เลือดสดๆทะลักออกมาจากท้องของหวูเอินเมื่อจิงอี๋เหนียงชักดาบที่แทงเข้าไปจนมิดด้ามออกมาเขาเงยหน้ามองนางด้วยความตกใจสุดขีด ใบหน้าซีดเผือด
สื่อชิงฉีกับเฝอจูจีมองผู้ที่ตนเคารพเรียกว่าพี่ใหญ่ด้วยสีหน้าตะลึงลานทั้งคู่หวูเอินที่ทรุดอยู่กับพื้นดินค่อยๆ ล้มตัวลงจมกองเลือด สายตายังจับจ้องอยู่ที่จิงอี๋เหนียงและกล่าวออกมาคำหนึ่งก่อนที่จะกระอักเลือดและขาดใจตาย
“ข้า…รักเจ้า…..”
จิงอี๋เหนียงยืนถือดาบเปื้อนเลือดมองหวูเอินด้วยสายตาไร้ความรู้สึกใดๆ“แต่ข้าไม่” กล่าวจบนางก็ยกดาบขึ้นมาพาดคอตนเอง “ฟางจิง แม่จะไปอยู่กับลูกแล้วนะ”จิงอี๋เหนียงหลับตาและกดดาบลงไปที่คอ
แต่ยังมิทันได้ลงมือดาบในมือของนางก็ถูกบางอย่างพุ่งเข้าใส่จนกระเด็นไปปักอยู่กับพื้นดิน
จิงอี๋เหนียงลืมตามองด้วยความตกใจดาบที่ปักอยู่ที่พื้นนั้นมีเถาวัลย์พันเกี่ยวที่ด้ามและมีไม้ปลายแหลมราวกับธนูปักอยู่ข้างๆ
เฉินอี้รีบวิ่งเข้ามาหาจิงอี๋เหนียงหน้าตาตื่น“เจ้าอย่าได้ทำเช่นนั้นนะฟางเหนียง!”
จินลี่หยางกับจางฝูลู่วิ่งตามเฉินอี้มาติดๆทั้งที่ยังรู้สึกงงงันไม่หาย
ทั้งสองคนเห็นเฉินอี้หยิบยันต์ขึ้นมาใบหนึ่งและกล่าวออกมาหนึ่งประโยคจากนั้นยันต์ก็กลายเป็นไม้ปลายแหลมและมีหางเป็นเหมือนเถาวัลย์ยาวพุ่งตรงไปที่จิงอี๋เหนียงทันที
จิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้น้ำตาริน“เฉินอี้เด็กดี เจ้าอย่าห้ามข้าเลย ข้าอยากไปอยู่กับลูกของข้า นางต้องทนเหน็บหนาวโดดเดี่ยวมาหลายปีแล้วข้าจะไปอยู่กับนาง”
เฉินอี้ส่ายหน้า “ฟางเหนียง เจ้าไม่เข้าใจ หากเจ้าฆ่าตัวตาย มิเพียงจะมิได้พบฟางจิง แต่เจ้าจะต้องลงไปอยู่ในนรกทันที”
จิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้ด้วยดวงตาเจ็บช้ำ“เหตุใดต้องเป็นเช่นนี้ ยามมีชีวิตก็มิอาจอยู่ร่วมกันยามตายก็ยังต้องพรากจากกันอีก ต้องทำอย่างไรข้าจึงจะได้พบลูกกับสามีของข้ากันเล่าฮือๆๆ”
เฉินอี้ถอนใจด้วยความเวทนาสงสารเขามองไปที่ฟางจิงกับฉุนอวี๋ ทั้งสองต่างก็ร้องไห้มองจิงอี๋เหนียงเช่นเดียวกัน
ทั้งที่อยู่ต่อหน้าของกันและกันห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือคว้าแต่ด้วยสถานะของมนุษย์และวิญญาณทำให้ราวกับอยู่ห่างกันไกลแสนไกลดั่งคนละฟากฟ้าฟากแผ่นดิน
เฉินอี้นิ่งไปครู่หนึ่งเขาล้วงยันต์ทั้งหมดออกจากอกเสื้อและทิ้งไป นำขวดแก้วหลิวหลีฝากไว้กับจางฝูลู่
จางฝูลู่มองเขาอย่างงงัน“อาอี้ เจ้าจะทำอันใด”
เฉินอี้หันไปหาฟางจิงและยื่นมือออกไปหานาง“ฟางจิง ข้าอนุญาตให้เจ้าใช้ร่างของข้า”
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยที่สร้างเกราะคุ้มภัยให้เฉินอี้อยู่มองเฉินอี้ราวกับมองเห็นคนเสียสติ
ทันทีที่คำกล่าวอนุญาตจบลงเกราะคุ้มภัยก็สลายไป ฟางจิงยื่นมือมาจับมือของเฉินอี้และวิญญาณของเด็กน้อยก็เคลื่อนเข้ามาอยู่ในตัวของเฉินอี้ได้อย่างแนบสนิทราวกับร่างนี้เป็นร่างของนางเอง
เฉินอี้รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่างและทรุดตัวลงนั่งกับพื้นจิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้ด้วยความประหลาดใจ
ทุกคนที่ยืนล้อมรอบเฉินอี้กับจิงอี๋เหนียงต่างพากันเงียบกริบจนกระทั่งได้ยินแต่เสียงแมลงและหรีดหริ่งเรไรในยามค่ำคืนเท่านั้น
เหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่ที่เดินทางข้ามเขาซีฝู่ไปแล้วพลันชะงักอยู่กลางอากาศและหันกลับมามองไปยังทิศที่นางเพิ่งจากมาเมื่อครู่
เจ้ามารน้อยอย่าบอกนะว่าเจ้าทำเรื่องโง่ลงไปแล้วเมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็รีบพุ่งตัวกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว
เฉินอี้มีท่าทางทรมานอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็นิ่งสงบพลางเงยหน้ามองจิงอี๋เหนียง “ท่านแม่”
จิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้ด้วยความตื่นตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและยกมือขึ้นจับที่ใบหน้าของเขาพลางกล่าวเสียงสั่น“ฟางจิง”
ทุกคนที่ยืนอยู่ล้อมรอบสองคนนั้นเริ่มค่อยๆถอยห่าง แต่จางฝูลู่กับจินลี่หยางต่างยืนค้างตัวแข็งอยู่กับที่
“ฟางจิง! ฟางจิงลูกแม่จริงๆ หรือ!” จิงอี๋เหนียงน้ำตาไหลด้วยความดีใจถึงแม้ร่างกายนี้จะเป็นของเฉินอี้แต่นางรู้สึกได้ถึงฟางจิงที่อยู่ข้างใน
จิงอี๋เหนียงกอดเฉินอี้ไว้แน่นเขาเองก็กอดนางเช่นกัน
จินลี่หยางกับจางฝูลู่ยืนตกตะลึงตาค้าง
หากในร่างนี้คือลูกของจิงอี๋เหนียงจริงๆแล้วเฉินอี้เล่าเขาไปอยู่ ที่ไหน
ลู่จางเหว่ยกับลู่เจียวซินต่างก็มองจิงอี๋เหนียงกับเฉินอี้ด้วยความงุนงงปนกับความตกใจเช่นเดียวกัน
หลิวซูเจี๋ยกับตงเปียนต่างก็ยืนมองเฉินอี้ด้วยความคาดไม่ถึงว่าเขาจะเสียสละตนเองเช่นนี้
“เรียกแม่นางอาหลิ่งออกมาดีหรือไม่” หลิวซูเจี๋ยเอ่ยถามตงเปียนด้วยความร้อนใจ ตงเปียนส่ายหน้า
“ไม่ทันการแล้ว”
“แต่ถ้าหากนางรู้เรื่องในภายหลัง ข้าคงโดนนางฆ่าตายเป็นแน่”หลิวซูเจี๋ยหน้าเศร้า
“ถ้าหากนางออกมาตอนนี้ เจ้าก็ตายตอนนี้เลย” ตงเปียนกล่าวหลิวซูเจี๋ยหน้าเสีย
“เช่นนั้น ก็ให้นางรู้ภายหลังก็แล้วกัน”
“ฟางจิง ลูกเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่” จิงอี๋เหนียงละล่ำละลักถาม
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะท่านแม่ ตอนนี้ท่านพ่อก็อยู่กับข้าท่านมิต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ”
“จริงหรือ” จิงอี๋เหนียงสะอื้น “ดีจริงๆ ที่พ่ออยู่ดูแลเจ้า แม่ไม่เอาไหนแม่ดูแลเจ้ามิได้ ฮือๆๆ”
“ท่านแม่ อย่าร้องไห้สิเจ้าคะ” ฟางจิงเช็ดน้ำตาให้นาง จิงอี๋เหนียงพยายามยิ้ม “ท่านแม่เจ้าคะท่านแม่อย่าตายนะเจ้าคะ”
“เหตุใดเล่าลูก แม่อยากไปอยู่กับลูกด้วยนะเราจะได้เป็นครอบครัวกันอีกครั้งอย่างไรเล่า”
ฟางจิงส่ายหน้า“มิได้อยู่เจ้าค่ะ ถ้าท่านแม่ตายตอนนี้เราจะมิได้อยู่ด้วยกัน”ฟางจิงเช็ดน้ำตาให้มารดาที่สะอื้นไห้อย่างหนัก “แต่ถ้าท่านแม่ยังอยู่ข้ากับท่านพ่อก็จะยังอยู่ข้างท่านแม่ได้เจ้าค่ะ”
“จริงหรือลูก พ่อกับลูกจะอยู่กับแม่ไปตลอดใช่ไหม”
ฟางจิงพยักหน้า“อยู่ตลอดเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อจะเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ให้ท่านแม่เจ้าค่ะ”
“วิญญาณผู้พิทักษ์หรือ” จิงอี๋เหนียงถามทั้งที่น้ำตานองหน้า ฟางจิงพยักหน้า
“เจ้าค่ะ พี่เฉินอี้กับเพื่อนของเขาก็มีกันทุกคน”
จิงอี๋เหนียงและคนอื่นๆหันมามองจินลี่หยางกับจางฝูลู่ ทั้งสองคนทำหน้าไม่ถูก
“ขอเพียงแต่นี้ต่อไป เวลาที่ท่านแม่คิดถึงข้ากับท่านพ่อท่านก็ให้ความช่วยเหลือต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก มิว่าจะเป็นคนหรือว่าสัตว์พลังบุญที่ท่านได้ทำก็จะมาถึงข้ากับท่านพ่อเจ้าค่ะ”
“ได้! ได้! แม่จะทำ แม่จะทำทุกอย่างเพื่อทดแทนให้ลูกกับพ่อนะ”จิงอี๋เหนียงยิ้มทั้งน้ำตาและกอดฟางจิงอีกครั้ง
“ท่านแม่” ฟางจิงเรียกนางขณะที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดา
“ว่าอย่างไรลูก”
“ข้ารักท่านแม่มากๆๆๆๆๆ เลยนะเจ้าคะ”
จิงอี๋เหนียงหัวเราะทั้งน้ำตา
ฟางจิงชอบพูดเช่นนี้กับนางตั้งแต่เด็กน้อยเริ่มพูดได้คล่อง
“ข้ากับท่านพ่อจะอยู่เคียงข้างท่านตลอดไปเจ้าค่ะ”
จิงอี๋เหนียงพยักหน้ากอดฟางจิงแน่นขึ้นไปอีกน้ำตาไหลริน
“ท่านแม่ ข้าต้องไปแล้ว พี่เฉินอี้ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”
จิงอี๋เหนียงปล่อยฟางจิงออกจากวงแขนฟางจิงยิ้มให้นางอีกครั้งและค่อยๆ หลับตาลง
เลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูกของเฉินอี้หยดลงบนมือของจิงอี๋เหนียง ร่างของเขาโงนเงนไปมา จิงอี๋เหนียงรีบประคองร่างของเฉินอี้ไว้ก่อนที่เขาจะฟุบลงกับพื้นจินลี่หยางกับจางฝูลู่รีบเข้าไปหาเฉินอี้ทันที
“อาอี้! ใต้เท้าจิน อาอี้ตัวเย็นเหมือนน้ำแข็งเลย!”จางฝูลู่ร้อนใจดั่งไฟสุม ใช้ผ้าเช็ดเลือดกำเดาให้เขามือไม้สั่น
จินลี่หยางถอดเสื้อของตนเองออกมาคลุมตัวให้เฉินอี้
ลู่จางเหว่ยรีบสั่งให้คนเก็บกิ่งไม้ใบไม้แห้งมาเพื่อก่อไฟให้เฉินอี้ ลู่เจียวซินรีบวิ่งเข้ามาหาจินลี่หยาง“ข้าพอรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ขอข้าดูเขาหน่อย”
จินลี่หยางพยักหน้าลู่เจียวซินถลกแขนเสื้อเฉินอี้ขึ้นเพื่อจับชีพจร แต่แค่เพียงสัมผัสโดนผิวของเขาเท่านั้นลู่เจียวซินก็ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เหตุใดตัวของเขาจึงเย็นชืดราวกับศพเช่นนี้
ลู่จางเหว่ยให้ทหารก่อไฟขึ้นมากองหนึ่งได้อย่างรวดเร็วตอนนี้ ลู่ฉงเยวี่ย จงฉง และต้วนห่าวอู๋ตามมาสมทบกันบนเขาทั้งหมดแล้ว
“เด็กคนนั้นคือเฉินอี้งั้นหรือ” จงฉงเอ่ยถาม ลู่จางเหว่ยพยักหน้า
“ขอรับท่านเจ้าเมือง”
ลู่ฉงเยวี่ยรีบเข้าไปหาลู่เจียวซิน“เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
ลู่เจียวซินมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“มาเถิด พ่อจะดูอาการให้เขาเอง”ลู่เจียวซินถอยออกมาเพื่อให้บิดาเป็นผู้ตรวจดูอาการให้เฉินอี้
ไฟที่ถูกก่อขึ้นส่องสว่างไปทั่วความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาตามความสว่างของแสงไฟแต่ร่างกายของเฉินอี้ไม่รับรู้ถึงความอบอุ่นนั้น
ลู่ฉงเยวี่ยมองหน้าจางฝูลู่กับจินลี่หยางที่มองมาที่เขาด้วยความคาดหวัง
“เขาตายแล้ว” ลู่ฉงเยวี่ยกล่าว สีหน้าสลดลง
จางฝูลู่มองหน้าลู่ฉงเยวี่ยใบหน้าของเขาไร้สีเลือด จินลี่หยางเองแม้จะได้ยินประโยคนั้นแต่ราวกับเสียงทะลุผ่านตัวเขาไป เขาไม่เข้าใจมันเลยสักนิด
“อาอี้” จางฝูลู่ก้มหน้าลงไปมองคนในอ้อมแขนที่นอนหลับตา ดวงหน้าขาวซีด
“อาอี้ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหิวมิใช่หรือ” จางฝูลู่ไม่มีน้ำตา แต่หัวใจของเขาราวกับสลายไปหมดแล้ว“ข้ายังมิได้ซื้อถังหูลู่ให้เจ้าเลย ข้าจะซื้อให้นะ เจ้าตื่นก่อนสิ”
จินลี่หยางที่นั่งอยู่ข้างๆยื่นมือไปจับใบหน้าของเฉินอี้ข้างที่มีแผลฟกช้ำเบาๆ และค่อยๆก้มลงไปแตะหน้าผากของเขากับหน้าผากของเฉินอี้
ลู่จางเหว่ยกับลู่ฉงเยวี่ยสั่งให้คนรอบๆถอยออกไป เพื่อให้พื้นที่กับทั้งสองคนได้โศกเศร้าเสียใจกันตามลำพัง
ลู่เจียวซินมองร่างของทั้งสามคนน้ำตาซึมจิงอี๋เหนียงปิดปากร้องไห้ แต่ก็ยอมลุกเดินตามทหารที่คุมตัวนางไป
จินลี่หยางเงยหน้าขึ้นมาตาแดงก่ำกลิ่นหอมจากผิวกายและเส้นผมของเฉินอี้ยังติดจมูก เขามองใบหน้าเฉินอี้อีกครั้งไม่ว่าจินลี่หลินหรือเฉินอี้ เขาช่วยใครไว้ไม่ได้เลยสักคนเดียว