นรินทร์มองสัญญาณไฟแดงด้านนอกพร้อมกับหยุดรถก่อนจะละสายตามองหน้าจอดิจิตอลในรถที่บ่งบอกว่าเธอขับรถมากว่าครึ่งทางแล้วและเดินทางอีกราวหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงบ้านสวนของมารดาที่อยู่ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ใกล้น้ำตกเอราวัณ
ก่อนจะเงยหน้ามองถนนเมื่อเหลือบไปเห็นสัญญาณไฟเปลี่ยนจากแดงเป็เขียวเท้าเล็กเหยียบคันเร่งอย่างแรงเพื่อออกตัวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ว่ามีรถบรรทุกคันใหญ่พุ่งตรงมาทางเธอด้วยความเร็วไร้การเบรกชะลอ
โครม!!!!
เอี๊ยดด
ปัง ปัง โครม!!
เสียงวัตถุชนกันดังสนั่นสี่แยกพร้อมกับดันรถเก๋งของหญิงสาวไปชนรถคัน อื่น ๆ ที่อยู่ฝั่งชายของเธอจนไปสุดที่เกาะกลางอีกฝั่ง
ร่างเล็กกระเด็นไปตามแรงกระแทกดวงตากลมรินมองทุกอย่างราวกับเห็นภาพช้า เศษกระจกมากมายแตกกระจายผ่านหน้าของเธอไปส่วนหูก็อื้อแทบไม่ได้ยินเสียง ร่างกายของเธอแทบจะไม่รับรู้ถึงความเ็ปสิ่งเดียวที่เธอรับรู้คือร่างของเธอหมุนคว้างราวกับนั่งอยู่บนเครื่องเล่นในสวนสนุกพร้อมกับที่น้ำตาไหลลงมาเื่ราวมากมายในวัยเด็กจนถึงปัจจุบันแล่นเข้ามาในหัวราวสายน้ำก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง
แม่..รินขอโทษแมะ...
ส่วนกรที่ออกไปรับลูกสาวก็อารมณ์เสียกับการจราจรที่ติดขัดแล้วยังเกิดอุบัติเหตุกักพวกเขาอยู่บนถนนนานกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะหลุดออกมาได้ก็กินเวลาไปนานนับชั่วโมงทั้งที่ปกติใช้เวลาไปกลับจากโรงเรียนของลูกสาวเพียงครึ่งชั่วโมง
เมื่อกลับมาถึงที่บ้านสีหน้าของกรก็ต้องเคร่งเครียดอีกครั้งเมื่อรถยนต์คันเล็กของหญิงสาวไม่ได้อยู่ด้านในโรงจอดรถอย่างที่ควรจะเป็ใบหน้าเข้มหันไปมองทางประตูบ้านทันทีพบว่ามันปิดเงียบก่อนจะตัดสินใจวิ่งลงจากรถทิ้งลูกสาวและสตาร์ทรถข้างเอาไว้ไปด้านในทันที
“รินรินอยู่ด้านในไหม”
ชายหนุ่มเอ่ยเรียกไปอย่างนั้นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าในบ้านไม่มีใครอยู่ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วกดโทรหาหญิงแต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งคนปลายสายก็ไม่มีทีท่าว่าจะกดรับ จนเขาอดร้อนใจไม่ได้ในเมื่อโทรหาคนตัวเล็กไม่รับชายหนุ่มที่ตอนนี้รู้สึกไม่ดีจึงตัดสินใจโทรหาพ่อตาทันที
“คุณพ่อครับเจอรินไหมครับ”
น้ำเสียงร้อนรนเอ่ยออกมาทันทีหลังอีกฝั่งรับสายทว่าใบหน้าของเขากลับต้องซีดเผือด เมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาว่า ั้แ่ที่เขาถึงบ้านยังไม่เจอใคร ทั้งยังถามกลับมาว่ารินไปหาพวกเขาหรือ
ตอนนั้นในหูของเขามันอื้อไปหมดพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวกัดกินในใจ ก่อนจะกดวางสายโดยไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายว่าหากอีกคนไปหาอย่าลืมโทรกลับมาบอกเขา
“ไปไหนนะรินทำไมไม่บอกกันก่อน”
ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาก่อนจะลองกดโทรหาเธออีกครั้งและครั้งนี้ก็ยังเป็เหมือนเดิมที่เธอไม่รับสายเขา
“คูณพ่อออน้องพริ้มยังอยู่ในรถนะคะ คูณพ่อออ”
กรเงยหน้ามองลูกสาวที่กดลดกระจกแล้วะโออกมาจากรถก่อนจะเหลือบไปเห็นเพื่อนบ้าน ที่ยืนมองเขาอยู่ในโรงรถ ก่อนจะละสายตาไปมองลูกสาว
“ขอโทษครับพอดีน้ารินไม่อยู่บ้านพ่อเลยห่วง”
เขาเอ่ยขอโทษลูกสาวพร้อมกับวิ่งกลับไปที่รถเพื่อเปิดประตูเอาลูกสาวออกมาทว่าในขณะที่เขากำลังโน้มตัวเข้าไปในรถเพื่อปลดล็อคที่นั่งของลูกสาวโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเก่งก็ดังขึ้นมา
ด้วยคิดว่าเป็หญิงสาวที่โทรกลับมามือใหญ่จึงผละออกไปแล้วล้วงเข้าไปในกางเกงอย่างเร็ว ก่อนจะเผยยิ้มกว้างเมื่อเป็เบอร์ของคนที่รอโทรกลับเข้ามาอย่างที่คิด
“รินรินอยู่ไหน ออกไปทำไมไม่บอก”
“เออสวัสดีครับ”
มือสากยกโทรศัพท์ออกห่างจากหูก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อเบอร์ที่เข้ามาเป็เบอร์ของคนรักของเขาแต่กลับเป็เสียงผู้ชายที่พูดสายกับเขา
“คุณเป็ใครกันเอาเบอร์แฟนผมโทรมาได้ไง”
“จจะ จากที่ไหนนะครับ”
เสียงสั่นขาดห้วงเอ่ยถามย้ำปลายสายอีกครั้ง หลังได้ยินในสิ่งที่ไม่คาดฝัน
“กกะกู้ภัยเหรอครับ”
ราวแขนขาของแขนเขาอ่อนแรงไร้กำลังร่างสูงใหญ่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นถนนหน้าบ้าน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม
“คุณพูดใหม่พูดใหม่อีกที ใครรถคว่ำ!!” เสียงทุ้มเข้มขึ้นพร้อมถามย้ำปลายสายอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
‘รินรถคว่ำรินรถคว่ำ’
ราวกับว่าหูของเขาดับไม่อาจได้ยินเสียงใดอีกนอกจากคำพูดของกู้ภัยที่บอกว่ารินรถคว่ำจนได้ยินเสียงลูกสาวร้องไห้
“คุณพ่อคุณพ่อออ ฮือออ น้องพริ้มกลัววว ฮืออคุณพ่อออ”เด็กหญิงตัวน้อยร้องออกมาเสียงดังด้วยความใหลังเห็นพ่อขอตัวเองทรุดตัวลงไปกับพื้นข้าง ๆ พร้อมร้องไห้ออกมาต่อหน้าต่อตาเธอ
“น้องพริ้มอึกน้องพริ้ม”
“คุณกรเป็อะไรหรือเปล่าครับ!!”
พายัพที่มองสองพ่อลูกอยู่นานวิ่งหน้าตั้งเข้ามาชายร่างสูงด้วยความใ หลังเห็นเพื่อนบ้านอยู่ดี ๆก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นท่ารวมถึงเด็กหญิงตัวเล็กก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน
“พายัพคุณพายัพช่วยผมที คุณช่วยผม พาผมไปโรงพยาบาลที รินฮึก รินรถคว่ำคุณพาผมไปหาเธอที”
“รินรถคว่ำเหรอครับ!!”
อาจารย์หนุ่มมองอีกคนที่พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาพร้อมลนลานพูดออกมา ก่อนจะเป็เขาที่อุทานออกมาด้วยความใในสิ่งที่ได้ยินไม่แปลกใจเลยที่อีกคนจะมีสภาพเช่นนี้
“คุณขึ้นรถเดี๋ยวผมไปด้วยขอผมไปปิดบ้านก่อน”
“ครับ”
ศิวกรขานรับพร้อมกับพาตัวเองขึ้นอย่างที่อีกคนบอกระหว่างนั้นมีสั่นเทาก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเลือกไปที่เบอร์ของพ่อตาเพื่อบอกกล่าวให้พวกท่านได้รับรู้ก่อนจะหันไปทางชายร่างสูงที่ขึ้นมานั่งตำแหน่งคนขับคู่เขาและมีผู้หญิงหน้าตาน่ารักอีกคนขึ้นมานั่งข้างน้องพริ้ม
“ผมพาเธอมาช่วยดูหลานหวังว่าคุณจะไม่ว่า”
“ขอบคุณมากนะครับ”
ตอนนี้นอกจากไปหานรินทร์เขาไม่สนจอะไรอีกแล้ว สิ่งเดียวที่้าคือขอให้เธอปลอดภัย
พวกเขาออกจากกรุงเทพก็เป็เวลาเกือบบ่ายสามแล้วตลอดการเดินทางคุณพ่อลูกหนึ่งเอาแต่เหม่อออกนอกหน้าต่าง ไม่พูดไม่จากท่าทางสงบนิ่งของเขาทำบรรยากาศในรถตึงเครียดอยู่ไม่น้อยแต่ยังดีที่พริ้มพราวเป็เด็กสดใส ร่าเริงยิ่งได้เจอเพื่อนใหม่ก็พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ก่อนจะหลับเมื่อถึงเวลานอนของเธอ
พวกเขาเดินทางชั่วโมงกว่าก็มาถึงโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางกรุงเทพฯ กาญจนบุรี กรพุ่งตัวลงไปทันทีที่รถจอดพร้อมกับอุ้มลูกสาวลงมาแล้วพาวิ่งไปที่ห้องผ่าตัดทันทีตามที่สอบถาม
และเมื่อไปถึงเขาก็เห็นร่างของพ่อตาแม่ยายเดินวนไปมาที่หน้าห้อง ถัดไปข้าง ๆก็เห็นเป็ญาติของหญิงสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลมาก
“คุณพ่อ”
“กร”
“รินรินเป็ไงบ้างครับ”
“พ่อไม่รู้พวกเราพึ่งมาถึงก่อนกรไม่นาน”
ประพนธ์ตอบคำถามลูกเขยด้วยน้ำเสียงสั่นติดร้อนรนไม่แพ้ชายหนุ่ม ทว่าท่าทางของเขากลับสงบนิ่ง และดูมีสติกว่าภรรยาที่เวลานี้นั่งอยู่ตรงเก้าอี้บีบมือ มองไปทางห้องผ่าตัดแล้วร้องไห้ออกมาไม่หยุด
ใบหน้าเครียดขึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหันไปทางหน้าห้องผ่าตัดเช่นเดียวกับแม่ยายก่อนจะภาวนาอ้อนวอนขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าอย่าได้พรากคนที่เขารักไปจากเขาอีกเลย
‘พิมพ์ผมขอร้องอย่าเรารินไปเลยได้โปรดนะพิมพ์ ผมกับลูกเสียคุณไปแล้วจะเสียรินไปอีกคนไม่ได้’