นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 40 เหล่าคนล่าฝัน

             

            ตอนที่ 40 เหล่าคนล่าฝัน

             

             

            นิทานก้มหน้าครุ่นคิด เขาเห็นด้วยกับอินจันทร์ทุกประการ ความเสี่ยงสูงเกินไป ในโบราณสถานนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่นิทานไม่สามารถรับมือได้ แม้เขาและคีตาจะพอต่อกรกับระดับนักสลักเอกได้และพอมีหนทางรับมือระดับนักสลักโทหากทุ่มเททุกสิ่ง แต่นั่นจำกัดเพียงตัวเดียว ซึ่งแน่นอนว่าในโบราณสถานนั้นไม่ได้มีศัตรูเพียงหนึ่ง

             

            ยังไม่นับรวมการที่โบราณสถานแห่งนั้นสมควรมีสัตว์อสูรระดับสูงยิ่งกว่ามากมายเกินนับไหว โอกาสที่ยากเกินไขว่คว้า หากฝืนคว้าโดยไม่ไตร่ตรองก็ไม่ต่างอะไรกับหาเรื่องตาย

             

            "ผมยังไม่ตอบตกลงไปครับ แค่บอกว่ามีเวลาจะไปพบ" นิทานตอบ

             

            "งั้นก็เยี่ยมเลยครับ" อินจันทร์เป่าปากอย่างโล่งอก

             

            "หากว่ากันตามตรงแล้ว สิทธิ์ในการเข้าโบราณสถานนี้ ขุมอำนาจใหญ่ย่อมมีกันเกือบหมดครับ ทางตระกูลอุทุมพรของเราเองก็มี เพียงแต่กลุ่มการค้าฟางได้สิทธิ์เข้าสำรวจก่อน" อินจันทร์อธิบาย

             

            "ซึ่งผมฟันธงได้เลยว่าไม่มีทางสำเร็จ เว้นแต่กลุ่มการค้าฟางจะเสียสติ พกพาสมบัติระดับผู้แสวงวิถีจำนวนมากเข้าไปด้วย"

             

            “ถึงจะยังไม่ได้มีการตรวจค้นแบบละเอียดอะไร แต่ความโหดร้ายของที่นั่นก็มากเกินกว่าที่ระดับนักสลักเอกกับผู้เรียนรู้จะจัดการได้” อินจันทร์ร่ายยาว

             

            “ผมคิดว่าคงต้องใช้นักสลักเอกระดับยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งที่พกพาสมบัติระดับสูงเท่านั้นล่ะครับ ถึงจะพอได้ผลตอบแทนกลับมาบ้าง”

             

            “แน่นอนว่าไม่นับผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่าผู้แสวงวิถีลงมือครับ” อินจันทร์ปิดท้าย

             

            ผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่าระดับผู้แสวงวิถี คนระดับนั้นย่อมไม่มีทางมาเพราะเรื่องแค่นี้ และการจะให้พกพาวัตถุสลักคำระดับผู้แสวงวิถีจำนวนมากมานั้นย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นยิ่งกว่า

             

            ขุนนางพันธุ์ผสมเป็นผู้แสวงวิถีผู้หนึ่ง แม้สมบัติจะมากมายแต่ก็ไม่สมควรล้ำค่ามากไปกว่าวัตถุสลักคำระดับผู้แสวงวิถีจำนวนมาก

             

            เว้นเสียแต่ว่าขุนนางพันธุ์ผสมจะแอบซ่อนอะไรไว้ และมีคนรับรู้เรื่องนี้

             

            "แต่ถ้าพี่นิทานสนใจจริง ๆ สามารถรอไปพร้อมกับกลุ่มของตระกูลอุทุมพรก็ได้ครับ ด้วยความสามารถระดับพี่นิทาน ผมคิดว่าไม่มีปัญหา อะไรถ้าผมจะแทรกพี่นิทานเข้าไป"

             

            "แต่กลุ่มของตระกูลเราคงไม่ทุ่มกำลังมากนัก แค่สำรวจพอเป็นพิธี คิดว่าคงไม่อันตรายมากครับ" อินจันทร์พูดต่อ

             

            หมายความว่า ในสายตาตระกูลอุทุมพร สมบัติของผู้แสวงวิถีก็ไม่ได้มีค่ามากมายปานนั้นเหมือนกันสินะ นิทานคิด

             

            "ผมจะเก็บไปคิดดูนะครับ แต่คิดว่าคงไม่เข้าร่วมด้วยจะดีกว่า จะยังไงผมก็ยังเป็นแค่ผู้เรียนรู้คนหนึ่ง" นิทานตอบ

             

            "ว่ากันตามตรง การสำรวจคงยังไม่เริ่มขึ้นเร็ว ๆ นี้หรอกครับ ตอนนี้อยู่ในช่วงส่งหน่วยกล้าตายออกไปสำรวจหาข่าวกรอง กำลังหลักของแต่ละขุมกำลังคงจะเริ่มบุกฝ่าเข้าไปในอีก 3 ถึง 4เดือนนู่นเลยครับ"

             

            "หน่วยกล้าตายหรือครับ" นิทานขมวดคิ้ว

             

            "ใช่ครับ หากจะให้อธิบายก็หมายถึงพวกนักผจญภัยไร้สังกัดที่คิดว่าตนสามารถคว้าโอกาสได้น่ะครับ" อินจันทร์อธิบายพลางถอนหายใจ

             

            นิทานหันไปมองเปลวไฟบางเบาที่ครอบคลุมอยู่ทั่วห้อง หากต้นกำเนิดของโบราณสถานนี้เป็นความลับระดับที่ต้องกางปราการก่อนอธิบาย งั้นก็แทบไม่มีทางเลยที่นักผจญภัยพวกนั้นจะรู้ได้

             

            อินจันทร์มองหน้านิทานพลางพูดขึ้นต่อราวกับเข้าใจสิ่งที่นิทานกำลังเข้าใจ

             

            "ถูกต้องครับ นักผจญภัยเหล่านั้นไม่มีข้อมูลเลยว่าภายในนั้นประกอบด้วยสัตว์อสูรระดับนักสลักมากมาย รวมถึงระดับอริยะ" อินจันทร์พูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย

             

            นิทานพลันขมวดคิ้ว

             

            "นักผจญภัยระดับนักสลักมีมากก็จริง แต่พวกเขาเหล่านั้นมักสืบเสาะข้อมูลจนมั่นใจเต็มที่จึงปฏิบัติภารกิจ หรือไม่ก็แข็งแกร่งจนน่ากลัว หรืออีกทางหนึ่งก็โง่เกินเยียวยา"

             

            "เพราะงั้นนักผจญภัยที่รับภารกิจโดยไม่ดูสี่ดูแปด หวังว่าตัวเองจะเป็นผู้โชคดีในหมู่คนนับพัน คว้าโอกาสมาได้ ส่วนมากก็มักจะเป็นระดับผู้เรียนรู้ทั้งนั้นแหละครับ" อินจันทร์ถอนหายใจ

             

            "แบบนี้ก็...." นิทานขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม

             

            "อย่างที่ผมบอกนั่นล่ะครับ หน่วยกล้าตาย ขุมกำลังใหญ่มักให้หน่วยกล้าตายเหล่านี้พกศิลาส่งผ่านหรือวัตถุเสริมอาคมชนิดพิเศษไว้ เพื่อรวบรวมข้อมูลก่อนตายครับ"

             

            "แล้วทางอาณาจักรยินยอมเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอครับ" นิทานพูดอย่างอดไม่ได้

             

            "ถึงไม่ยอม นักผจญภัยล่าฝันพวกนั้นก็หาทางเข้าไปเองกันอยู่ดีนั่นล่ะครับ ขุมกำลังต่าง ๆ ไม่บังคับใคร เพียงวางภารกิจและบอกความอันตรายคร่าว ๆ เท่านั้น สุดท้ายแล้วก็เป็นพวกเขาเองที่เลือกจะไป" อินจันทร์พูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย

             

            "ขุมกำลังใหญ่ก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ได้หรอกครับ ในหมู่นักผจญภัยก็มีผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงหรือไม่ก็ผู้ที่โชคดีอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ด้วย ดังนั้นหลาย ๆ ครั้ง ขุมสมบัติก็ถูกพิชิตไปตั้งแต่หน่วยกล้าตายก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ครับ"

             

            เพราะงั้นก็เลยมีพวกล่าฝันคิดว่าตนเองจะโชคดีแบบนั้นบ้างสินะ นิทานเอียงคอ

             

            “ผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเหรอครับ” นิทานถามขึ้น

             

            “ใช่ครับ แม้แต่นักสลักระดับเดียวกันก็มีการแบ่งแยกครับ เช่นนักสลักเอกที่มาจากเรียนรู้ 1คำมักอ่อนแอกว่านักสลักเอกที่มาจากผู้เรียนรู้ 2คำ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ” อินจันทร์อธิบาย

             

            “แน่นอนว่าก็ไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่แล้วย่อมเป็นเช่นนั้น พลังกาย พลังจิต ความเร็ว และอื่น ๆ ที่ได้รับยามเข้าใจคำอย่างถ่องแท้นั้นจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับคำที่ผ่านพิธีสลักคำมาแล้วครับ เพราะเมื่อขึ้นเป็นนักสลักแล้วร่างกายจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากคำแห่งพลังในร่าง จำนวนคำที่มีก็เลยส่งผลมาก”

             

            “ในระดับเดียวกัน ก็มีผู้ที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ ผู้ที่เชี่ยวชาญการลอบสังหาร ผู้ที่เชี่ยวชาญการรักษา เพราะงั้นจึงใช้เป็นมาตรวัดหลักไม่ได้ บางคนที่มีคำแห่งพลังส่งเสริมกันเป็นอย่างดี จะสู้ข้ามช่วงชั้นได้ก็ไม่แปลกครับ แต่แน่นอนว่ามีไม่เยอะนักหรอก”

             

            นิทานพลันนึกถึงกรณีของตน เขากับคีตารวมกันสามารถต่อกรกับนักสลักเอกได้ หากให้พวกเขาเข้าต่อสู้เดี่ยว ๆ โดยได้รับการเสริมพลังจากอีกฝั่งก็ยังสามารถเอาชนะได้หากบริหารการเสริมพลังดี ๆ แต่ถ้าให้แยกกันต่อสู้เลย เขาเพียงเก่งกว่าคนระดับเดียวกันเล็กน้อย จะอย่างไรเขาก็มีคำแห่งพลังถึง 4คำ มีอัจฉริยะไม่มากนักที่จะมีคำแห่งพลังมากเท่านิทาน ยิ่งในวัยใกล้กันแล้วยิ่งน้อยลงไปอีก

             

            “เพราะงั้น นักสลักเอกที่เกิดจากผู้เรียนรู้ 5คำน่ะ แข็งแกร่งจนน่ากลัวเลยครับ ตามที่เคยได้ยินมา นักสลักเอกระดับนั้นฝีมือไม่ด้อยไปกว่านักสลักไตรเลยครับ” อินจันทร์ถอนหายใจ

             

            นิทานคิดถึงภาพนักสลักเอกที่สามารถต่อกรกับอริยะได้แล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้

             

            มหาทวีปนี่มันใหญ่โตจนน่ากลัวจริง ๆ เสือสิงห์กระทิงแรดเต็มไปหมด

             

            "แต่ตัวตนแบบนั้นก็แทบไม่ต่างจากเรื่องเล่าเพ้อฝันครับ ยุคสมัยหนึ่งจะไม่มีปรากฏเลยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยุคสมัยนี้คนที่ลือกันว่าใช่ก็เป็นเผ่าซือบาสคนหนึ่ง แต่ก็เป็นแค่ข่าวลือครับ"

             

            “แต่ยิ่งจำนวนคำแห่งพลังเยอะ โอกาสในการเรียนรู้คำให้ถ่องแท้ถ่องแท้ก็ยากขึ้นตามครับ คุณนิทานคงเคยเห็นแล้วว่ามีนักผจญภัยระดับผู้เรียนรู้ 2-3คำอยู่เยอะแค่ไหน”

             

            นิทานพลางนึกไปถึงพวกไพร แม้แต่ในหน่วย 3 ส่วนมากก็เป็นระดับ 3คำ

             

