมื่อวานเขาบังเอิญไปพบเด็กสาวคนหนึ่ง รูปโฉมนางงามเช่นบุปผา นวลผ่องเช่นจันทรา อายุก็เพิ่งสิบสองสิบสามปีแท้ ๆ แต่อวบอิ่มสุด ๆ พี่หู่ก็เลยจับนางขายให้หอบุปผาเสียเลย นางแม่เล้ายอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เชียวล่ะ!”
“เอ๋!? ก้อนใหญ่ที่ว่ามันเท่าไหร่กัน?”
“ต้องมีสักสิบเหรียญทองล่ะ! นางแม่เล้าพูดเองด้วยว่า เด็กสาวคนนี้สวยมาก ถ้าเลี้ยงดี ๆ นางจะได้เป็นยอดบุปผาแห่งหอบุปผา สิบเหรียญทองที่ยอมจ่ายจะทำให้นางแม่เล้าได้เงินคืนกลับมามากมาย!”
“เฮ้อ... แหงล่ะ เราจับแต่เด็กจน ๆ ไปขาย จะได้ราคาสู้เด็กสาวสวย ๆ อย่างนั้นได้อย่างไร!”
จากบทสนทนาของชายชุดดำทั้งสอง หลี่เฉิงเฟิงสรุปได้ในทันทีว่าสองคนนี้คือพวกค้ามนุษย์!
“แล้วเจ้ารู้อะไรไหม? เด็กสาวเมื่อวานท่าจะเสียสติ นางเอาแต่กรีดร้องบอกว่าตัวเองคือองค์หญิงฉางเล่อแห่งต้าถัง? ตอนนั้นพวกข้าหัวเราะจนเจ็บท้องเชียวล่ะ! องค์หญิงฉางเล่อจะมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ฮ่า ๆ ๆ นังเด็กนั่นคงจะแสร้งว่าตัวเองเป็นองค์หญิงน่ะสิ จึงได้พูดเรื่องเหลวไหลออกมา แต่นางคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะฉลาดและรู้ทันนาง!”
“แต่ถ้านางเป็นองค์หญิงฉางเล่อบุตรแห่งฮ่องเต้จริง ๆ ล่ะ? หากฝ่าบาททรงกริ้วขึ้นมา เลือดคงท่วมถนนฉางอันทั้งสาย?”
“ไม่มีทาง! องค์หญิงแห่งแผ่นดินต้าถังจะออกมาเตร็ดเตร่อยู่ตามถนนโดยไม่มีผู้ติดตามได้อย่างไร? ข้าเดาว่านางคงเป็นลูกเศรษฐีต่างถิ่น แค่แวะมาเที่ยวเล่นที่ถนนฉางอันเท่านั้น! แต่นางเผลอไปเล่นในหอบุปผาเสียแล้ว ข้าเกรงว่านางจะไม่ได้กลับบ้านแล้วล่ะ ฮ่า ๆ”
โจรชุดดำทั้งสองคนหัวเราะคิกคัก!
แต่บทสนทนาของพวกมันทำให้หลี่เฉิงเฟิงที่กำลังกินข้าวอยู่ต้องตกตะลึง
เวรเอ๊ย! เราไม่ได้ยินผิดไปใช่ไหม?
องค์หญิงฉางเล่อแห่งต้าถัง? นั่นไม่ใช่พี่หญิงหลี่ลี่จื้อของเราหรืออย่างไร?
องค์หญิงฉางเล่อถูกลักพาตัวไปขายให้แก่หอบุปผา สถานที่ค้าประเวณีเช่นนั้นน่ะหรือ?
หากเรื่องนี้ได้ยินถึงหูของฝ่าบาท พระองค์จะไม่กระอักเลือดออกมาเลยหรืออย่างไร?
“สารเลว! โจรกระจอกพวกนี้กล้าดีอย่างไรมาลักพาตัวพี่หญิงของข้า? ต้องจัดการ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด!”
หลี่เฉิงเฟิงพึมพำกับตัวเอง
แม้ตั้งแต่เข้าวังหลวงไป หลี่เฉิงเฟิงจะไม่เคยพบหลี่ลี่จื้อตัวเป็น ๆ เลยสักครั้ง แต่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของพวกเขายังคงอยู่
หลี่เฉิงเฟิงจะทนมองพี่หญิงของตัวเองถูกลักพาตัวไปขายในสถานที่เช่นนั้นได้อย่างไร?
ชายชุดดำทั้งสองยังต่อบทสนทนากันอีกว่า
ชายชุดดำที่ถูกเรียกว่าเหล่าหนิวกล่าว “ถึงไม่มีโอกาสได้เจอของดีอย่างพี่หู่ แต่เราก็ลักพาตัวเจ้าเด็กลูกเศรษฐีคนนั้นได้! ดูหน้ามันสิ น่ารักน่าเอ็นดูเชียว แถมยังพกเงินติดตัวเยอะแยะ! ในตัวมันน่าจะมีสักร้อยเหรียญทองได้กระมัง! ถ้าขโมยเงินจากเจ้าหนูคนนี้ได้ เราไม่รวยเละเลยหรือไง!?”
“ฮ่า ๆ ๆ พูดได้ดี! เจ้าหนูคนนี้คงจะเป็นคุณชายร่ำรวยจากสักตระกูลที่หนีออกมาจากจวน? เขาคงจะขโมยเงินพ่อก่อนหนีออกมาที่นี่! ไม่อย่างนั้นจะพกเงินมากมายออกมาโดยไม่มีองครักษ์ติดตามได้อย่างไร?”
“พูดอีกก็ถูกอีก! อายุยังน้อยแท้ ๆ กลับหนีออกมาเข้าโรงเตี๊ยม นั่งกินดื่มอาหารแพง ๆ! เดี๋ยวพ่อจะสอนเจ้าหนูคนนี้เอง ให้มันรู้เสียบ้างว่าโลกความเป็นจริงเป็นอย่างไร!”
“ฮ่า ๆ ๆ....”
คุยกันไปคุยกันมา ชายชุดดำทั้งสองที่มองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นโจร ได้ระเบิดหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันอย่างสะอกสะใจ