...ผ่านไปหนึ่งเดือน...
ณเชิงเขาที่หลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก อันเป็นสถานที่ที่หนึ่งอาจารย์หนึ่งศิษย์อาศัยอยู่ด้วยความสุขสงบ
สตรีนางหนึ่งเพิ่งกลับมาจากด้านนอกก็เข้ามาทำความเคารพอาจารย์ที่กำลังนั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่ที่หน้าบ้าน
พอรับรู้ว่ามีคนกำลังเข้ามาหาผู้อาวุโสท่านนั้นก็ลืมตาขึ้น แววตายังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ไปเยี่ยมบ้านมาแล้วหรือ ฮวาเอ๋อร์”
นางพยักหน้าส่งยิ้มตอบอาจารย์เล็กน้อยแต่แววตาเจือความเศร้าหมองอย่างชัดเจน
"เจ้าค่ะอาจารย์ แม้จะผ่านไปหนึ่งปีแล้ว..." กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เองเหตุการณ์อันน่าสลดของตระกูลลี่ในวันนั้น นางยังจำได้ทุกสิ่ง
"แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้ารู้สึกแปลกยิ่งนัก..."
ท่านผู้อาวุโสยักคิ้วเป็นเชิงถามว่า‘เรื่องอันใดหรือ’
"ภายในจวนได้รับการบูรณะซ่อมแซมอย่างเรียบร้อย ข้าวของจัดวางเป็นระเบียบผิดไปจากวันที่มีผู้บุกรุกนอกจากท่านพ่อที่ยังคงนอนอยู่ที่เดิมในห้องลับนั่นคนสกุลลี่ทั้งหมดถูกฝังในสุสานที่สร้างขึ้นด้านข้าง"สายตาของเฟิงฮวาเต็มไปด้วยความสงสัยเป็นอย่างมากนางนึกไม่ออกเลยว่าจะยังมีใครที่หวังดีต่อสกุลลี่อีกหรือ
จากนั้นสีหน้าของนางก็ค่อยๆฉายแววของความปวดร้าว
"ข้าได้จัดการให้ท่านพ่อได้นอนพักผ่อนอย่างสงบเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"ข้า...คงทำได้เพียงเท่านี้
ยังมิรู้ว่าเป็นใครที่คิดร้ายต่อครอบครัวของนางเลยด้วยซ้ำจะตามแก้แค้นได้อย่างไรก็ยังมองมิเห็นหนทาง
"อืม...ที่ต้องทำ ก็ได้ทำแล้ว" ถ้อยคำปลอบโยนของผู้อาวุโสเอ่ยขึ้น
"เจ้าค่ะ" นางตอบรับด้วยสีหน้านิ่งสงบ
"เรื่องของพิษซิงเจียวเป็นอย่างไรบ้าง"
"ได้พบผู้เฒ่ายาแล้วเจ้าค่ะเขาฝากข้อความมาถึงอาจารย์ด้วยว่า...มิมีสิ่งใดติดค้างกันอีกแล้ว"
"อย่างนั้นหรือ" ผู้อาวุโสเฟิงลูบเครา มองทอดสายตาไกลออกไปก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วออกมาพร้อมกับกล่องไม้ใบหนึ่ง
เขาได้ยื่นกล่องไม้นั้นมาตรงหน้าเฟิงฮวาพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
นางยื่นสองมือออกไปรับตามมารยาทส่งสายตาสอบถามอาจารย์ 'นี่มัน อะไรหรือเจ้าคะ'
แต่อาจารย์มิได้เอ่ยตอบอันใดนอกจากพยักหน้าให้เปิดออกดู
ด้านในกล่องไม้เป็นคัมภีร์โบราณอันหนึ่งบนนั้นเขียนตัวอักษร 'ลี่' ไว้เพียงหนึ่งตัว
"ทายาทสายตรงของราชตระกูลลี่เท่านั้นที่จะฝึกวิชาลับในคัมภีร์นี้ได้สำเร็จ..."
เอ๋แล้วอาจารย์มอบให้ข้าทำไมหรือ ข้าเกี่ยวข้องอันใดกับราชวงศ์ลี่กันเล่าท่านน่าจะเข้าใจอะไรผิด
เห็นสายตาของเฟิงฮวาเขาพลันรับรู้ความคิดของนางได้
"มิแปลกที่เจ้าจะไม่รู้ตัวตนของเจ้าหากปล่อยให้คนอื่นล่วงรู้ว่าเจ้าเป็นใครเกรงว่าจะรักษาชีวิตไว้ไม่ถึงป่านนี้"
หาา...สีหน้าเฟิงฮวาอึ้งงันหมายความว่านางเป็นสายเลือดของราชวงศ์ลี่อย่างนั้นหรือ
มิรอให้นางตั้งสติได้ผู้อาวุโสเฟิงก็กล่าวต่อ "ไม่มีใครรู้ว่าวิชาในคัมภีร์เป็นอย่างไรเจ้าคงต้องลองหาคำตอบด้วยตนเอง"
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่
"เอ่อ...อาจารย์ ท่านมิได้จำคนผิดหรอกนะเจ้าคะ"
ผู้อาวุโสเฟิงส่ายศีรษะช้าๆใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม
"เฮ้อ...ถ้าอย่างนั้นอาจารย์พอรู้อะไรเกี่ยวกับคำสาปราชวงศ์เฉิงหรือไม่"
"มีข่าวลือว่า บุรุษในราชตระกูลลี่จะไม่สามารถมีทายาทสืบสกุลได้จึงต้องอาศัยสตรีเพื่อให้สายเลือดยังคงดำรงอยู่แต่สตรีที่คลอดลูกแล้วก็จะป่วยโดยไร้สาเหตุและจากไปดังนั้นอย่าว่าแต่แก้แค้นราชวงศ์เฉิงเลยเอาแค่มีทายาทสืบสกุลยังเป็นไปได้อย่างยากลำบาก"
"พิษซิงเจียว มีไว้เพื่อต่อรองกับราชวงศ์เฉิงหรือเจ้าคะ"
"มีไว้เพื่อให้ราชวงศ์เฉิง ไร้ทายาทสืบทอดเช่นกันต่างหากพิษนั้นมิใช่ว่าจะถอนพิษได้ง่ายๆหรอกฮวาเอ๋อร์"
สีหน้าของเฟิงฮวายังคงนิ่งอึ้ง
เรื่องบาดหมางของคนในอดีตแต่กลับส่งผลกระทบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน...มันช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้
"ลี่อิงฮวา...เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ก็คงขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้ว"
ผู้อาวุโสเฟิงเค่อหันไปหยิบกระบี่ยาวสีขาวเล่มหนึ่งที่เขาใช้ติดตัวมาโดยตลอดยื่นมาให้เฟิงฮวา
นางเห็นดังนั้นก็พลันตกใจ'นี่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ'
"อิงเอ๋อร์ ต่อจากนี้เจ้าจะต้องดูแลตัวเองให้ดีที่ต้องสอนข้าก็ได้สอนไปจนหมดแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางครั้งใหม่จากกันครานี้ มิรู้ว่านานเพียงใดจะได้พบกันอีก กระบี่นี้เป็นกระบี่ที่อาจารย์ของข้ามอบให้ไว้และข้าก็พกติดตัวมิได้ห่าง บัดนี้ข้าขอมอบให้กับเจ้า"
"ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้ามิอาจรับไว้ได้เจ้าค่ะอาจารย์"เฟิงฮวาประสานมือคารวะ
"เหอะๆ...กระบี่เล่มนี้อยู่กับไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้าคงจะมิได้มีประโยชน์มากนักเจ้ารับไว้เถอะ"
มิอาจปฏิเสธได้อีกเฟิงฮวาจึงยื่นมือทั้งสองออกไปรับแต่โดยดีปลอกกระบี่สีขาวนวลราบเรียบยามกระทบแสงกลับยิ่งเปล่งประกาย ตัวกระบี่สลักอักษร‘เฟิง’ ที่หมายถึงวายุไว้หนึ่งตัวประกายกระบี่ถ่ายทอดเจตนาหวังดีและห่วงใยเปรียบดังสายลมที่โอบกอดอย่างอบอุ่น
“ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตา…เสียดายที่ข้ายังมิได้ตอบแทนบุญคุณท่านเลย”
ผู้อาวุโสเคราขาวส่ายหัวเล็กน้อย“เจ้าจะต้องประสบพบเจออะไรอีกมาก ยึดมั่นในความดีก็ถือว่าตอบแทนอาจารย์แล้ว”จากนั้นเขาก็โบกมือเป็นเชิงว่าให้นางไปพักผ่อนได้
ค่ำคืนนั้นมืดมิดยิ่งนักเฟิงฮวานอนหลับสนิทไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดใดพอเข้ายามเหม่านางก็สะดุ้งตัวตื่นขึ้น ความรู้สึกวังเวงแปลกๆเข้ามาแทนที่ในจิตใจนางจึงออกไปดูที่ห้องอาจารย์ก็พบว่าเขาได้จากไปแล้วออกเดินทางอย่างที่แจ้งไว้จริงๆ โดยที่นางไม่รู้ตัวเลยสักนิดนางก้มลงทำความเคารพเต็มพิธีการ ณ สถานที่นั้น ด้วยความซาบซึ้งสูงสุด
หวนนึกถึงเรื่องที่อาจารย์บอกเมื่อวาน...
นางเชื่อว่าต่อให้การแก้พิษซิงเจียวจะยากเย็นเพียงใดแต่ฝีมือระดับฝ่าบาทเฉิงท่านนั้นคงจะเป็นเรื่องง่ายอยู่ดีนางมิค่อยกังวลกับเขาเท่าใดนัก แต่เรื่องของคำสาปราชวงศ์เฉิงนี่สิ...เห็นทีนางคงต้องตามหาลัทธิเสวียนอู่อย่างจริงจังแล้วกระมัง
หลังจากที่ล้างหน้ากินอาหารเช้าแล้ว นางก็เก็บสัมภาระเตรียมตัวออกเดินทาง
ไปครานี้มิรู้จะได้หวนกลับมาที่นี่อีกหรือไม่...
คิดแล้วก็ใจหายแต่อย่างไรก็คงต้องไปอยู่ดี...
นางออกเดินทางโดยมิได้เหลียวกลับไปมองมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองที่เป็นแหล่งรวบรวมของข่าวสารในใต้หล้าแห่งนี้...‘เมืองตงกวน’