ฤดูกาลเปลี่ยนผันวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเสี่ยวยาโถว [1] แก้มกลมในวันวานบัดนี้หลินเยว่ชิงกลายเป็เสี่ยวกูเหนียง [2] ไปเสียแล้ว ร่างบางที่สูงขึ้นใบหน้าที่เรียวยาวขึ้น ปากเล็กจิ้มลิ้มสีอิงเถาฉ่ำวาว ดวงตาสีอำพันที่เคยกลมโตที่บัดนี้มีความเฉียบคมดุจตาเหยี่ยวเฉกเช่นผู้เป็บิดา หลินเยว่ชิงในวัย 10 หนาว ความงามที่เก็บซ่อนไว้เริ่มฉายแววของยอดพธูแห่งแคว้นออกมา
ตลอดห้าปีในหุบเขาหมื่นพิษ หลินเยว่ชิงได้เรียนรู้ทุกอย่างมาจากอาจารย์หญิงจนหมดสิ้น นางฝึกเคล็ดวิชาตามตำราฝึกยุทธที่อาเตี่ยทิ้งไว้ให้จนสำเร็จ เพลงกระบี่ร้อยบุปผานางฝึกจนเชี่ยวชาญ อี้เหิงให้นางจับกระบี่จริงได้แล้ว สำหรับวิชาฝ่ามือไร้ลักษณ์นางฝึกได้ถึงขั้นที่ 10 จาก12 ขั้น วิชานี้ทำให้นางสามารถป่นหินก้อนใหญ่ได้เลยทีเดียวหากนางฝึกสำเร็จถึงขั้น 12 ส่วน วิชาเหยียบเมฆาของนางก็บรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว ชีพจรในร่างกายนางถูกทะลวงครบทุกจุด อาจารย์หญิงของนางยังสอนเื่เล่ห์เหลี่ยมมารยาหญิงให้นางพร้อมกับพานางไปดูตัวอย่างที่จวนขุนนางที่มีอนุเต็มหลังเรือนเพื่อให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมารยาพวกนี้ บางครั้งอาจารย์ก็พานางไปเยือนหอคณิกาเพื่อศึกษาจริตมารยาจากหญิงสาวเหล่านนั้น นับได้ว่านางแก่แดดแก่ลมเกินวัยจริงๆ ที่เรียนรู้เื่เหล่านี้ แต่เล่ห์กลเหล่านี้ซักวันนางก็ต้องพบเจอจะศึกษาไว้ก่อนคงไม่เสียหายอะไรกระมัง
่หลายปีมานี้นางติดตามอาจารย์ออกจากหุบเขาหมื่นพิษอยู่หลายครา อาจารย์มักจะพานางไปรักษาผู้ป่วยที่หมู่บ้านตามแนวชายแดนที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง และบางครั้งจะพานางไปทดสอบยาพิษที่นางปรุงขึ้นมากับพวกโจรป่าที่ชอบปล้นชิงชาวบ้านและฉุดคร่าหญิงสาว
อาจารย์หญิงของนางยังสอนวิธีการลอบสังหารให้กับนาง อาจารย์กล่าวว่านางเป็หญิงต้องรู้จักดูแลปกป้องตัวเองหากจะลอบสังหารใครก็อย่าให้ถูกจับได้ นางคิดว่าอาจารย์จะฝึกนางให้เป็นักฆ่าเสียอีกแถมอี้เหิงยังส่งเสริมบทเรียนนี้ของอาจารย์นางอีกด้วย
และอีกวิชาที่อาจารย์หญิงสอนสั่งนางคือ ‘วิชาแปลงโฉมบุปผาพันหน้า’ วิชานี้เป็การแปลงโฉมโดยการใช้เครื่องประทินผิวที่นางทำขึ้นเองเป็พิเศษในการตบแต่งใบหน้าให้กลายเป็บุคคลอื่นได้ และการฝังเข็มเพื่อเปลี่ยนรูปหน้า นางยังมีสีผึ้งสำหรับทำให้หน้าอัปลักษณ์อีกที่อาจารย์สอนให้นางปรุงขึ้นมา นางผู้มีรูปโฉมงดงามจึงตั้งใจศึกษาวิชานี้มากเป็พิเศษเพื่อนำไปใช้ในกาลข้างหน้า การมีรูปโฉมงดงามเกินไปใช่ว่าจะดีบางครั้งอาจนำภัยมาสู่ตัวนางเองได้
หลายปีนี้อี้เหิงยังคงทำหน้าที่เป็อาจารย์สอนวรยุทธให้นางกับเสี่ยวอวี้เช่นเดิม เขาสอนวิชาพรางตัวให้นางและเป็คู่ซ้อมต่อสู้ให้กับนางและเสี่ยวอวี้อีกด้วย
อาจารย์ยังให้นางเลี้ยงหนอนไหมพิษชนิดหนึ่ง เส้นใยของหนอนไหมพิษนี้ใช้เป็อาวุธสังหารได้ เพราะเส้นใยไหมจะมีความเหนียวแม้แต่มีดยังตัดไม่ขาด หากไม่ใส่พลังลมปราณขั้นสูงลงไปในอาวุธก็ไม่สามารถตัดเส้นใยไหมพิษให้ขาดได้ เส้นใยไหมพิษนี้เป็เส้นใยที่มีความโปร่งแสงเบาบางและมีความคมไม่ต่างจากกระบี่ชั้นยอดจึงเหมาะที่จะใช้สำหรับทำเป็กับดักลอบสังหาร นางได้นำเส้นใยไหมเหล่านี้มาถักทอเป็ผ้าก่อนจะนำไปทำเป็พัดจีบที่มีความแข็งแรงแม้แต่กระบี่ก็ยังตัดไม่ขาด พัดจีบด้ามนี้ของนางเป็หนึ่งในอาวุธที่นางชอบพกติดตัวเสมอ หากมองผิวเผินจะเหมือนพัดจีบทั่วๆ ไปที่บรรดาสาวงามชอบถือ ลวดลายบนพัดจีบด้ามนี้นางได้วาดมู่ตานฮวา [3] ลงไปบนตัวพัด ด้ามพัดและก้านพัดทำจากแร่เงินชั้นดีที่แกะสลักลวดลายงดงาม แต่ความพิเศษของพัดเล่มนี้คือ นางได้ซ่อนใบมีดไว้ที่ด้ามจับและในก้านพัดยังมีเข็มเงินอาบพิษฝังไว้ในนั้นอีกด้วย เพียงแค่กดสลักกลไกที่ด้ามพัดใบมีดที่ซ่อนอยู่ก็จะยื่นออกมาจากตัวพัดทำให้ใช้เป็อาวุธแทนมีดสั้นได้
นอกจากมีดใบหลิวและพัดจีบอันนี้แล้วนางยังมีเข็มเงินอาบยาพิษไว้เป็อาวุธลับอีกด้วย พิษที่ใช้อาบเข็มเงินนี้เป็พิษที่นางปรุงขึ้นเอง
โฮก โฮก
เสียงร้องของเ้าเสืออ้วนตัวน้อยในวันวานที่วันนี้กลายเป็เสือหนุ่มตัวใหญ่ ที่มีความแข็งแรงและปราดเปรียว
ควับ! ควับ!
เสียงแส้หนังที่สะบัดออกไปตกกระทบพื้นเมื่อเสี่ยวไป๋สามารถหลบพ้นรัศมีของแส้ที่ถูกหวดออกไปได้
หลินเยว่ชิงและเสี่ยวไป๋กำลังฝึกยุทธอยู่ที่ลานสมุนไพร นางให้เสี่ยวไป๋ฝึกต่อสู้กับนาง นางสอนให้มันฝึกหลบเลี่ยงอาวุธและฝึกความเร็วในการตะปบเหยื่อของมัน
“เสี่ยวไป๋..เร็วกว่านี้อีก หากยังช้าอยู่พี่สาวจะหวดด้วยแส้จริงๆ น่ะ..นี้หนักพุงรึไงกันวิ่งให้เร็วกว่านี้อีก หาไม่พี่สาวจะลดเนื้อกวางย่างลงน่ะ” หลินเยว่ชิงใช้วิชาตัวเบาไล่หวดแส้ใส่เสี่ยวไป๋ เพื่อให้มันวิ่งให้เร็วกว่านี้
เยี่ยเหม่ยจียืนมองพี่น้องต่างสายพันธุ์กำลังฝึกวรยุทธที่ลานกว้างหน้าเรือน ศิษย์น้อยของนางนับว่าเก่งขึ้นมากแต่ก็ยังไม่มากพอ เด็กน้อยยังไม่รู้จักใต้หล้านี้ดีพอ นางต้องให้ศิษย์น้อยของนางเดินทางเพื่อฝึกฝนตนเองเสียแล้ว
หมู่มวลพฤกษาไหวเอนล่อลม เมื่อยามสายลมเย็นฉ่ำพัดผ่านมา กลางเก๋งเล็กข้างธารน้ำใสมีร่างเล็กบอบบางของดรุณีในชุดบุรุษกำลังนั่งอ่านตำราอยู่
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างแ่เบาแต่ว่ามั่นคงของผู้ฝึกวรยุทธเดินตรงเข้ามาหาร่างเล็กภายในเก๋ง อี้เหิงยื่นสาส์นที่เพิ่งได้รับมาจากเมืองหลวงให้ท่านหญิงน้อยของเขา
หลินเยว่ชิงเอื้อมมือเรียวขาวผ่องออกไปรับสาส์นมาจากองครักษ์หนุ่ม นางคลี่กระดาษแผ่นเล็กออกอ่าน แววตาของนางสั่นไหวเล็กน้อยคิ้วโก่งดังคันสรขมวดเป็ปมจนแทบจะผูกกัน
“เหิงเหิง..เราต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ”
“เกิดเื่อันใดหรือขอรับ?”
ร่างบางยื่นกระดาษแผ่นน้อยให้อี้เหิง องครักษ์หนุ่มอ่านข้อความในสาส์นด้วยสายตาเรียบเฉย แต่คิ้วเข้มของเขาขมวดเป็ปมอย่างกำลังใช้ความคิด
“ข่าวนี้เชื่อถือได้แค่ไหน” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามองครักษ์ของนาง เพื่อ้ายืนยันข้อเท็จจริงของข่าวสารนี้
“เชื่อถือได้ขอรับ..หน่วยข่าวของเราไม่เคยส่งข่าวสารที่ไม่มีมูลเหตุมาให้ ทุกอย่างล้วนมั่นใจแล้วจึงได้แจ้งแก่ท่านขอรับ..คุณหนูจะเดินทางเมื่อใดขอรับ?” อี้เหิงเอ่ยถามท่านหญิงน้อย เขาเห็นท่านหญิงใช้นิ้วเคาะโต๊ะที่นั่งอยู่เบาๆ หากเมื่อใดที่ท่านหญิงใช้นิ้วเรียวสวยนั้นเคาะโต๊ะแล้วแสดงว่ากำลังคิดวางแผนสิ่งใดอยู่
“อีก 3 วัน..ข้าจะไปบอกอาจารย์ก่อน” สิ้นเสียงกล่าวร่างแน่งน้อยก็เดินไปหาอาจารย์ที่เรือนใหญ่ทันที
เยี่ยเหม่ยจีเห็นศิษย์น้อยของนางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าคร่ำเครียดทำให้นางอดแปลกใจมิได้ เด็กน้อยแก้มป่องตาโตเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนี้กลายเป็สาวน้อยงดงามไปเสียแล้ว ตลอดหลายปีที่อยู่ด้วยกันมา นางรักและผูกพันกับศิษย์น้อยของนางมากเปรียบดังมารดากับบุตรก็มิปาน ดูท่าทางศิษย์ของนางจะมีเื่ยุ่งยากใจเป็แน่
“อาจารย์..ศิษย์มาลาเ้าคะ..ที่บ้านของศิษย์เกิดเื่ จึงจำเป็ต้องกลับไปเ้าคะ” หลินเยว่ชิงก้มหน้ามิกล้าสบตาอาจารย์ของนางยามเอ่ยปากบอกกล่าว
เยี่ยเหม่ยจีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ศิษย์น้อยของนางยังไม่มีแผนจะกลับบ้านของตัวเอง่นี้ แต่ว่าวันนี้มาหานางเพื่อจะลากลับบ้าน คงเป็เื่ร้ายแรงมากกระมังถึงได้กลับกระทันหันเช่นนี้ เอาเถอะ คนเรามีพบก็ต้องมีจาก ถึงจากกันแล้วใช่ว่าจะมิพบกันอีกซะเมื่อไหร่
“อาจารย์รับรู้แล้ว..เสี่ยวชิงก็ระวังตัวตอนเดินทางด้วยล่ะ..ก่อนไป อาจารย์ว่าเ้าทำอะไรซักอย่างกับรูปโฉมตัวเองหน่อยเถิด..ความงามของเ้าฉายแววออกมาถึงเพียงนี้ อาจารย์เกรงว่าความงดงามนี้จะนำภัยมาสู่ตัวเ้าได้”
“เ้าคะ ศิษย์จะทำตามที่อาจารย์สอนสั่ง..เอ่อ.คือ..อาจารย์จะไปด้วยกันกับศิษย์หรือไม่เ้าคะ? ..ถือเสียว่าไปเยี่ยมเยียนท่านหมอจี้ก็ได้เ้าคะ” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามอาจารย์ของนาง นางหวังว่าอาจารย์หญิงจะกลับเมืองหนางเกิงไปกับนางด้วย
“ก็ดีเหมือนกัน อาจารย์เองก็มิได้เจอศิษย์พี่นานแล้ว ไปเที่ยวเล่นซักหน่อยก็ดีเหมือนกัน...แล้วจะเดินทางเมื่อใด”
“อีก 3 วันเ้าคะ” หลินเยว่ชิงเอ่ยตอบอาจารย์หญิงแล้วจึงขอตัวเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับเดินทาง
สามวันถัดมาหน้าเรือนไม้หลังงามกลางหุบเขา มีหนึ่งบุรุษและสามสตรียืนเตรียมพร้อมสำหรับเดินทาง สี่คนกับหนึ่งตัวก็เดินทางออกจากหุบเขาหมื่นพิษด้วยอาชาศึกสีนิลตัวเดิมที่เคยพาพวกเขามายังหุบเขาแห่งนี้เมื่อห้าปีก่อน
หลินเยว่ชิงใช้เวลาในการเดินทางสองวันจากหุบเขาหมื่นพิษมายังเมืองหน้าด่าน นาง้าม้าสำหรับทุกคนเพื่อการเดินทางกลับเมืองหลวงในครั้งนี้ นางคงต้องหยิบยืมม้าจากโรงเตี้ยมหย่งฟู่เสียแล้ว พวกนางเข้าพักโรงเตี้ยมหย่งฟู่หนึ่งคืนก่อนจะเดินทางต่อพร้อมม้าและเสบียงอาหารที่หยวนตงเตรียมไว้ให้
หลินเยว่ชิงในชุดบุรุษสีม่วงเข้มะโขึ้นหลังอาชาตัวใหญ่ด้วยท่วงท่าสง่างาม นางใช้ผ้าโปร่งบางสีดำปิดคาดใบหน้าส่วนล่างไว้และสวมหมวกสานใบใหญ่ที่ปกปิดลงมาจนถึงหน้าผาก เพื่ออำพรางรูปโฉมของนางจากสายตาของผู้คน ร่างแน่งน้อยกระทุงเท้าไปที่ท้องม้า ก่อนจะควบขี่อาชาศึกตัวใหญ่ออกจากเมืองหน้าด่านไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นควันปลิวตลบอบอวลตามแรงวิ่งของม้า เสียงดังลั่นของเกือกม้าที่ย่ำไปกับพสุธาบ่งบอกว่าผู้ที่ควบขี่เร่งรีบปานใด
การเดินทางกลับเมืองหลวงในครั้งนี้หลินเยว่ชิง้าใช้เวลาให้น้อยที่สุด อาชาศึกตัวใหญ่ที่วิ่งเต็มกำลังฝีเท้าไม่ได้หยุดพักมาหลายร้อยลี้เริ่มมีอาการเหนื่อยอ่อน
หลินเยว่ชิงชักอาชาให้ผ่อนฝีเท้าลงเพื่อหยุดพักริมแม่น้ำ เห็นทีนางคงต้องพักม้าอย่างน้อยหนึ่งวันเสียแล้ว มิเช่นนั้นนางคงได้เสียอาชาศึกพันธุ์ดีไปแน่ เสี่ยวไป๋เองก็ช่างแสนรู้ มันยอมติดตามนางมาอย่างง่ายดาย ฝีเท้าของมันก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าม้าพันธุ์ดีเลย
กว่าเจ็ดวันในการเดินทางจากชายแดนเหนือมาถึงเมืองหลวงแคว้นหลิน การเดินทางที่แทบจะไม่ได้หยุดพักเลยสร้างความเหนื่อยล้าให้ทั้งคนและม้า ตลอดทางที่ผ่านมาหลินเยว่ชิงสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้คนในเขตเมืองหลวง ชาวบ้านต่างปิดบ้านเรือนเงียบเชียบ จะมีบ้างที่ต่างจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสออกชาติครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กจึงชักม้าเข้าพักที่โรงน้ำชาสำหรับนักเดินทางแห่งหนึ่งก่อนถึงเมืองหลวงราว 50 ลี้
หลินเยว่ชิงเลือกโต๊ะตัวในสุดของร้านที่เป็มุมอับไม่ค่อยมีคนนั่ง ก่อนจะสั่งน้ำชาและขนมมาพอเป็พิธี เมื่อทั้งสี่ชีวิตนั่งลงแล้ว ทุกคนต่างเปิดโสตประสาทเพื่อลอบฟังการสนทนาของผู้คนในโรงน้ำชานี้
“จริงรึ? ..ที่ไท่จื่อและแม่ทัพหยางก่อฏ” เสียงเอ่ยถามจากชายรูปร่างท้วมผู้หนึ่งที่นั่งห่างจากโต๊ะของพวกนางราว 2 จั้ง
“ชู่ว! เบาๆ หน่อยสิ..เื่นี้เป็เื่ละเอียดอ่อนเ้าจะถามเสียงดังทำไม..ข้าก็ไม่รู้แต่ญาติของข้าที่เป็พ่อค้าอยู่ที่เมืองหลวงเล่าให้ฟัง..เห็นว่าตอนนี้ที่เมืองหลวงเข้มงวดกับการเข้าออกเมืองมาก..ข้าว่าเราอย่าเพิ่งไปเมืองหลวงตอนนี้เลยสถานะการณ์ไม่น่าไว้ใจ” ชายรูปร่างเตี้ยที่มีเคราหนาเอ่ยตอบสหายตน
“แล้วไท่จื่อจะก่อฏทำไม..ในเมื่อหากสิ้นฮ่องเต้ในรัชสมัยนี้ไป ยังไงบัลลังก์ก็เป็ของไท่จื่ออยู่แล้ว”
“ข้าก็ไม่รู้..ข้าก็ว่าเื่นี้มันแปลกๆ อยู่เหมือนกัน แต่ในเมืองหลวงมีข่าวลือออกมาแบบนี้ ..เฮ้อ! พวกเราแค่ชาวบ้านธรรมดาจะไปเดาใจพวกขุนนางได้อย่างไร..เลิกพูดเื่นี้กันเถอะ"
เสียงสนทนาในโรงน้ำชาก็ยังคงดังต่อไป หลินเยว่ชิงเริ่มมีแววตามืดครึมเมื่อได้ลอบฟังบทสนทนาจากชายโต๊ะข้างๆ ร่างเล็กเผลอปล่อยจิตสังหารออกมาแค่แวบเดียวก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยเหมายจีให้ติดจะแปลกใจกับอาการของศิษย์น้อยของนาง เด็กสาวผู้นี้เป็ใครกันเหตุใดเมื่อฟังเื่ในรั้วในวังถึงได้แสดงความเดือดดาลออกมาเช่นนี้
“ไปกันเถอะ” หลินเยว่ชิงเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
“คุณหนูจะเข้าเมืองหลวงเลยรึไม่ขอรับ?” อี้เหิงเอ่ยถามท่านหญิง ดูเหมือนว่าสถานะการณ์ตอนนี้จะร้ายแรงกว่าในจดหมายที่แจ้งพวกเขาไปก่อนหน้านี้
“ยังก่อน..เรากลับไปปรึกษาเื่นี้กับท่านอาควนก่อน..หากเป็เช่นที่ชายผู้นั้นกล่าวมา ข้าเกรงว่าตอนนี้ประตูเมืองหลวงคงมีแต่ทหารของพวกมันคุมไว้หมดแล้ว..ไปที่ค่ายลับก่อน” หลินเยว่ชิงตอบกลับองครักษ์หนุ่ม นางคิดว่าตอนนี้คงเข้าเมืองลำบาก หากนางแสดงฐานะที่แท้จริงมิแน่ว่านางอาจจะถูกกักตัวไว้แน่ ตอนนี้นางยังไม่รู้ถึงสถานะการณ์ที่แน่ชัดภายในเมืองหลวง ทางที่ดีการกลับมาของนางครั้งนี้อย่าเปิดเผยให้ใครรู้เลยจะดีกว่า
อาชาสีนิลสี่ตัวห้อตะบึงไปยังเขตป่าอาถรรพ์ที่อยู่ทิศอุดรของเมืองหนานเกิง หลินเยว่ชิงใช่เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงป่าอาถรรพ์แล้ว บรรยากาศโดยรอบของป่าชวนให้หวาดกลัวนัก ป่าที่มืดสลัวแม้แต่ยามกลางวัน หมอกจางๆ ที่ล้อมรอบผืนป่าไว้ นางหันไปมองอี้เหิงอย่างพอใจ นี้คงเป็ฝีมือค่ายกลลวงตาของอี้เหิงเป็แน่
เยี่ยเหม่ยจีที่ตามมาเงียบๆ ตลอดทางให้อดเอ่ยถามศิษย์น้อยของนางมิได้ มิใช่ว่าศิษย์ของนางจะกลับบ้านรึ? เหตุใดถึงมาที่ป่าน่ากลัวนี้ได้ “เสี่ยวชิง..ไหนเ้าบอกว่าจะกลับบ้าน..แล้วเ้ามาทำอะไรที่ป่าแห่งนี้?”
หลินเยว่ชิงได้ฟังคำถามของผู้เป็อาจารย์ นางได้แต่ส่งยิ้มเจื่อยอย่างรู้สึกผิดภายใต้ผ้าคลุมปิดหน้าไปให้ “ศิษย์จะเล่าทุกอย่างให้อาจารย์ฟังทีหลังเ้าคะ..แต่ตอนนี้เราเข้าไปข้างในป่าก่อนเถิด”
เยี่ยเหม่ยจีได้แต่พยักหน้ารับในคำตอบของศิษย์ตน แต่นางก็ยังเคลือบแคลงใจในฐานะของศิษย์น้อยของนางอยู่ดี พวกนางศิษย์อาจารย์ไม่เคยสอบถามความเป็มาของกันและกัน เพราะให้เหตุผลว่าชาติกำเนิดหรือเื่ราวในอดีตใดๆ ล้วนไม่อาจทำให้ความเป็ศิษย์อาจารย์จบลงได้ นับแต่วันที่นางรับการคาราวะน้ำชาจากเด็กน้อยผู้นั้น นางก็ไม่ได้สนใจสิ่งใดอีก แค่เพียงศิษย์น้อยของนางเคารพในตัวผู้เป็อาจารย์เช่นนาง น้อมรับคำสั่งสอนจากนางแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ภูมิหลังใดๆ ล้วนไม่สนใจเพราะตัวนางเองในอดีตก็ไม่ได้สูงส่งอันใด
อี้เหิงชักม้าเดินนำทุกคนเช้าไปในป่าอาถรรพ์นี้ อาชาก้าวย่างอย่างมั่นคงไปได้ราวหนึ่งเค่อก็มาหยุดลงตรงพุ่มไม้ที่มีหนามก่อใหญ่
เสียงผิวปากเป็จังหวะสั้นๆ ดังขึ้นจากอี้เหิง เพียงชั่วอึดใจก็มีเสียงผิวปากแบบเดียวกันตอบกลับมา
ครืน ครืน
พุ่มไม้หนามแหวกออกพร้อมกับแผ่นหินหนาที่เคลื่อนตัวแยกจากกัน จนเห็นเป็ทางเข้าพอให้เกวียนคันเล็กวิ่งผ่านไปได้ หลินเยว่ชิงชักม้าเดินตามอี้เหิงไป แม้ที่นี้จะเป็ค่ายลับที่นางให้สร้างขึ้นแต่นางก็ไม่เคยมาเยือนเลยซักครั้ง นี้เป็ครั้งแรกที่นางมาที่นี้ในฐานะนายเหนือหัวของทหารทุกนายในค่ายลับแห่งนี้
ทางเข้าลับนี้เป็ซอกหินที่คล้ายกับทางเดินภายในถ้ำ เข้าไปได้ประมาณ 1 ลี้จะมีทางแยกอีกสามทาง ภายในทางลับจะมีกับดักซ่อนอยู่
เมื่ออาชาสีนิลสี่ตัวเดินไปถึงทางแยกแล้ว ร่างเงาสายหนึ่งพลิ้วกายออกมาจากเงามืด แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งอยู่เบื้องหน้าของหลินเยว่ชิง
“คาราวะ ท่านหญิงขอรับ..ยินดีต้อนรับกลับบ้านขอรับ” เ้าของเสียงกล่าวทำความเคารพหาใช่ใครที่ไหนแต่เป็อี้เหวินนั้นเอง
“ลุกขึ้นเถอะ เหวินเหวิน..ข้าคงมิได้ใช่งานท่านหนักเกินไปใช่หรือไม่”
“ไม่เลยขอรับ..เป็หน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว..เชิญด้านในขอรับ..ทุกคนกำลังรอท่านหญิงอยู่” สิ้นคำกล่าวอี้เหวินก็นำทุกคนเข้าไปในค่ายทันที
เมื่อเข้ามาสู่ ‘ค่ายหย่งเหลียน (กล้าหาญ ซื่อสัตย์) ’ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าร่างบางของหลินเยว่ชิง ทำให้นางยกยิ้มออกมาอย่างพอใจ ภายในค่ายมีเรือนไม้สามชั้นหลังใหญ่ห้าหลังใช้เป็ที่พักสำหรับทหาร มีเรือนใหญ่ที่สร้างไว้เป็ที่พักของนางยามมาเยี่ยมค่ายซึ่งอี้เหิงเป็คนดูแลเื่นี้ให้นาง มีโรงครัวขนาดใหญ่สองโรง มีห้องหนังสือและสวนดอกไม้ไว้สำหรับให้ทหารเ่าั้ใช้พักผ่อนคลายความเครียด ด้านหน้าเรือนพักเป็ลานฝึกขนาดใหญ่ห้าลานแบ่งเป็ ลานโล่งสำหรับฝึกแปรทัพ ลานฝึกธนู ลานฝึกทหารม้า ลานฝึกประลองฝีมือ และลานฝึกฝ่าด้านค่ายกลต่างๆ เรียกได้ว่าค่ายทหารลับของนางคล้ายค่ายฝึกองครักษ์เงาหรือนักฆ่ามากกว่าค่ายทหารเสียอีก โดยรอบนอกของป่าอาถรรพ์จะมีจุดสังเกตุการณ์อยู่รอบๆ ป่า เพื่อตรวจหาผู้บุกรุก
เสียงอาวุธปะทะกันดังแซ็งแซ่ไปทั่วค่าย ทหารหลายพันนายกำลังฝึกซ้อมกันอยู่ ทหารทุกนายในค่ายของนางล้วนแล้วแต่เป็คนที่ไม่มีพันธะใดๆ เหตุที่นางต้องเลือกคนเหล่านี้มาเพราะว่าหากเป็ผู้ที่มีครอบครัวหรือคนรักอยู่เื้ั หากถูกศัตรูจับตัวไปแล้วทรมานหรือนำครอบครัวมาข่มขู่ คนเหล่านี้มีโอกาสจะทรยศหักหลักพวกพ้องได้มากกว่าคนที่ไม่มีใครให้ห่วงเลย
หลินเยว่ชิงพลิ้วกายลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม นางผินหน้ามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินตามอี้เหวินไปที่เรือนไม้หลังใหญ่หน้าลานฝึก ชั้นสองของเรือนหลังนี้ตรงกลางจะเปิดโล่งทำให้มองเห็นลานฝึกชัดเจน ตรงลานโลงชั้นสองของเรือนมีเก้าอี้ตัวใหญ่และโต๊ะน้ำชาตั้งอยู่ติดกับระเบียงโดยหันหน้าไปที่ลานฝึก
ทันทีที่เท้าน้อยๆ ของหลินเยว่ชิงก้าวขึ้นไปที่ชั้นสองนั้น เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นเสียงคุกเข่าดังสนั่น เสียงชายอาภรณ์ที่สะบัดดังพรึบพรับอย่างพร้อมเพรียงจากคนที่รอนางอยู่แล้วบนชั้นสอง พร้อมคำกล่าวทำความเคารพดังกึกก้อง
“คาราวะ ท่านหญิงขอรับ!!” เสียงเอ่ยทำความเคารพจากหลี่ควนและทหารอีกสิบนาย
หลินเยว่ชิงกวาดสายตามองทุกคนช้าๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหาหลี่ควน
“ทุกคนลุกขึ้นเถอะ..ท่านอาลุกขึ้นเถอะเ้าคะ” ร่างบางกันไปบอกนายทหารเ่าั้ให้ลุกขึ้น พร้อมกับเข้าไปจับประคองหลี่ควนให้ลุกขึ้น
หลี่ควนมองท่านหญิงน้อยของเขาด้วยสายตาเทิดทูล ท่านหญิงเติบโตขึ้นมากจริงๆ ทั้งท่วงท่ายังองอาจสง่างามเหมือนหวางเย่ไม่มีผิด ดวงตาเหยี่ยวที่ถอดแบบของหวางเย่ออกมาเมื่อปรายตาไปที่ใดทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ได้เลยทีเดียว
“ท่านหญิงเชิญทางนี้ก่อนขอรับ..ข้าน้อยจะแนะนำท่านหญิงให้ทหารเหล่านี้ได้รู้จักนายของตน.. ถึงบางคนจะเคยพบท่านหญิงมาแล้วเมื่อกาลก่อน” หลี่ควนพูดพร้อมกับผายมือให้ท่านหญิงเดินไปหยุดตรงระเบียง
หลินเยว่ชิงยังคงไม่ได้ปลดผ้าคาดหน้าออก นางมองภาพลานฝึกเบื้องหน้าด้วยสายตานิ่งงัน เสียงกลองดังขึ้นเป็จังหวะสัญญาณ ครู่ต่อมาทหารทุกนายก็มารวมตัวกันที่ลานตรงหน้าเรือน ทหารเ่าั้เข้าแถวอย่างเป็ระเบียบ เสียงหลี่ควนประกาศก้องดังลั่นลานฝึก
“ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของพวกเ้าตอนนี้คือนายเหนือหัวของพวกเ้า ท่านหญิงหลินเยว่ชิง”
สิ้นเสียงของหลี่ควน เสียงคุกเข่าดังลั่นตามมาด้วยเสียงถวายความเคารพ “คาราวะ ท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้น” เสียงหวานใสจากร่างแน่งน้อยตอบกลับด้วยพลังลมปราณทำให้เสียงดังก้องลานฝึกขนาดใหญ่ที่มีทหารอยู่นับหมื่น “ข้าผู้เป็ท่านหญิง รู้สึกเป็เกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่เหล่าทหารกล้าทั้งหลายยอมรับข้าเป็นายเหนือหัว..แต่ข้ามิได้้าให้พวกท่านมาปกป้องข้า สิ่งที่พวกท่านต้องปกป้องคือแคว้นหลินแห่งนี้ และราชวงศ์หลินมิให้เสื่อมสลายไปตามปณิธานของบิดาข้า ฉีหวางหลินเฟยหลิง พวกท่านต่างก็เคยเป็ทหารร่วมรบกับบิดาข้ามาก่อน ข้าอยากให้พวกท่านช่วยสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาข้าไปด้วยกันกับข้า…ข้าไม่มีชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ มอบให้พวกท่าน ข้ามีเพียงคำว่าครอบครัวที่จะไม่มีวันทิ้งพวกท่านไว้เื้ัและจะไม่มีวันทรยศต่อพวกท่านเช่นกัน เพราะฉะนั้นเรามาปกป้องแคว้นของเราจากพวกทรราชไปด้วยกัน”
สิ้นเสียงก้องกังวานใสของท่านหญิงแห่งจวนฉีหวาง เสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมของเหล่าทหารกล้าก็ดังก้องค่ายลับแห่งนี้ หลินเยว่ชิงยืนมองภาพเบื้องล่างด้วยสายตาเ็าเมื่อเล็กกำแน่นอย่าง้าสะกดกลั้นโทสะ ยังก่อนนางจะใจร้อนไม่ได้ เดียวงูจะตื่นซะก่อน งูพิษพวกนี้นางต้องตีมันให้ตายในครั้งเดียวและจะขุดหลุมฝังกลบไม่ให้มันได้ผุดได้เกิดอีกเลย
********
[1] ยาโถว คือ เด็กผู้หญิง เด็กน้อย
[2] เสี่ยวกูเหนียง คือ แม่นางน้อย
[3] มู่ตานฮวา คือ ดอกโบตั๋น
ติดตามตอนต่อไป ได้ในแบบรูปเล่มและอีบุ๊คทาง meb นะคะ