            "ผมไม่ได้จะบอกว่าผู้เรียนรู้ 3คำหาง่ายนะครับ ในมหาตระกูลหนึ่งของยุคสมัยนี้ ทายาทที่มีพรสวรรค์ที่สุดยังเป็นแค่ระดับผู้เรียนรู้ 3คำเลยครับ ยังไง 3คำก็ถือเป็นระดับสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์และอนาคตแล้ว" อินจันทร์อธิบาย

             

            "เพียงแต่มหาทวีปแห่งนี้มันกว้างใหญ่เกินไปครับ ปริมาณสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานั้นมากมายเกินจะนับ แม้แค่ในอาณาจักรนี้เองก็มีผู้คนอยู่มากมายจนเกินไป ดังนั้นระดับผู้เรียนรู้ 3คำจึงดูเหมือนหาได้ง่าย"

             

            นิทานเริ่มเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของมหาทวีปแห่งนี้ ไม่ใช่ว่าผู้เรียนรู้ระดับ 3คำนั้นเกิดขึ้นได้ง่าย เพียงแต่จำนวนประชากรมันเยอะมากจึงดูเหมือนหาได้ทั่วไป

             

            "แต่สิ่งที่สวนทางกันจริง ๆ คือจำนวนนักสลักเอกที่เกิดจากผู้เรียนรู้ 3คำต่างหาก นักสลักส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากผู้เรียนรู้ 1-2คำทั้งนั้น ดูจากอริยะก็ได้ครับ อริยะน่ะ ไม่ได้จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เลย" อินจันทร์ถอนหายใจ

             

            นิทานพลันรู้สึกได้ถึงความเศร้าจากแววตาของตาไกร 

             

            ตาไกรก็สมควรเป็นแค่ผู้เรียนรู้ระดับ 2คำมาก่อนสินะ

             

            "เพราะงั้นคุณนิทานน่าจะพอจินตนาการได้ถึงความแข็งแกร่งและความหายากของนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 5คำแล้วใช่มั้ยครับ"

             

            นิทานพยักหน้าน้อย ๆ แม้แต่นักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 4คำเขายังไม่เคยเห็นเลย 

             

            แต่คีตาสามารถเป็นได้! นิทานลอบคาดหวัง หากคีตาไปถึงระดับนั้นได้จริง งานประลองอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่เขาคิด 

             

            “นั่นล่ะครับ ถ้าตัวตนระดับนั้นโผล่มาจริง ๆ หรือมีผู้ที่มีโชคค้ำฟ้าปรากฏตัว เขาจะเป็นผู้คว้าโอกาสไปได้ก็ไม่แปลกอะไร เพราะอย่างนี้ถึงมีนักผจญภัยมากมายที่ต่างพยายามเสี่ยงดวงโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน”

             

            นิทานไม่ตอบอะไร เขาเพียงครุ่นคิดเงียบ ๆ อยู่ในหัว

             

            หากจะบอกว่าเขาไม่สนใจขุมสมบัตินี้เลยก็คงจะเป็นเรื่องโกหก

             

            เป้าหมายที่นิทานต้องการเข้าร่วมการประลองก็เพื่อน้ำค้างกลั่นจันทรา เพื่อทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2ของเขาและคีตา

             

            หากในขุมสมบัติตกทอดของผู้แสวงวิถีอย่างขุนนางพันธุ์ผสมมีสมบัติที่สามารถเพิ่มโอกาสในการทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2ของเขา การเสี่ยงครั้งนั้นก็เป็นอะไรที่น่าเก็บไปคิด

             

            อันตรายเกินไป การประลองนั้นห้ามการทำร้ายถึงชีวิตดังนั้นเลยถือว่าค่อนข้างปลอดภัย ส่วนขุมสมบัตินี้มีอันตรายถึงชีวิตแน่นอน แต่ก็แลกมาด้วยการที่อาจมีสมบัติที่ดียิ่งกว่าการเป็นผู้ชนะในงานประลอง

             

            ถ้าฉันขึ้นไปถึงระดับนักสลักเอกได้ภายในช่วงนี้ก่อนงานประลอง การเข้าร่วมกับกลุ่มของอินจันทร์ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีและสมควรไม่อันตรายมากนัก

             

            แต่ถ้าฉันยังขึ้นไม่ถึงระดับนักสลัก คงได้แต่ยอมแพ้ รองานประลองอย่างเดียวละนะ

             

            นิทานสรุปความคิดในหัว

             

            "ผมขอปฏิเสธก่อนครับ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลาเข้าสำรวจแล้วน้องอินทร์ยังเหลือที่ว่าง ผมอาจจะขอติดไปด้วยทีหลัง" นิทานกล่าวติดตลก

             

            อินจันทร์มองหน้านิทานราวกับพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่นิทานคิด ผ่านไปชั่วครู่อินจันทร์ก็ยิ้มออกมา

             

            "ที่ว่างไม่มีปัญหาครับ ถึงเวลาเราค่อยมาคุยกันอีกทีก็ได้ครับ" อินจันทร์ยิ้ม เขานั้นย่อมไม่ปฏิเสธหากจะมีนักตรวจจับมือดีร่วมทางไปด้วย

             

            "เอาล่ะ เราทิ้งเรื่องจริงจังไว้ก่อน เมืองหลวงเป็นยังไงบ้างครับพี่นิทาน" อินจันทร์ตบมือเบา กำแพงไฟพลันหายไป ชวนเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างสนิทสนม

             

            ทั้ง 2 คุยแลกเปลี่ยนกันเล็กน้อยก่อนนิทานขอตัวลากลับบ้าน

             

            อินจันทร์เดินมาส่งนิทานและคีตาถึงประตูใหญ่ เมื่อเตรียมจากลา อินจันทร์หยิบเหรียญตราที่สลักรูปดอกอุทุมพรอันแสนวิจิตรมอบให้

             

            "ถ้ามีปัญหาเล็กน้อยอะไร ก็ยื่นตรานี้ให้อีกฝ่ายดูนะครับ ถ้าโชคดีเขาอาจพอไว้หน้าผมอยู่บ้าง" อินจันทร์พูด

             

            "คุณชายเล็กครับ ตรานั้น" ตาไกรขมวดคิ้วเล็กน้อย

             

            "เชื่อเถอะครับว่าคุ้มค่าแน่นอน" อินจันทร์ยิ้ม

             

            "งั้นผมขอไม่ปฏิเสธความหวังดีของน้องอินทร์แล้วกัน ขอบคุณมากครับ" นิทานรับตรามาพลิกดูเล็กน้อยก่อนเก็บลงกระเป๋าบรรจุวัง

             

            เมื่อร่ำลาแล้วเสร็จ นิทานก็เดินจากมา แต่ในหัวยังคงนึกถึงเรื่องของโบราณสถานแห่งนั้น และการที่นักผจญภัยมากมายต่างเสี่ยงชีวิตเพื่อความสำเร็จอันสูงส่งยิ่งกว่า

             

            “อันตรายจริง ๆ เลยนะ ความฝันเนี่ย” นิทานพึมพำ

             

            สำหรับคนไร้ฝันเช่นเขา การกระทำต่าง ๆ เหล่านั้นช่างยากจะเข้าใจเหลือเกิน ที่เขาพยายามมาทั้งหมด เขาไม่ได้มีความฝันอะไรแบบนั้น

             

            เขาเพียงอยากทำมัน เขาอยากรับรู้ว่า บนจุดสูงสุดแห่งนั้นมันเป็นอย่างไร อากาศจะดีมั้ย ทิวทัศน์จะเป็นอย่างไร 

             

            เมื่อเขาสามารถทำทุกอย่างได้อย่างที่ใจอยาก ปกป้องคนที่อยากปกป้อง ทำลายคนเขาอยากทำลาย เขาจะมีความสุขหรือเปล่า?

             

            ในเมื่อเขาไม่รู้คำตอบ ก็ได้แต่พยายามพัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ เพื่อหาคำตอบนั้น

             

            ยังมีความวุ่นวายอีกหลายอย่างที่นิทานพบเจอ เขาเข้าเมืองหลวงมาได้เพียง 1สัปดาห์เท่านั้น แต่ตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงความวุ่นวายต่าง ๆ นานา มากมาย กลุ่มการค้าฟาง ตระกูลอุทุมพร หน่วยพิทักษ์เมือง ยังมีเรื่องของตระกูลคชสารที่แทบไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอีก

             

            "เฮ้อ เมืองใหญ่หนอเมืองใหญ่" นิทานถอนหายใจ

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน