“ข้าสัญญาว่าจะกำจัดพวกมารให้สิ้นซาก คนที่กล้าทำร้ายผู้หญิงของเซียวเหลิ่งเหวินต้องถูกลงทัณฑ์ ไม่ว่าพวกมันจะมีมากมายนับพันนับหมื่น ก็ต้องจบสิ้นล่มสลายด้วยน้ำมือของข้า”
นั่นเป็คำสัญญาที่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินกล่าว ก่อนเดินออกจากตำหนักสุรางคนางค์ด้วยไฟแค้นสุมทรวง ผ่านมาหนึ่งร้อยสิบแปดปีมิเคยมีครั้งใดที่เขาต้องหลบหนี เื่ราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เขาไม่สามารถยอมรับได้ สตรีเพียงผู้เดียวยังไม่สามารถปกป้องดูแลได้ จะสำเร็จเคล็ดวาตะไปเพื่ออะไร ตำหนักวายุยึดถือกฎเสมอมา ผู้ใดกล้าท้าทายสกุลเซียว ต้องได้รับผลที่ตามมาภายหลัง
แววตาของหงลู่เสียนแลดูเศร้าสร้อยเสียดาย ยามที่ชายในฝันเดินออกจากตำหนักของนาง เขาย่อมเข้าใจเจตนาของหญิงสาว แต่หากมีคนฟันใส่เ้าดาบหนึ่ง เ้าจำเป็ต้องคืนสนองไปดาบหนึ่ง กฎเกณฑ์ของยุทธภพก็เป็เช่นนี้เสมอมา ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง แค้นครานี้มีแต่ต้องชำระล้าง
เขาไม่ได้เป็ห่วงความปลอดภัยของหงลู่เสียนอีกแล้ว ไม่จำเป็ต้องห่วงใยนาง ตำหนักสุรางคนางค์เป็แหล่งชุมนุมชาวยุทธ์วัยเกษียณ ยอดฝีมือที่เบื่อหน่ายเื่ราวทางโลกล้วนมายังที่แห่งนี้ สถานที่สงบเงียบท่ามกลางหุบเขาพนาไพร ผืนดินที่เต็มไปด้วยทุ่งนา โอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงใหญ่ ทิวทัศน์งดงามมิมีที่ใดเทียบเคียงได้ เป็สถานที่เหมาะสมสำหรับดำเนินชีวิตในบั้นปลาย
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมีจุดหมายปลายทาง เมืองซีอานเคยเป็ถิ่นฐานของพรรคมาร ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงผ่านเนิ่นนานเพียงใด ผู้ใดไม่คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนบ้าง ทุกคนย่อมคิดถึงถิ่นที่จากมา พวกมารก็เช่นกัน พวกมันต้องกลับมา
พรรคมารมียอดวิชามากมาย แต่เขาเคยได้ยินมาว่ามียอดวิชาแขนงหนึ่ง ผู้ฝึกสามารถดูดกลืนลมปราณและพลังวัตรของผู้อื่นได้ เมื่อดูดกลืนลมปราณย่อมดูดกลืนพลังชีวิตด้วย ยอมฝีมือที่ฝึกปรือพลังเช่นนี้ย่อมมีอายุยืนยาวมากกว่าปกติ บางคนอายุมากกว่าเทพด้วยซ้ำ ยอดฝีมือพรรคมารเหล่านี้กลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา พวกมันมีที่ถือดี ถือดีในวิชามารลึกลับล้ำเลิศที่ฝึกปรือ เขาตั้งใจจะทำลายความถือดีนี้เอง
เมื่อคิดถึงเมืองซีอานในแดนมนุษย์ ห้วงสมองเห็นภาพหญิงสาวมนุษย์อย่างยมทูตน้อยหานหนี่ว์ เขาไม่อาจปฏิเสธว่าสตรีนางนี้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ความสดใสเฉลียวฉลาดของนางเป็ที่น่าจดจำ ดินแดนเทพมิเคยมีสตรีเฉกเช่นนี้มาก่อน สตรีที่ไม่ถือกฎเกณฑ์อันใด
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเดินทางตัวเปล่าอีกครั้ง ดาบวายุสลาตันถูกทิ้งไว้ในตำหนักสุรางคนางค์ ยอดฝีมือระดับเขาไม่จำเป็ต้องพึ่งพาของเช่นนี้ เคล็ดวาตะเน้นที่การเคลื่อนไหว อาศัยช่องว่างของคู่ต่อสู้ในการโจมตี การพกพาอาวุธรังแต่จะทำให้ความคล่องตัวหายไป เป็การลดปมเด่นของตนเอง หากมัวแต่ยึดติดกับวัตถุ วรยุทธ์ที่ควรจะก้าวหน้าก็จะย่ำอยู่ที่เดิม ยอดฝีมือที่แท้จริงหยิบจับสิ่งใดล้วนบันดาลให้กลายเป็ศัสตราวุธได้ทั้งสิ้น สุริยะเทพิหวั่งก็คงจะเข้าใจในข้อนี้ จึงเพียงหยิบยืมดาบอัคคีพิโรธไม่กี่วัน เพื่อประลองกับดาบวายุสลาตันของเขา ไขปัญหาที่ค้างคาใจมาเนิ่นนาน วายุหรือเพลิงที่เหนือกว่า
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินไม่จำเป็ต้องนั่งลงฟื้นฟูลมปราณเหมือนชาวยุทธ์ทั่วไป เคล็ดวาตะเน้นที่การเคลื่อนไหว ทุกการเคลื่อนไหวล้วนฟื้นฟูลมปราณ ธาตุพลังจากฟ้าดินหลั่งไหลเข้าสู่ชีพจร จุดสูงสุดของการฝึกฝนวรยุทธ์คือการเป็หนึ่งเดียวกับฟ้าดิน เขาเดินทางมาถึงจุดนี้ั้แ่อายุได้สามสิบปี
พรรคมารวางแผนมาได้สมบูรณ์แบบ วิธีการของพวกมันชัดเจนเสมอมา อาศัยความโลภของพวกมนุษย์สร้างความวุ่นวาย โดยการส่งยอดฝีมือมาแย่งชิงศัสตราเทพเป็ขั้นตอนแรก ขั้นสองเป็การมอบศัสตราเทพเหล่านี้ให้จอมยุทธ์ผู้หนึ่ง แล้วปล่อยข่าวให้ชาวยุทธ์ที่เหลือมาแย่งชิง ศัสตราเทพเจ็ดชิ้นย่อมเกิดการแย่งชิงเจ็ดแห่ง ความตายและความแค้นจะแผ่ขยายเป็วงกว้าง เมืุ่์อ่อนแอก็สามารถเข้ายึดครอง น่าเสียดายที่าายุทธจักรมองแผนการนี้ออก ส่งมอบดาบวายุสลาตันให้แก่เขา ส่งสารไปหาจวงซูเม่ยให้มารับกระบี่กลับไป ส่งสารปริศนาไปหาสุริยะเทพิหวั่ง แผนการของพรรคมารจึงมีช่องโหว่
พรรคมารไม่้ายุ่งเกี่ยวกับเหล่าเทพ แต่เมื่อศัสตราเทพอยู่ในมือของเทพ พวกมันกลับเหิมเกริมลงมือก่อน เมื่อไม่สามารถกำจัดยอดฝีมือเช่นเขา ผลที่ตามมากำลังจะเกิดขึ้น การเข่นฆ่าของวายุเทพกำลังจะมาถึง เพลิงโทสะที่ต้องชำระด้วยการนองเื
ได้เวลาวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินออกศึกแล้ว
เอี้ยนเฟยซาและเจียวซินปฏิเสธคำเชิญของชาวบ้าน พวกเขาไม่้าพักพิงในหมู่บ้าน ไม่อยากรบกวนชาวบ้านที่เพิ่งหายเจ็บป่วย ต้องเหน็ดเหนื่อยมาคอยดูแลเอาใจใส่ผู้มีพระคุณ การพักพิงในศาลาอาคันตุกะนอกหมู่บ้านจึงเป็การตัดสินใจที่สบอารมณ์ทั้งสองฝ่าย
กองไฟที่กำลังลุกโชนคั่นกลางระหว่างชายหญิง ไก่สดเสียบไม้ในมือชายหนุ่มรอถูกย่าง ชาวบ้านเป็ห่วงปากท้องของผู้มีพระคุณ ไก่ตัวนี้เป็การตอบแทนที่พวกมันให้ด้วยใจ ทั้งสองมิอาจปฏิเสธได้
“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้านอนในศาลาอาคันตุกะ”
เอี้ยนเฟยซาพูดพร้อมกับมองไปรอบทิศ ความมืดปกคลุมโลกหล้าแล้ว มีเพียงแสงไฟจากกองไฟและแสงวิบวับจากดวงดาวที่ห่างไกล คืนเดือนมืดเช่นนี้แม้แต่ดวงจันทร์ก็ไม่ส่องแสง เจียวซินกลับหัวร่อคิกคัก กล่าวว่า
“ท่านกลัวผี?”
“ไม่ใช่กลัวผี แค่รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องมานอนในที่อัปมงคลเช่นนี้ ในความเชื่อของพวกเราเหล่ามนุษย์ศาลาอาคันตุกะสร้างขึ้นเพื่อต้อนรับาาจากนรกผู้มาเยือน หากไม่มีศาลาอาคันตุกะ าาจากนรกจะเข้าไปในหมู่บ้านแล้วจับผู้คนกินเป็อาหาร”
“มีเื่เช่นนี้?”
เอี้ยนเฟยซาผงกศีรษะตอบรับ ความเชื่อในแดนมนุษย์เป็เช่นนี้เอง ผู้คนยังคงกลัวเกรงภูตผีปิศาจ แม้ว่าในความเป็จริงแล้ว ยังไม่มีผู้ใดเคยพบเจอตัวจริง หรือมีหลักฐานยืนยันว่ามีอยู่จริง
“แต่ในดินแดนเทพพวกเราสร้างมันขึ้นมาเพื่อให้แขกที่ผ่านทางได้พักผ่อน หมู่บ้านใด้าปลีกวิเวก ไม่้าให้คนภายนอกเข้ามาวุ่นวาย จะสร้างศาลาอาคันตุกะเอาไว้หน้าหมู่บ้าน ผู้ผ่านทางเมื่อพบเจอศาลาเช่นนี้จะรับรู้เจตนาของเ้าบ้าน”
“โอ เป็เช่นนี้เอง แสดงว่าหมู่บ้านนี้ไม่ต้อนรับผู้มาเยือน”
“ใช่แล้ว หมู่บ้านรอบเขาต้าซานไม่นิยมต้อนรับผู้มาเยือนจากภายนอก แต่ถ้าหากรู้จักมักคุ้นหรือเป็ญาติสนิทมิตรสหายย่อมมีข้อยกเว้น หมออย่างพวกเราก็เป็ที่ต้อนรับทุกหนแห่ง”
ประโยคสุดท้ายแฝงน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ ทุกหนแห่งล้วนต้อนรับผู้รักษาความเจ็บป่วย ไม่ว่ามนุษย์หรือเทพล้วนเจ็บป่วย ทุกผู้คน้าหมอ
ไฟเริ่มเบาบางลง ถ่านแดงร้อนแรงกลับเพิ่มขึ้น เอี้ยนเฟยซาปักไม้ง่ามที่เตรียมไว้สองฝั่งข้างกองไฟ เขาวางไก่เหนือกองไฟโดยให้ไม้เสียบอยู่ในง่ามไม้ทั้งสอง วันนี้ทั้งสองได้กินอาหารเพียงมื้อเช้าเท่านั้น การรักษาคนป่วยทำให้หลงลืมเื่การกิน ทันใดนั้น เอี้ยนเฟยซาก็เห็นภาพกระบวนดาบเกิดขึ้นใสสมอง เขาไม่รอช้ารีบจับดาบแล้วฟาดฟันไปทางด้านขวาทันที
เสียงอาวุธปะทะกันดังลั่น เอี้ยนเฟยซาครางหนัก ๆ คราหนึ่ง เสียงหัวร่อน่าสยดสยองดังขึ้นรอบกาย เสียงชายเสื้อปะทะลมในความมืด ผู้ลอบโจมตีมีวิชาตัวเบาสูงส่ง เมื่อลงมือไม่ประสบผลจึงหลบลี้จากไปชั่วคราว ทั้งสองไม่สามารถทำอย่างไรได้
“เ้าทำได้เช่นไร ข้ายังไม่รู้สึกตัวเลย หรือวรยุทธ์ของเ้าฟื้นคืนมาแล้ว?”
“ข้าไม่แน่ใจ เพียงแต่เกิดภาพคนผู้หนึ่งใช้ดาบขึ้นในสมอง ข้ารู้ว่ามันเป็เครื่องเตือนภัยอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่ภยันตรายมาเยือน ภาพแบบนี้จะบังเกิดขึ้นเสมอ จึงออกกระบวนท่าตามภาพนั้น”
“แต่ดาบไม่ได้อยู่ในมือของเ้า?”
เอี้ยนเฟยซาอ้าปากค้าง ครั้งก่อน ๆ ดาบล้วนอยู่ในมือ แต่ครั้งนี้หาเป็เช่นนั้นไม่ หรือว่านี่จะเป็ขั้นคนดาบเชื่อมประสาน ความสำเร็จระดับสูงของนักดาบยอดฝีมือ ทุกครั้งที่ออกกระบวนท่า ไม่ได้ออกแค่กระบวนท่า แต่มีพลังวัตรอันลึกล้ำทะลักออกตามกระบวนท่า มิเช่นนั้นยอดฝีมือที่ลอบจู่โจมเมื่อสักครู่คงลงมือโจมตีซ้ำแล้ว เนื่องจากไม่สามารถประเมินฝีมือของเขาได้ จึงถอยไปตั้งหลักก่อน
ศาลาอาคันตุกะกลายเป็เงียบสงัดแล้ว เอี้ยนเฟยซากำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง เจียวซินเหมือนจะคิดอันใดออกมาได้ นางล้วงเข้าไปในห่อผ้า หยิบตลับยาออกมา ข้างในตลับมียาเม็ดสีดำหลายเม็ด เด็กหญิงยัดยาหนึ่งเม็ดเข้าปากเอี้ยนเฟยซา บังคับให้ชายหนุ่มกลืนลงไป จากนั้นก็กลืนกินลงไปเองหนึ่งเม็ด ทั้งสองดื่มน้ำในถุงหนังคนละอึกสองอึก
“เอาเถาวัลย์หลับใหลมาให้ข้า”
เอี้ยนเฟยซายื่นเถาวัลย์หลับใหลให้อาจารย์หนึ่งท่อน เจียวซินรับมาแล้วใช้มีดสับเป็ท่อนเล็กท่อนน้อยลงบนตักของนาง เมื่อแล้วเสร็จก็ล้วงเอายาผงชนิดหนึ่งมาคลุกเคล้า จากนั้นก็โยนมันลงในกองไฟที่มีเพียงถ่านไฟแดง
“สุมไฟให้ลุกโชนแล้วใส่ใบไม้สดลงไป”
เอี้ยนเฟยซาไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว คนมีไหวพริบเช่นเขาพอจะคาดเดาจุดประสงค์ของเด็กหญิงออก เขาเติมฟืนห้าหกท่อนในกองไฟ จากนั้นลุกขึ้นเดินไปตัดกิ่งไม้ที่มีใบไม้เต็มกิ่งมาหลายกิ่ง มือสังหารยามค่ำคืนผู้นั้นไม่ได้ใช้โอกาสนี้ลอบโจมตีแต่อย่างใด อาจจะเป็เพราะดาบอยู่ในมือของเขา
กองไฟลุกโชนแล้ว กิ่งไม้สดถูกเผาในกองไฟ ควันไฟมากมายลอยกระจายไปทั่ว เพียงไม่นานก็ปกคลุมทั่วศาลาอาคันตุกะ ทั้งสองนั่งอยู่ที่เดิมอย่างใจเย็น ไก่ย่างสุกแล้ว พวกเขาลงมือกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย คล้ายลืมเลือนไปว่ามีมือสังหารรอคอยโอกาสอยู่ในความมืด
ตุบ! ! !
เสียงบางอย่างหล่นลงสู่พื้นดิน เจียวซินหยิบท่อนฟืนติดไฟเดินไปยังจุดที่มีเสียงตก ภายใต้แสงไฟสลัว ๆ ปรากฏร่างในชุดสีดำปกปิดทั้งตัวนอนสลบไสลอยู่
“จับผู้ร้ายได้แล้ว ศิษย์ข้ามัดมันไว้ พวกเราจะสอบสวนคนร้ายผู้นี้”
เอี้ยนเฟยซาลงมือมัดคนชุดดำติดกับต้นไม้ต้นหนึ่ง เขากำลังรอคอยให้เจียวซินแสดงฝีมือ รอดูว่าเด็กหญิงผู้นี้จะใช้วิธีการใดในการสอบสวน