สะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล

    ศิลาท้าทายปัญญา

            ข่าวที่คุณชายใหญ่สกุลเซี่ยสามารถไขปริศนาหน้าประตูสำนักได้ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนนั้น แพร่สะพัดขึ้นไปบนเขาซงซานเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง!

    เมื่อข่าวนี้ไปถึงหูของบัณฑิตหลี่...เขาก็แทบจะเหาะเหินเดินอากาศลงมาจากเรือนพักของตนเองในทันที.!

    “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด..!” เขาสบถพึมพำกับตนเองตลอดเส้นทางที่ก้าวเดินอย่างรีบร้อน ใบหน้าที่เคยดูสง่างามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาและไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าเด็กโง่งมผู้นั้นน่ะหรือจะไขปริศนาที่แม้แต่ข้ายังต้องใช้เวลาขบคิดถึงสองวันเต็มได้! มันต้องมีเล่ห์กลอะไรบางอย่างเป็นแน่!”

    ทันใดนั้น...ความคิดหนึ่งก็พลันผุดวาบขึ้นมาในหัวของเขา..!

    ‘ใช่แล้ว! ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!’ เขานึกขึ้นได้อย่างกระจ่างใจ ‘เจ้าเซี่ยหยางนั่นเป็นบุตรชายของศิษย์พี่เซี่ย...ซึ่งก็เป็นศิษย์พี่ของข้า..! เป็นไปได้ว่าศิษย์พี่เซี่ยอาจจะเคยบอกใบ้หรือบอกคำตอบของปริศนาข้อนี้ให้แก่บุตรชายของตนเองไว้ก่อนแล้ว! น่าไม่อายสิ้นดี! ใช้เส้นสายแม้กระทั่งเรื่องการทดสอบปัญญา!’

    เมื่อได้ข้อสรุปที่สามารถปกป้องอัตตาอันสูงส่งของตนเองได้แล้ว...บัณฑิตหลี่ก็รีบปรับลมหายใจ...แสร้งวางมาดประหนึ่งปราชญ์เมธีผู้สุขุมเยือกเย็นอีกครั้งหนึ่ง

    เมื่อเขาเดินทางมาถึงหน้าสำนักศึกษา ก็เห็นภาพของเซี่ยหยางที่กำลังยืนรออย่างสงบอยู่ท่ามกลางสายตาที่ชื่นชมของเหล่าศิษย์ผู้น้อง...ภาพนั้นยิ่งทำให้ไฟริษยาในใจของเขาลุกโชนขึ้นไปอีก!

    เขาเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษ ก่อนจะประสานมือขึ้นคารวะ “ยินดีด้วยคุณชายเซี่ย...ท่านช่างมีความสามารถล้ำเลิศนัก”

    เขาหยุดไปชั่วครู่...ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เสียดแทงออกมาอย่างแนบเนียน

    “ทว่า...ใครจะไปรู้ได้เล่า...ว่าท่านอาจจะรู้คำตอบของปริศนานี้จากบิดาของท่าน...ท่านเสนาบดีเซี่ย...อยู่ก่อนแล้วก็เป็นเป็นได้?”

    สิ้นคำพูดนั้น...บรรยากาศที่เคยชื่นมื่นก็พลันเงียบกริบลงในทันที!

    เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เคยมีแววตาชื่นชม บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความกังขา พวกเขาเริ่มหันไปกระซิบกระซาบและพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของศิษย์พี่หลี่...ใช่แล้ว...มันต้องเป็นเช่นนั้นแน่! คุณชายผู้ไม่เอาไหนที่มาจากเมืองหลวง จะมีปัญญาไขปริศนาของท่านปรมาจารย์ได้อย่างไรกัน!

    เซี่ยหยางลอบถอนหายใจอยู่ในใจ...นางรู้สึกได้ในทันทีว่าตนเองคงจะไปเตะเอาต่อไม้อย่างบัณฑิตหลี่ผู้นี้เข้าให้แล้ว...เดิมทีเขาอาจจะทำเรื่องนี้เพียงเพราะถูกไหว้วานมาจากหลานชาย...แต่บัดนี้...เห็นทีว่านางคงจะไปเหยียบย่ำความภาคภูมิใจของเขาเข้าให้เสียแล้ว

    “บัณฑิตหลี่กล่าวเช่นนี้...หมายความว่าอย่างไร.?” ซูเหวินจื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่พอใจ

    บัณฑิตหลี่ไม่สนใจเขา แต่กลับจ้องมองมาที่เซี่ยหยางด้วยรอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า “เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสามารถที่แท้จริงของท่าน...และเพื่อความยุติธรรมโปร่งใส...ข้าในฐานะศิษย์พี่ผู้ดูแลความเรียบร้อยของสำนักศึกษา...เห็นทีคงจะต้องขอเป็นผู้ตั้งโจทย์ปริศนาข้อใหม่ให้ท่านได้ลองไขดูอีกสักข้อ...ท่านจะกล้ารับคำท้าหรือไม่?”

    เขาจงใจใช้คำว่า “กล้า” เพื่อยั่วยุและปิดทางหนีของเซี่ยหยางโดยสมบูรณ์!

    ทว่า...สิ่งที่ไม่มีผู้ใดในที่นั้นล่วงรู้เลยก็คือ...ณ มุมหนึ่งไม่ไกลจากประตูสำนัก...ร่างของปรมาจารย์หลินและสหายอาวุโสวาตานาเบะ เคนชิน กำลังยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้เงาของป่าไผ่!

    “ดูท่าว่า...เราจะได้ชมละครฉากสนุกเสียแล้วสหายข้า” ปรมาจารย์หลินกล่าวกับสหายชาวอาทิตย์อุทัยด้วยรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง

    “ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกัน...” ท่านเคนชินตอบรับเสียงเรียบ “...ว่าปลาหลีฮื้อตัวนี้...เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพายุที่ถูกสร้างขึ้น...จะยอมจำนน...หรือจะกลายร่างเป็นมังกร”

    ทั้งสองไม่ได้คิดจะเข้าไปขัดขวาง...แต่กลับเลือกที่จะเฝ้ามองดู “บททดสอบ” ที่ไม่ได้คาดฝันครั้งนี้...อย่างเงียบๆ...

    …..

    ณ หน้าประตูสำนักศึกษาอันศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความชื่นชมและตื่นตะลึงในปัญญาของคุณชายใหญ่สกุลเซี่ย บัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัดใจ...

    คำกล่าวหาที่แฝงไว้ด้วยยาพิษของบัณฑิตหลี่นั้น ได้หยั่งรากแห่งความกังขาลงในใจของเหล่าศิษย์ในสำนักได้อย่างรวดเร็ว...

    ใช่แล้ว...มันต้องเป็นเช่นนั้นแน่! คุณชายเซี่ยหยางเป็นถึงบุตรชายของศิษย์พี่ใหญ่เซี่ยผู้เก่งกาจ การที่เขาจะล่วงรู้คำตอบของปริศนาที่อาจารย์เคยใช้ทดสอบศิษย์ในอดีตมาก่อนนั้น...ย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง!

    เสียงกระซิบกระซาบและสายตาที่เคยมองอย่างชื่นชม บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลนและผิดหวัง ซูเหวินจื่อเห็นท่าไม่ดีจึงกำลังจะก้าวออกไปโต้เถียง แต่กลับถูกเซี่ยหยางยกมือห้ามไว้เสียก่อน

    บัณฑิตหลี่เห็นว่าตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์ และหว่านล้อมผู้คนได้สำเร็จแล้ว รอยยิ้มแห่งผู้ถือไพ่เหนือกว่าก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสทองที่จะบดขยี้ความภาคภูมิใจของเจ้าเด็กหนุ่มจากเมืองหลวงผู้นี้ให้แหลกละเอียดคามือ.!

    เขาผายมือไปยังก้อนศิลาขนาดมหึมาที่ตั้งสงบนิ่งเป็นศรีสง่าอยู่กลางสวนหย่อมของสำนัก...มันคือ “ศิลาบรรพกาล” ศิลาศักดิ์สิทธิ์สีเขียวอมเทาที่ผิวของมันถูกลมฝนและกาลเวลาขัดเกลามานานนับร้อยปีจนเกิดเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่งดงามราวกับมีมังกรซ่อนกายอยู่ภายใน กล่าวกันว่ามันตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยก่อตั้งสำนักศึกษา และไม่เคยมีผู้ใดสามารถทำให้มันขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย

    “ในเมื่อคุณชายเซี่ยมีปัญญาหลักแหลมสามารถแก้ปริศนาตัวเลขที่ต้องอาศัยเพียงความรู้ในตำราได้...” บัณฑิตหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น...จงใจให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน “...ก็จงลองแก้ปริศนาแห่งความเป็นจริงดูบ้าง!”

    เขาชี้ไปยังศิลาก้อนนั้น...

    “จงบอกน้ำหนักที่แท้จริงของศิลาบรรพกาลก้อนนี้...ให้พวกเราได้ประจักษ์ทีเถิด!”

    สิ้นคำท้านั้น...เหล่าศิษย์ต่างก็พากันสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่!

    นี่มัน...นี่มันเป็นการรังแกกันอย่างชัดเจน! ปริศนาข้อนี้มันเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง!

    “บัณฑิตหลี่! ท่านทำเช่นนี้มันจะเกินไปแล้ว..!” ซูเหวินจื่อตะโกนขึ้นอย่างไม่อาจทนได้ “ท่านก็รู้ดีว่าไม่มีผู้ใดสามารถเคลื่อนย้ายศิลาก้อนนั้นได้ แล้วจะให้สหายของข้าชั่งน้ำหนักของมันได้อย่างไรกัน!”

    “หึๆๆ” บัณฑิตหลี่หัวเราะในลำคอ “คุณชายซู...นี่คือการทดสอบ “ปัญญา” หาใช่การทดสอบ “พละกำลัง” ไม่ หากคุณชายเซี่ยมีปัญญาที่แท้จริง...เขาย่อมต้องหาหนทางได้เอง...หรือว่า...”

    เขาหรี่ตามองไปยังเซี่ยหยางด้วยสายตาเย้ยหยัน “...หรือว่าปัญญาที่ท่านแสดงให้พวกเราเห็นเมื่อครู่นี้...เป็นเพียงของจอมปลอมที่ได้รับมาจากบิดาของท่านเท่านั้น?”

    คำพูดนั้นเสียดแทง และบีบคั้นจนเซี่ยหยางไม่มีทางให้ถอยอีกต่อไป!

    ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมา...เซี่ยหยางยังคงสงบนิ่ง...เขาทอดสายตามองไปยังศิลาบรรพกาลก้อนนั้น...แล้วหันกลับมามองใบหน้าที่เปี่ยมด้วยชัยชนะของบัณฑิตหลี่...

    ‘ที่แท้...ก็คือเด็กน้อยที่กำลังจะร้องไห้เพราะของเล่นของตนเองถูกแย่งไปนี่เอง’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิดอย่างเย็นชา ‘เขาไม่ได้ต้องการจะทดสอบปัญญาข้า...แต่เขาต้องการจะรักษาหน้าและบดขยี้ข้าเพื่อระบายความริษยาของตนเอง...ช่างน่าสมเพชนัก’

    นางเข้าใจในสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว...ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการจะเล่นละครฉากใหญ่...นางก็จะขอเป็นผู้กำกับละครฉากนี้ให้เอง...

    เซี่ยหยางคลี่พัดในมือออกช้าๆ...ก่อนที่รอยยิ้มบางๆ ที่ไม่มีผู้ใดคาดเดาความหมายได้...จะปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของเขา...

    เขาค่อยๆ ก้าวออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว...เผชิญหน้ากับบัณฑิตหลี่โดยตรง

    “เรียนบัณฑิตหลี่...” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและสุภาพอย่างเสมอต้นเสมอปลาย “...คำท้าของท่านน่าสนใจยิ่งนัก และแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะทดสอบปัญญาอย่างแท้จริง”

    เขาเริ่มต้นด้วยการยกย่องอีกฝ่ายอย่างแนบเนียน...ทำให้บัณฑิตหลี่เผลอยืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ

    “ทว่า...” เซี่ยหยางกล่าวต่อ “...ตามหลักแห่งเหตุและผลที่ข้าน้อยได้ร่ำเรียนมานั้น...ก่อนที่เราจะสามารถ ‘ชั่ง’ สิ่งใดได้...ย่อมต้องมีการ ‘เคลื่อนย้าย’ สิ่งนั้นเสียก่อน...มิใช่หรือขอรับ?”

    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องขมวดคิ้วตาม...มันคือความจริงที่เรียบง่ายจนไม่มีผู้ใดสามารถโต้แย้งได้

    เซี่ยหยางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบัณฑิตหลี่ที่เริ่มฉายแววไม่แน่ใจ...ก่อนที่เขาจะกล่าวประโยคที่พลิกกระดานหมากทั้งกระดาน!

    “เช่นนั้น...ก่อนที่ข้าน้อยจะเริ่มลงมือ...ข้าคงต้องขอรบกวนสติปัญญาของศิษย์พี่หลี่ก่อนเป็นอันดับแรก...”

    เขายอบกายลงเล็กน้อย...แสดงความเคารพอย่างสูงสุด...

    “ได้โปรดแสดงให้ข้าและศิษย์น้องทุกคนได้เห็นเป็นขวัญตาเถิดว่า...ท่าน...มีวิธีการอันแยบยลใด...ที่จะสามารถเคลื่อนย้ายศิลาบรรพกาลก้อนนี้ได้? มิเช่นนั้นแล้ว...ข้าจะชั่งน้ำหนักของมันได้อย่างไรเล่าขอรับ?”

    สิ้นคำถามนั้น...โลกทั้งใบก็พลันเงียบสงัดลงในทันที!

    เสียงลม...เสียงใบไม้ไหว...เสียงหายใจของทุกคน...พลันหยุดนิ่งราวกับถูกสาป!

    บัณฑิตหลี่ที่เคยมีใบหน้าเปี่ยมด้วยชัยชนะ บัดนี้กลับแข็งทื่อราวกับรูปสลัก! รอยยิ้มเย้ยหยันของเขาค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า...ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป...ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและซีดเผือดอย่างถึงที่สุด!

    เขา...เขาเดินเข้าสู่กับดักของตนเองอย่างจัง!

    เซี่ยหยางไม่ได้ปฏิเสธคำท้า...แต่กลับยอมรับ...แล้วโยน “ขั้นตอนแรก” ที่เป็นไปไม่ได้นั้น...กลับมาให้เขาเป็นผู้แก้ไข! บัดนี้...ภาระในการทำ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” ได้ถูกย้ายจากบ่าของเซี่ยหยาง...มาอยู่บนบ่าของเขาผู้เป็นคนตั้งโจทย์เองแล้ว!

    “ข้า...ข้า...” บัณฑิตหลี่อ้าปากพะงาบๆ พยายามจะเค้นหาคำพูดออกมาโต้แย้ง แต่ในสมองกลับขาวโพลนไปหมด เขาจะไปมีปัญญาเคลื่อนย้ายศิลาที่ตั้งอยู่ที่นี่มานับร้อยปีได้อย่างไรกัน!

    เหล่าศิษย์ที่เคยกระซิบกระซาบสนับสนุนเขา บัดนี้กลับมองมาที่เขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า รอคอย “คำตอบ” ที่พวกเขารู้ดีว่าไม่มีอยู่จริง

    ซูเหวินจื่อที่เคยเดือดดาล บัดนี้กลับอ้าปากค้าง...ก่อนที่ความเดือดดาลจะแปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งและชื่นชมอย่างสุดหัวใจ! เขามองสหายรักของตนราวกับเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก...นี่มัน...นี่มันปีศาจจิ้งจอกในร่างเทพเซียนชัดๆ!

    และในเงามืด...ปรมาจารย์หลินถึงกับต้องลูบเคราของตนเองอย่างช้าๆ...ดวงตาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับทอประกายแห่งความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด...

    “ร้ายกาจ...” ท่านเคนชินที่ยืนอยู่ข้างๆ พึมพำออกมาเป็นภาษาบ้านเกิดของตนเองเบาๆ “...เด็กคนนี้...ร้ายกาจเกินไปแล้ว”

    สถานการณ์ได้พลิกกลับตาลปัตรอย่างสมบูรณ์แบบ...บัณฑิตหลี่ผู้เป็นฝ่ายรุกไล่ บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่ถูกต้อนจนมุมด้วยคำถามเพียงประโยคเดียว...เขายืนนิ่งอ้ำอึ้งอยู่กลางวงล้อมของสายตาทุกคู่...กลายเป็นตัวตลกที่น่าสมเพชในบทละครที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง...