พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 39 พลิกผัน

    บทที่ 39 พลิกผัน


    ท่ามกลางสายตาของผู้คนเบื้องล่าง ในตอนนี้ร่างของชายหนุ่มได้ถูกซัดพุ่งกระแทกพื้นอย่างจัง


    ฝุ่นดินและเศษหินลอยคละคลุ้งทั่วบริเวณ ผ่านไปไม่นานฝุ่นดินและเศษหินได้จางหายไป ร่างของชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นได้ลุกขึ้นมาและปรากฎต่อสายตาทุกคนพร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลน้อยใหญ่


    “เจ้านั่นไร้ยางอายเกินไปแล้ว”เมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่ม เสียงของผู้คนโดยรอบจึงดังขึ้นทันทีพร้อมมองไปที่กู่ยงที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ


    “เหอะคนจากสมาคมดับดาราแท้จริงแล้วก็เป็นสุนัขลอบกัดดีๆนี่เอง” ในตอนนี้เองเสียงใสๆ ของสตรีเสียงหนึ่งได้ดังขึ้น


    “นี่เจ้าคนหื่น เจ้ายังไหวอยู่หรือไม่” เมื่อสิ้นเสียงร่างของสตรีร่างหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในสายตาของชายหนุ่ม


    “หวงหลิงเอ๋องั้นรึ เจ้าเข้ามาตรงนี้ได้ยังไงนี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะเข้ามา ออกไปซะมันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแข็งพร้อมผลักตัวนางไปด้านหลัง


    “นี่เจ้าถูกไอเจ้าคนไร้ยางอายนั่น ซัดจมดินขนาดนี้ยังทำเป็นเก่งอยู่อีกรึ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวพร้อมเอ่ยต่อ


    “ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟัง ไอเจ้าคนที่ซัดเจ้าลงมานั่นมีชื่อว่ากู่ยง ผู้นำจากสำนักราชสีห์คลั่งหนึ่งในสิบขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดจากขุมอำนาจที่แข็งแกร่งนับร้อยของสนามรบร้อยดินแดน” เอ่ยถึงตรงนี้น้ำเสียงของหญิงสาวก็จริงจังมากขึ้น


    “แต่ตัวตนที่แท้จริงของคนผู้นี้นั้นคือคนของสมาคมดับดารา ถึงแม้ขุมอำนาจทั่วไปในสนามรบร้อยดินแดนจะไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกู่ยง แต่ในบรรดาขุมอำนาจสิบลำดับแรกทุกคนต่างรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีใครอยากจะไปหาเรื่องคนของสมาคมนี้ก่อนทุกคนจึงทำเป็นไม่สนใจในการมีอยู่ของชายผู้นั้น”


    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาจากดินแดนไหน แต่ก็คงจะรู้จักสมาคมดับดาราใช่หรือไม่” หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมมองไปที่ชายหนุ่ม


    แต่เมื่อหญิงสาวได้สบตากับชายหนุ่มในตอนนี้ ความรู้สึกหวาดกลัวได้ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน


    เมื่อได้ยินว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนของสมาคมดับดารา ขุมอำนาจที่มีส่วนสำคัญในการสังหารบิดามารดาของตน จิตสังหารอันมหาศาลที่ชายหนุ่มไม่เคยมีมาก่อนได้ปะทุขึ้นมาในทันที แววตาของชายหนุ่มในตอนนี้มีแค่จิตสังหารที่พร้อมจะถูกปลดปล่อย


    ผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจชายหนุ่มได้เอ่ยขึ้น “ขออภัยด้วย ไว้ข้าจะไปขอบคุณเจ้าทีหลัง” สิ้นเสียงชายหนุ่มได้ซัดฝ่ามือใส่หวงหลิงเอ๋อทำให้นางกระเด็นออกไปไกลและพุ่งตรงเข้าปะทะกับกู่ยงต่อทันที


    “ฮ่าๆ ดีมากแสดงพลังของเจ้าออกมาให้ข้าดูเสียเถิด ว่าเจ้ามีดีอะไรถึงสามารถเรียกทัณฑ์สวรรค์พิสดารออกมาได้”กู่ยงที่เห็นชายหนุ่มพุ่งเข้าหาตน จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเฝ้าคอยพร้อมกับใช้วิชามรรคสร้างฝ่ามือสีดำทมิฬพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่ม


    “หัตถ์ดับจันทร์ทรา”


    “เหอะ…วิชาเดิมงั้นรึ หากตอนนั้นข้าไม่ได้ใช้สมาธิสำรวจพลังของตนเองและดาบประจำตระกูลละก็ การโจมตีเช่นนั้นข้ารับมือได้อย่างแน่นอน” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์


    ในตอนที่กู่ยงโจมตีใส่ชายหนุ่มในครั้งแรก ตัวของชายหนุ่มกำลังสังเกตุดาบประจำตระกูลเล่มนั้นหลังดูดซับทัณฑ์สวรรค์เข้าไปและตกอยู่ในสภาพจำศีล เมื่อสมาธิอยู่กับดาบนั่นจึงทำให้ชายหนุ่มต้องรับการโจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


    “ในเมื่อตอนนี้ข้าไม่สามารถใช้ ดาบได้เห็นทีคงจะต้องใช้วิชาของหอสุราปราบเซียนเสียแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าใช้วิชาของตระกูลหลินละนะ”


    คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงสำแดงวิชามรรคในทันที ตอนนี้เองเพลิงสีฟ้าค่อยๆปรากฏขึ้นด้านหลังชายหนุ่ม พร้อมกับก่อตัวกันเป็นมังกรเพลิงพุ่งเข้าใส่กู่ยงในทันที


    เมื่อการโจมตีของชายหนุ่มปะทะกับฝ่ามือสีดำทมิฬ คลื่นพลังทำลายได้ซัดให้ทั้งสองลอยกระเด็นออกไปคนละทาง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว


    ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจร่างของชายหนุ่มได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้คน แม้เสื้อผ้าจะฉีกขาดแต่กลับไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงเลยแม้แต่น้อย


    ทว่าเมื่อเลื่อนสายตาไปยังด้านตรงข้ามของชายหนุ่ม ร่างของกู่ยงที่มีบาดแผลทั่วร่างกายได้ปรากฏในสายตาของทุกผู้คน


    “นะ…นี่การโจมตีเมื่อครู่ เจ้าคนผู้นั้นมีพลังเหนือกว่างั้นรึ นั่นเป็นถึงกู่ยงหนึ่งในสิบผู้นำของสนามรบร้อยดินแดนเลยนะ เจ้าคนผู้นั้นที่ศิษย์พี่หญิงพามาคือใครกันแน่” ศิษย์ของสำนักสยบมังกรผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ


    “นะ…นั่นวิชามรรคเพลิงมังกรผลาญสวรรค์รึ เหตุใดคนของหอสุราปราบเซียนจึงอยู่ที่นี่” เฉิงเฮาเรินอุทานออกมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ


    “หอสุราปราบเซียนแล้วอย่างไร วันนี้ข้าจะปลิดชีพมันเสีย แม้หอสุราปราบเซียนจะทรงพลังมากเป็นลำดับต้นๆในสิบขุมอำนาจ แต่สำนักเสี้ยวมังกรของข้าก็ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด”


    “ พวกเราต้องไปช่วยเจ้ากู่ยงกำจัดมันซะหากเจ้านี่ร่วมมือกับนังผู้หญิงนั่นมันจะเป็นปัญหาสำหรับเราเอาได้”


    เอ่ยจบร่างของหลงหมิงจึงพุ่งเข้าใส่การต่อสู้ในทันที เมื่อเฉิงเฮาเรินเห็นเช่นนั้นจึงตามเข้าไปในการต่อสู้ด้วยเช่นกัน


    “นั่นพวกเขาคิดจะรุมจัดการกับเจ้านั่นงั้นรึ น่าสมเพชเสียจริง” สตรีจากสำนักภูตเหมันต์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม


    “พวกเราไม่มีความแค้นกับสำนักสยบมังกร แต่ก็ไม่มีเหตุผลจะต้องช่วยเช่นกัน ข้าว่าพวกเราคอยเฝ้าดูสถานการณ์ห่างๆเสียดีกว่า อาจจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นก็เป็นได้” ผู้นำสำนักเทพสายฟ้าได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองไปยัง ผู้นำขุมอำนาจที่เหลือ


    “เหอะ เหตุใดข้าจะต้องฟังคำของเจ้า หุบเขาวานรของข้าจะเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย เดิมทีสำนักสยบมังกรก็ขวางหูขวางตาท่านเจ้าหุบเขาของข้าอยู่แล้ว”


    “หากกำจัดเหล่าผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ไปได้คงจะได้รับคำชมอยู่ไม่น้อย” เอ่ยจบร่างสูงใหญ่เจ้าของเสียงได้หายไปจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว


    “ไอเจ้าบ้านี่”ในด้านของหวงหลิงเอ๋อที่ถูกส่งลอยกระเด็นออกมา เอ่ยพร้อมกับจับไปที่ศีรษะของตน


    แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยอันใดอีกร่างสองร่างได้มาปรากฏอยู่ด้านข้างนางอย่างรวดเร็ว


     “นี่เจ้าทำอันใดของเจ้าหากเมื่อครู่เจ้ากู่ยงคิดจะสังหารเจ้าขึ้นมาเจ้าจะทำเช่นไร จากนี้เจ้าดูอยู่ห่างๆไว้เสีย” เสียงดุของหนี่เป่าได้ดังขึ้นพร้อมกับเดินมาอยู่เบื้องหน้านาง


     “ต่อไปนี้เจ้าต้องฟังพวกข้าเข้าใจหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าต้องมีชีวิตรอดให้ได้” หนี่เป่าเอ่ยถึงตรงนี้เสียงของหนี่กังก็ดังขึ้น


    “นี่ท่านพี่พวกเราควรทำเช่นไรดีในเวลานี้ ตอนนี้สหายหลินตงจะต้องรับมือพร้อมกันถึงสามคนเราควรเข้าไปช่วยเลยหรือไม่ ถึงแม้เราจะไม่สามารถทำอะไรทั้งสามคนนั้นได้แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถขัดแข้งขัดขาได้บ้าง”


    “ ข้าหวังว่าศิษย์พี่หญิงจะเห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้วตามมาช่วยพวกเราได้ทัน”เอ่ยถึงตรงนี้หนี่กังได้แต่เงียบรอฟังความเห็นของผู้เป็นพี่


    “ข้าว่าทางด้านของศิษย์พี่หญิงจะต้องเจอสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากเรามากนักอย่างแน่นอน”


    “ที่สำคัญข้าคิดว่าเราคงจะไปช่วยสหายหลินตงไม่ได้เป็นแน่ เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นผู้นำของหุบเขาวานรได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆแล้ว”


    “ เกรงว่าเป้าหมายจะเป็นคนของสำนักเราแค่รับมือกับเจ้านั่นข้ากับเจ้าก็ตึงมือแล้วความหวังเดียวของเราคือต้องรอศิษย์พี่หญิงกลับมาให้ทันเวลา”หนี่เป่าเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าตึงเครียด


    ในตอนนี้เองการต่อสู้ของหลินตงและทั้งสามผู้นำได้เริ่มขึ้นแล้ว มรรควิชาสี่สายได้เข้าปะทะกันเหนือน่านฟ้า แรงสะท้อนจากการปะทะของทั้งสี่ทำให้จอมยุทธ์ระดับต่ำกว่าราชันย์ยุทธ์ที่อยู่ไม่ไกลจากการต่อสู้ถูกคลื่นพลังซัดปลิวกันไปคลนละทิศคนละทาง


    เมื่อแรงปะทะจางหายเหล่าผู้คนต่างพากันลุกขึ้นพร้อมมองไปยังจุดการปะทะ ปรากฏร่างโชกเลือดของชายหนุ่มนอนจมอยู่ก้นหลุมที่เกิดจากแรงปะทะเมื่อครู่


    “บัดซบ เหตุใดวันนี้ข้าถึงโดนซัดจมดินบ่อยถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มสบถออกมาพร้อมพยายามจะพาร่างที่โชกเลือดลุกขึ้นสู้อีกครั้ง


    ในอีกด้าน เมื่อมองขึ้นไปเหนือน่านฟ้าได้ปรากฏร่างทั้งสามร่างบนเสื้อผ้าฉีกขาดเพียงเล็กน้อย ที่กำลังแสดงสีหน้าเย้ยหยันใส่ชายหนุ่ม


    “เหอะวิชามรรคมังกรเพลิงผลาญสวรรค์ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลยนี่ ทำได้แค่เผาเสื้อผ้าสินะ ฮิฮิ”เฉิงเฮาเรินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูกพร้อมมองลงมาที่ชายหนุ่ม


    ในตอนที่ชายหนุ่มกำลังตัดสินใจจะใช้วิธีเผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์เพื่อทดแทนพลังปราณที่เสียไปและมาต่อกรกับทั้งสามคนบนฟากฟ้าอยู่นั่นเอง


    สองพี่น้องหนี่เป่าและหนี่กังที่เห็นว่าชายหนุ่มต้องการเวลาในการฟื้นฟูพลังปราณ จึงเข้าไปขวางชายหนุ่มจากทั้งสามคนทันที


    “สหายหลินตงเจ้ารีบฟื้นฟูพลังปราณขึ้นมาเร็วพวก ข้าไม่อาจรั้งเจ้าพวกนี้ได้นานนัก พวกข้าหวังพึ่งเจ้าอยู่นะหากถ่วงเวลาจนศิษย์พี่หญิงมาถึงได้ละก็พวกเราทุกคนต้องไม่แพ้แน่”หนี่กังเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก


    “หน้าไม่อายหากพวกเจ้าไม่รุมเจ้านั่น คนที่จะต้องไปนอนตรงนั้นต้องเป็นพวกเจ้าอย่างแน่นอน” หวงหลิงเอ๋อด่าทอด้วยดวงตาแดงก่ำ เมื่อเห็นสภาพโชกเลือดของชายหนุ่มในตอนนี้


    “แย่แล้วพวกข้ามาอยู่ตรงนี้ทั้งคู่จนลืมแยกกันปกป้องศิษย์น้อง ตอนนี้ศิษย์น้องอาจตกเป็นเป้า ท่านพี่ข้าจะต้องไปปกป้องศิษย์น้องทางนี้ข้าฝากท่านด้วย หากท่านตายข้าจะล้างแค้นพวกมันและตามท่านไป”


    เอ่ยจบหนี่กังจึงเตรียมจะแยกตัวออกไป ปกป้องหวงหลิงเอ๋อ ทว่าหนี่กังกับช้าไปก้าวหนึ่ง


    “ปากดีนักนะ นังผู้หญิงนี่เดี๋ยวข้าผู้นี้จะสั่งสอนเจ้าให้เชื่องเอง” สิ้นเสียงร่างอันสูงใหญ่ได้มาปรากฏข้างกายของหวงหลิงเอ๋อพร้อมกับจับนางชูขึ้นฟ้า


    “หยงอู่โก ไอบัดซบเจ้าปล่อยศิษย์น้องเดี๋ยวนี้” หนี่กังที่เห็นว่าหวงหลิงเอ๋อตกอยู่ในกำมือของศัตรูจึงอดที่จะสบถออกมาไม่ได้


    “หุบปากไปซะ วันนี้สำนักสยบมังกรจะไม่มีผู้ใดรอดไปได้แม้แต่ผู้เดียว แต่ข้าได้ยินมาว่าบุตรสาวของเจ้าสำนักของพวกเจ้า นอกจากนังผู้หญิงนั่นก็ยังมีอีกคนสินะ ให้ข้าเดาคงจะเป็นลูกไก่ที่กำลังอยู่ในมือของข้าเป็นแน่ ฮ่าๆ”


    เอ่ยถึงตรงนี้ภายนอกเขตของสำนักสยบมังกรปรากฏเหล่าศิษย์จากหุบเขาวานรกำลังมุ่งตรงมายังเขตการต่อสู้อย่างรวดเร็ว


    “ฮ่าๆๆๆ เหล่าศิษย์หุบเขาวานรทั้งหลาย ราชันย์ยุทธ์ระดับกลางและระดับสูง ถูกเหนี่ยวรั้งไว้หมดแล้ว พวกเจ้าจงสั่งหารเจ้าพวกสำนักสยบมังกรเสีย วันนี้จะไม่มีสำนักสยบมังกรในสนามรบร้อยดินแดนอีกต่อไป”


    เอ่ยกับคนในหุบเขาวานรจบ หยงอู่โกจึงได้กลับมาสนใจหวงหลิงเอ๋ออีกครั้ง


    “มันคงจะดีไม่น้อยถ้าข้าจะขอลิ้มรส หัวแก้วหัวแหวนของเจ้าสำนักของพวกเจ้าก่อนที่จะปลิดชีพนาง ก่อนอื่นก็ต้องถอดชุดก่อนสินะ”


    เอ่ยถึงตรงนี้ดวงตาของหยงอู่โกได้จับจ้องไปยังหวงหลิงเอ๋อในมือของตนด้วยสายตาที่หื่นกระหาย พร้อมกับขยับมืออีกข้างเข้าหานาง


    หนี่กังแม้จะพุ่งเข้าไปในทันที แต่เจ้าตัวก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนไม่มีทางเข้าประชิดตัวได้ทันอย่างแน่นอน ท้ายสุดหนี่กังก็พุ่งเข้าไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำ


    ในด้านของหญิงสาว เมื่อรู้ถึงความคิดของหยงอู่โกที่จะทำกับตน จึงเปิดใช้งานอุปกรณ์วิเศษของบิดานางในทันที ทว่าอุปกรณ์วิเศษที่ควรจะทำงานกับไม่สามารถใช้งานได้


    “อย่าโง่ไปหน่อยเลย การที่ข้ากล้ามาจับเจ้าข้าก็ต้องมีวิธีกันเจ้าใช้อุปกรณ์วิเศษอยู่แล้ว ยอมให้ข้าเปลื้องผ้าเจ้าซะดีๆเสียเถอะ แล้วข้าจะพาเจ้าไปหาความสุขในที่ลับตาเอง ฮิฮิ”


    หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้น แขนขาของนางถึงกับอ่อนแรง นางไม่อาจทนรับความอับอายเช่นนี้ได้ หากเป็นเช่นนั้นนางขอตายเสียดีกว่า คิดได้เช่นนั้นนางจึงเริ่มโคจรพลังไปรวมที่หัวใจอย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะระเบิดตนเอง


    แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเองใบหน้าของชายผู้หนึ่งก็ปรากฏในห้วงความคิดของนาง “เหตุใดข้าจึงคิดถึงใบหน้าของเจ้าคนหื่นนั่น”


    “หลินตง!! ช่วยข้าด้วย!!” หญิงสาวตะโกนออกมาสุดเสียงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก


    “ฮิฮิ ไอเจ้านั่นแม้แต่พลังปราณยังแทบไม่มีเหลือต่อให้มันจะฟื้นฟูพลังปราณขึ้นมาได้ มันก็ไม่มีทางผ่านเจ้าสามคนนั้นมาช่วยเจ้าได้อย่างแน่นอน จะปลิดชีพตัวเองหรือจะถูกข้าเล่นสนุกดีล่ะ แต่ถึงเจ้าจะตายข้าก็จะเปลื้องผ้าเจ้าอยู่ดี ฮิฮิ”


    ทว่าในตอนนี้เองแรงกดดันมหาศาลเหนือจินตนาการได้ถาโถมลงมาอย่างบ้าคลั่ง และจุดที่รับแรงกดดันมากที่สุดนั่นคือจุดที่หยงอู่โกอยู่นั่นเอง


    “หวงหลิงเอ๋อ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”


    “เผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์”


    “วิชามรรค ห้าจักรพรรดิสี่ทิศ”


    สิ้นเสียงท้องฟ้าทั่วทั้งสนามรบร้อยดินแดนได้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆาสีดำทมิฬอย่างรวดเร็ว


    จากผู้เขียน:กลับมาแล้วนะครับ ขอโทษที่หายไปนานมากๆนะครับ ช่วงเสี่ยงโชคดำแดงมันสร้างแรงกดดันในการแต่งนิยายให้ไรต์มากครับจนไม่สามารถแต่งอะไรได้เลย กลัวจะแต่งแล้วค้างคา เพราะในตอนแรกไรต์ต้องการจะสมัครใจจะได้เป็นแป๊บเดียวแล้วกลับมาแต่งต่อ


    แต่ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆทำให้ไรต์ จับพลัดจับผลูได้สีดำมาไรต์จึงมานั่งเรียบเรียงเรื่องใหม่และกำลังทยอยแต่งออกมาเรื่อยไปควบคู่กับงานประจำนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ


    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio











































































































































































































































































































    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน