จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 122 โชคจากสวรรค์

            ฉินอวี่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่นบ้างเขามองทางน้ำแห่งนี้อีกครั้งด้วยความประหลาดใจ ทางน้ำสายนี้เริ่มออกมาจากพลังมรณะที่พร่ามัวและผสานเข้ากับทางน้ำที่เขากำลังยืนอยู่ เกิดเป็นทางน้ำขนาดใหญ่ทางน้ำแห่งนี้เป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งจนท้ายที่สุดจึงไม่สามารถรู้ได้ว่ามันขยายออกไปสิ้นสุดที่ใด

            “นี่มันอะไรกันแน่? พื้นดินของทางน้ำแห่งนี้เป็นสีดินเหลืองจริงหรือ?”ฉินอวี่ประหลาดใจอย่างไร้ที่เปรียบความเลือนรางทำให้ดินแดนแห่งนี้ยิ่งมีความลับมากกว่าที่คิด

            หลังจากที่พิจารณาดูเป็นเวลานานฉินอวี่ก็ยังคิดอะไรไม่ออกในทางกลับกันพลังวิญญาณอันเข้มข้นในพื้นที่แห่งนี้ก็ได้สั่นไหวจิตใจของฉินอวี่

            “เป็นเพลิงประหลาดของฟ้าดินรวมออกมาเป็นหัวใจเพลิงเช่นเดียวกับเพลิงอสุนีบาต หัวใจเพลิงคือพลังของอสุนีบาตเพลิงมรณะจัดเป็นหนึ่งในเพลิงประหลาดของฟ้าดิน หลอมรวมขึ้นเป็นหัวใจเพลิงมรณะและหัวใจเพลิงก็เป็นพลังมรณะ พลังมรณะในที่แห่งนี้มีความเข้มข้นอย่างมาก บางทีอาจจะทำให้ข้าหลอมหัวใจเพลิงออกมาได้”

            “หากสามารถหลอมหัวใจเพลิงออกมาได้ พลังที่มีก็จะเพิ่มขึ้นแน่นอนและพลังของหัวใจเพลิงก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม”

            “พลังมรณะในที่แห่งนี้มีความเข้มข้นอย่างยิ่ง หากพลาดจากที่นี่แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีโอกาสที่จะหลอมหัวใจเพลิงได้อีก” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองแม้ว่าเขาจะอ่านตำราที่บันทึกเกี่ยวกับเพลิงมรณะมาไม่มากนักแต่เพลิงมรณะก็เป็นเพลิงฟ้าดินชนิดหนึ่งดังนั้นเขาจึงคาดไว้ว่าเขาก็สามารถหลอมหัวใจเพลิงออกมาได้เช่นกัน

            ทันใดนั้นฉินอวี่ก็ปล่อยวางความคิดทั้งหมดลงไป เขาค่อยๆ นั่งลงขัดสมาธิและเริ่มใช้วิชาเซียนมรรคาสวรรค์

            ไม่ถึงครึ่งชั่วยามกระแสวังวนพลังสีเทาได้เคลื่อนมาลอยอยู่เหนือทางน้ำแห่งนี้วังวนพลังนี้ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หมุนวนเป็นรัศมีกว่าสิบลี้เป็นเพราะพลังมรณะที่ปกคลุมทั่วพื้นที่ถูกดูดรวมเข้าไปฟ้าดินจึงเริ่มสว่างขึ้นมาทันที

            ฉินอวี่ที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการดูดซับพลังมรณะไม่ทันสังเกตเห็นว่าพยนต์มรณะหนุ่มตัวนั้นได้จากไปตั้งแต่เมื่อใดแล้วแต่ถ้ามโนจิตของเขายังคงใช้งานได้ เขาก็คงจะพบแล้วว่าพยนต์มรณะหนุ่มตัวนั้นได้จากออกไปแล้ว และกำลังเดินตามทางน้ำอันกว้างใหญ่เข้าไปยังส่วนลึก

            เพียงพริบตาก็ผ่านไปเป็นเวลาหนึ่งเดือน

            กลางทางน้ำฉินอวี่ได้เป็นดั่งเตาไฟขนาดใหญ่เปลวไฟสีเทากำลังลุกโชนและโหมกระหน่ำอยู่ในวังวนพลังกลางอากาศราวกับว่ากำลังเผาผลาญฟ้าดิน

            ในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวหลิงได้ขึ้นไปนั่งอยู่กลางอากาศตั้งแต่เมื่อใดและทำการดูดซับพลังจากเพลิงมรณะอย่างตะกละตะกลามจนเพลิงมรณะที่ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าถูกนางดูดกลืนไปจนเกือบหมด

            “ฮึ!” ฉินอวี่ส่งเสียงอุทานออกมาอย่างต่อเนื่องพลังมรณะในที่แห่งนี้ล้วนแต่ถือกำเนิดจากพลังความเกลียดชังที่มีก่อนตายมากมายนับไม่ถ้วนขณะที่ฉินอวี่กำลังดูดซับมันอย่างบ้าคลั่งนั้นพลังอันชั่วร้ายนี้ก็รวมตัวในร่างกายของฉินอวี่เช่นกันกลายเป็นเสียงร้องโหยหวนของภูตผีที่น่าเวทนานับไม่ถ้วนอยู่ในห้วงความคิดของฉินอวี่

            หากพลังความเกลียดชังนี้กระจายตัวไปทั่วพื้นที่อันที่จริงก็ยังไม่น่ากลัว แต่หากทั้งหมดเกิดรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวพลังของมันก็จะน่ากลัวอย่างมาก ไม่ต่างอะไรกับการเข้าสู่ด้านมารหากฉินอวี่ไม่สามารถควบคุมได้ พลังความเกลียดชังก็จะทำลายจิตใจของเขาเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็อาจกลายเป็นซากศพโดยสมบูรณ์

            แต่หลังจากฉินอวี่ผ่านพ้นหกปีแห่งความสิ้นหวังมาจิตใจของเขาจะสะทกสะท้านต่อพลังความเกลียดชังเหล่านี้อีกหรือ?

            ฉินอวี่เฝ้าดูจิตใจอย่างเคร่งครัดปล่อยให้ความเกลียดชังเหล่านั้นสะท้อนอยู่ในจิตใจของเขาและยังคงดูดซับพลังมรณะต่อไป

            “โหมวเซี่ยน... เจ้า... กลัว... การลงทัณฑ์จากสวรรค์! กล้าดีอย่างไรจะ...หลอมหมื่นอสูรหงหวง...”

            “พยนต์มรณะ... หย่งเจิ้น... หุบเหว”

            “อื้อ... ไม่ยอม!”

            เสียงแห่งความโกรธแค้นที่ดังอยู่มากมายสะเทือนจิตใจของฉินอวี่ยิ่งนักและเขาก็พยายามทำเป็นไม่สนใจต่อพลังมรณะที่กำลังควบรวมอย่างบ้าคลั่งเพื่อพยายามปรับแต่งหัวใจเพลิงมรณะ!

            “ยังไม่พอ!”

            “วิชาเซียนมรรคาสวรรค์ จงปะทุขึ้น!”

            ฉินอวี่กัดฟันแน่นจากนั้นวิชาเซียนมรรคาสวรรค์ก็ยกระดับขึ้นถึงขีดสุดกระแสวังวนของพลังทางด้านบนก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นจนเป็นรัศมีกว่าร้อยลี้ราวกับว่าต้องการจะรวบรวมพลังมรณะทั้งหมดที่มีอยู่ในแดนมรณะเข้ามา

            ในนาทีสุดท้ายฉินอวี่ก็รู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่บีบเข้าปกคลุมจิตใจของเขาราวกับจะบดขยี้เขาให้กลายเป็นผุยผง

            หัวใจของฉินอวี่เริ่มเต้นผิดจังหวะในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ เขาไม่เพียงแต่ไม่ต้านทานมันเท่านั้นแต่ยังอาศัยพลังอันแข็งแกร่งของมันช่วยปรับแต่งเพลิงมรณะที่อยู่ในจุดตันเถียนอีกด้วย

            เพลิงมรณะที่ดูดซับพลังมรณะจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าไปได้ขยายสูงขึ้นกว่าหนึ่งจ้างและลุกไหม้ขึ้นมาราวกับจุดคบเพลิงขึ้นในจุดตันเถียน

            ภายใต้แรงกดดันระดับสูงสุดนี้เพลิงมรณะได้ควบแน่นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุด มันก็ถูกปรับแต่งจนมีขนาดเท่านิ้วมือ

            “ยังไม่พอ!” ฉินอวี่กลั้นหายใจ และส่งเสียงขึ้นอย่างทุ้มต่ำแก่นพลังปราณในร่างกายได้เข้าห่อหุ้มเพลิงมรณะไว้ และหลอมมันอีกครั้ง

            เมื่อเพลิงมรณะได้รับการขัดเกลาจนมีขนาดเพียงเส้นผมด้วยแรงภายนอกอันแข็งแกร่งพลังมรณะก็ปะทุออกมาจากมันทันที จนพลังอันน่าสะพรึงกลัวเกือบจะเผาผลาญตันเถียนของฉินอวี่จนหมดสิ้น

            ฉินอวี่ไม่สนใจที่จะมองดูการเปลี่ยนแปลงของเพลิงมรณะเขาลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว และตอนนี้พลังปราณแห่งลมหายใจอันโบราณได้โชยเข้ามาสัมผัสจมูกของเขาและสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขา ทำให้เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง

            สิ่งที่เห็นคือศีรษะมังกรอันโหดร้ายขนาดใหญ่กว่าสิบจ้างที่ลอยขึ้นมาอย่างทันทีทันใดและในตอนนี้ มันก็อ้าปากของมันขึ้น เพื่อจะกลืนกินฉินอวี่ทันที

            “หยาจื้อ? ไม่สิ นี่น่าจะเป็นแก่นโลหิต!แก่นโลหิตของหยาจื้อ” ในใจของฉินอวี่ทั้งตื่นเต้นทั้งตกตะลึง

            แก่นโลหิตหยาจื้อหากเป็นแก่นโลหิตหยาจื้อจริงก็เป็นเรื่องง่ายที่เขาจะอาศัยแก่นโลหิตหยาจื้อเพื่อกระตุ้นสายเลือดหยาจื้อขึ้นมา!

            อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นอสูรร้ายหรือจะเป็นผู้ฝึกตน แก่นโลหิตในร่างกายย่อมมีอยู่ไม่มากนักแก่นโลหิตนี้เป็นรากฐานของสายเลือด และเป็นแหล่งกำเนิดของพลัง โดยทั่วไปแล้วแก่นโลหิตมักจะมีความแข็งแกร่งขึ้น แต่ไม่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น

            หลังจากมีระดับการฝึกฝนถึงระดับหนึ่งแล้วก็สามารถทำการแปรโลหิตได้ ซึ่งแก่นโลหิตจะสามารถแปลงเป็นร่างแยกได้แก่นโลหิตทุกหยดจะมีพลังมหาศาล และมีจิตวิญญาณ!

            ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่กำลังสู้รบกันเอาเป็นเอาตายแก่นโลหิตสามารถเผาผลาญเป็นพลังอันบริสุทธิ์ได้ ซึ่งนี่จัดเป็นวิธีที่อสูรร้ายและผู้ฝึกตนมักใช้เพิ่มความแข็งแกร่งของพลังในระยะเวลาอันสั้น

            “เสี่ยวหลิง ช่วยข้าด้วย! ข้าสามารถเติมเต็มเพลิงมรณะให้เจ้าได้ทุกเมื่อ”ฉินอวี่แผดเสียงดังและลุกขึ้นยืน จิตวิญญาณร้ายในแก่นโลหิตนั้นแข็งแกร่งยิ่งนักฉินอวี่จึงทำได้เพียงขอให้เสี่ยวหลิงช่วยจัดการกับพวกมัน

            เสี่ยวหลิงที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เหนือศีรษะของฉินอวี่ได้ลืมตาขึ้นดวงตาสดใสของนางเปล่งประกายหลากสีสัน ส่องประกายแสงปกคลุมศีรษะมังกรขนาดใหญ่นั้นจากนั้นจึงเหยียดแขนอันงามดั่งรากบัวออกไป ลงบนศีรษะมังกรอย่างไร้ความรู้สึก

            ศีรษะมังกรนั้นหยุดลงอย่างรวดเร็วดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังได้เผยตกใจออกมาทันที

            “เจ้า... ทำได้... จริงหรือ!”เสียงเลื่อนลอยอันน่ากลัวราวกับภูตผีโหยหวนดังขึ้น

            “ปัง!”

            ฝ่ามือของเสี่ยวหลิงราวกับจะตัดแยกฟ้าดินออกจากกันผ่าวันเวลา แปลงเป็นนิรันดร เพียงฟาดออกไปหนึ่งฝ่ามือศีรษะมังกรก็พองขึ้นจนแตกออกทันที กลายเป็นเพียงหมอกโลหิตที่ฟุ้งกระจาย

            ฉินอวี่ระงับความปีติไว้ในใจแก่นปราณในร่างกายเริ่มเต็มไปด้วยความดุร้ายปกคลุมหมอกโลหิตของศีรษะมังกรที่แตกสลายในทันที

            “รวมมันให้ข้าเดี๋ยวนี้!” ฉินอวี่อ้าแขนทั้งสองออกและรวมหมอกโลหิตที่ฟุ้งกระจายเข้ารวมกัน ท้ายที่สุดกลุ่มหมอกโลหิตก็กลายเป็นไข่มุกโลหิตขนาดเท่าครึ่งนิ้วก้อยหยดหนึ่งตกลงกลางฝ่ามือของฉินอวี่

            ผมสีขาวนิ่งสนิทฉินอวี่มองไปยังไข่มุกโลหิตที่อยู่กลางฝ่ามืออย่างตื่นเต้นสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจคือ ไข่มุกโลหิตเม็ดนี้มีสีแดงทองเป็นส่วนใหญ่และมีส่วนเล็กๆ ที่เป็นสีเหลืองผืนดิน และมีเงาร่างหนึ่งอยู่ในสีทั้งสองด้วย

            เมื่อมองดูให้ดีเงาร่างที่อยู่ในสีแดงทองนั้นคือเงาร่างของหยาจื้อ ส่วนเงาร่างอันเลือนรางในสีเหลืองผืนดินนั้นเป็นเงาร่างศีรษะงูและแผ่นหลังเต่า ราวกับเสวียนอู่ในตำนาน

            แก่นโลหิตเสวียนอู่!

            แก่นโลหิตเสวียนอู่ถูกยกให้เป็นที่สุดของเกราะป้องกัน!

            ดวงตาทั้งสองของฉินอวี่เปล่งประกายสว่างออกมาทันทีในใจของเขาเต็มไปด้วยความยินดี นี่คือโชคอันยิ่งใหญ่ที่เขาไม่เคยนึกฝัน จิตวิญญาณหยาจื้อที่หลงเหลือยังสามารถดูดซับแก่นโลหิตของเสวียนอู่มาได้อีกด้วย!

            ฉินอวี่มองไปทางคูน้ำทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าตรงสองข้างของทางน้ำและพึมพำในใจ “มิน่าล่ะ มิน่าล่ะจึงไม่มีพลังอะไรอยู่ริมฝั่งทั้งสองข้างนี้เลยที่แท้ก็เป็นเพราะถูกแก่นโลหิตของหยาจื้อดูดซับเอาไว้!และนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีแก่นโลหิตหยาจื้อหลงเหลืออยู่ที่นี่!”

            เมื่อมองไปยังเลือดในฝ่ามือฉินอวี่ก็ยิ่งตกใจ และพูดอย่างตื่นเต้น “หากสามารถกลืนแก่นโลหิตนี้และร่วมกับโอสถโลหิต ก็น่าจะเพียงพอที่จะใช้กระตุ้นสายเลือดหยาจื้อและเสวียนอู่และเมื่อกระตุ้นได้ ข้าก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงขึ้นที่สองของวิชาปีศาจคลั่งแปรเปลี่ยนสายเลือด!”

            ตั้งแต่นานมาแล้วไม่ใช่ว่าฉินอวี่ไม่คิดจะฝึกวิชาปีศาจคลั่งในปริวรรตที่สองแต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงขั้นที่สองนี้จะต้องใช้เลือดเป็นฐานแม้ว่าตนเองจะเป็นร่างอสุนีลึกลับ แต่ก็ยังต้องอาศัยพลังอสุนีบาตและไม่ใช่ว่าฉินอวี่จะไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองยังมีสายเลือดอื่นในร่างกายหรือไม่จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะใช้การเปลี่ยนแบ่งขั้นที่สองอย่างสูญเปล่า

            แต่ในตอนนี้เมื่อได้แก่นโลหิตของหยาจื้อและเสวียนอู่มาแล้วฉินอวี่ก็สามารถกระตุ้นสายเลือดทั้งสองได้ และเมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงขั้นที่สองในวิชาปีศาจคลั่ง เผาพลังของสายเลือด!

            “จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้แล้ว” ฉินอวี่พึมพำและกลืนแก่นโลหิตเข้าไปอย่างไม่ลังเล

            เมื่อแก่นโลหิตลงสู่ท้องของเขาฉินอวี่ก็รู้สึกได้เพียงพลังโบราณที่พุ่งเข้ามาในร่างกายฉินอวี่ต้องแบกรับความเจ็บปวดของแก่นโลหิตอันแข็งแกร่งเพื่อถ่ายเทเข้าสู่ตันเถียนและรวมเข้ากับโอสถโลหิต

            “จงผสาน!” ฉินอวี่ส่งเสียงขึ้นเบาๆ โอสถโลหิตก็หมุนอย่างรวดเร็วและดูดซับแก่นโลหิตเข้าไปทันที

            โอสถโลหิตหมุนอย่างรวดเร็วแสงสีแดงทอง สีเหลืองดิน และสีม่วงอ่อนเปล่งประกายในขณะที่โอสถโลหิตกำลังเปลี่ยนแปลงก็พลันปรากฏรอยร้าวขึ้นมา

            “เปรี๊ยะ!”

            โอสถโลหิตแตกออกเป็นกุมารน้อยกุมารทิพย์สีม่วงอ่อนขนาดเท่ากำปั้นตนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมา

            “เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”

            ในขณะที่ฉินอวี่กำลังมองกุมารทิพย์นั้นอย่างประหลาดใจเสี่ยวหลิงที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ศีรษะมังกรปรากฏขึ้น เธอได้โบกมือทั้งสองขึ้นจนแผ่นดินพังทลายเผยให้เห็นแผ่นศิลาโบราณแผ่นหนึ่ง เสี่ยวหลิงมองตรงไปอย่างตั้งใจจากนั้นจึงนำแผ่นศิลานั้นขึ้นมาจากพื้นดิน

            “เวิง!”

            เกิดเสียงดังสั่นสะเทือนไปทั้งแดนมรณะม่านแสงพลังเวทที่ปกคลุมแดนมรณะพังทลายลงทันที พยนต์มรณะที่อยู่กระจัดกระจายอยู่ในแดนมรณะต่างล้มลงพยนต์มรณะหนุ่มที่กำลังวิ่งอย่างรวดเร็วไปตามทางน้ำ โซเซขึ้นก่อนจะล้มลงกับพื้นเขาไม่ได้ล้มลงและลุกขึ้นไม่ได้เหมือนพยนต์มรณะตัวอื่นแต่กลับดิ้นรนเพื่อจะปีนขึ้นมุ่งหน้าต่อไป…

            “ไม่...” เสียงตะโกนที่เหมือนจะดังมาจากยุคโบราณได้ดังขึ้นแต่เสียงนั้นเลื่อนลอยดั่งสายลม หากไม่ตั้งใจฟังก็ไม่อาจจะได้ยินมันเลย

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน