ตอนนี้เหลือ หวังเอ้อถง กับเพื่อนอีก ห้าคน ที่ยังคงยืนอยู่รวมกัน ซึ่งทั้งหมดต่างตกใจที่เห็น บอดี้การ์ด ตายเกลื่อนแบบนี้ แต่มีคนหนึ่งเป็นหนุ่มวัย 25 ปี แต่งชุดสูทสีขาว ไม่ได้ลงเล่นน้ำกลับไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ส่วนสาวๆ ทั้งแปด วิ่งหนีลงข้างล่างหมดแล้ว
“ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเรา หวังเอ้อถง นายคุยกับเขาเองนะ” สี่คนที่เหลือวิ่งลงไปชั้นล่าง ไม่อยากข้องเกี่ยวด้วย เหลือ หวังเอ้อถงกับเพื่อนชุดขาวอีกคน
“ แกคือ หยางเทียนใช่ไหม” หวังเอ้อถง เริ่มจำได้รีบเอ่ยทันที
“ ไม่เลว สมองแกยังจำฉันได้อยู่ รู้แล้วซินะ ว่าฉันต้องการอะไร”
“ ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับ น้องสาม แกหาเรื่องผิดคนแล้ว”
“ ต้องโทษที่แกเป็นลูกของ หวังอี้ชง”
หวังเอ้อถง เครียดจัด ไม่รู้จะเอ่ยอะไร แต่เพื่อนคนสุดท้ายเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“ หนึ่งร้อยล้านเหรียญ ฉันจะฆ่ามันให้”
“ ลู่ฉาน แน่ใจนัก หากว่านายทำได้ ฉันให้ 5 ร้อยล้านเหรียญเลย”
“ ตกลง”
ลู่ฉานค่อยๆ เดินเข้ามาหาหยางเทียน โดยที่ไม่ได้กลัวเกรงปืนที่อยู่ในมือของหยางเทียนเลย
ส่วนหยางเทียนเริ่มสัมผัสได้ถึง พลังของ ลู่ฉานผู้นี้
“ พวกแดนเซียนเทพยุทธ์?”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แกก็รู้เรื่องแดนเทพยุทธ์ด้วย คงรู้สินะ ว่าแก่กับฉัน มันคนละชั้นกัน”
“ แกมาจากสำนักใด?”
“ บอกให้ก็ได้ ก่อนที่แกจะตาย ข้าคือ เทพบุตรลู่ฉาน แห่งสำนักมโนรมย์ ลงนรกไปแล้ว จะได้จำเอาไว้ ว่าใครคือคนที่ฆ่าแก”
ลู่ฉาน ระเบิดพลังออกมา ร่างกายเหินลอยบนอากาศ หยางเทียนพบว่า ขั้นพลังวิญญาณระดับที่ 50 ซึ่งเหนือกว่าหยางเทียนมากนัก สามารถปล่อยพลังกดดันออกมา ทำให้หยางเทียนไม่อาจ ยกแขนขึ้นมาได้แม้แต่น้อย แล้วลู่ฉานก็นำพัดเหล็กออกมาจากแหวนมิติเช่นกัน แล้วสะบัด มีดเล็ก ที่ติดอยู่รอบพัด พุ่งเข้าใส่หยางเทียน ที่ไม่สามารถขยับได้ ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !! หยางเทียนถูกมีดปัก ไปเป็นสิบเล่ม กระเด็นไปติดผนังกำแพงดาดฟ้า เลือดไหลนองอย่างช้าๆ หมดแรงที่จะสู้
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า คราวนี้แกตายแน่ หยางเทียน ไม่ต้องห่วง พอแกตาย ฉันจะให้แม่กับน้อง เซ็นโอนคืนหุ้นให้ฉันมาทั้งหมดเอง แล้วน้องสาวคนสวยของแก ฉันจะจับใส่ชุดมัธยม มาคอยบีบนวดให้ฉันทุกคืนเลย”
“ อย่าลืมที่เราคุยกันไว้ล่ะ” ลู่ฉานหันมาเตือน
“ ไม่ลืมแน่นอน ไม่นึกเลย ว่านายจะมีพลังยุทธ์ด้วย นึกว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญธรรมดาเสียอีก”
“ สำนักของฉันก็สอนให้ชีวิต เริงสำราญบานหทัยแบบนี้แหละ ชีวิตจะได้ไม่น่าเบื่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ทั้นใดนั้นเอง ทั้งสองก็ได้ยินบทสวดแปลกๆออกมาจากปากของหยางเทียน ที่ก้มหน้ากลืนเลือด พูดออกมาด้วยเสียงก้องกังวานว่า
“ ข้าแต่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาลแห่งนี้ได้โปรดรับคำขอ ของข้าพเจ้าด้วย ข้าหยางเทียน ขออัญเชิญเทพพิฆเณศวร มอบพลังอันยิ่งใหญ่มหาศาล มาประทับร่างของข้าพเจ้าเทอญ โอม ศรี คะเนศายะ นะมะหะ โอมศรีคะเนศายะ นะมะหะ โอมคะเนศายะ นะมะหะ ”
ทันใดนั้นเอง ขาของหยางเทียนก็ค่อยแปรเปลี่ยนเป็นเท้าช้าง ทั้งสองข้าง มีดที่ปักอยู่ทั้งหมดกระเด็นออกมา
“ พลังเท้าคชสารหมื่นปี”
หยางเทียน หมุนตัวกางขาเป็นใบพัด พุ่งเข้าหา ลู่ฉานที่ยังตกใจไม่หาย แม้เอาพัดเหล็กออกมาสร้าง ม่านป้องกัน ก็ถูกทำลายสลายสิ้น แม้แต่พัดเหล็กกับ ร่างของลู่ฉาน ก็ถูก พลังเท้าช้าง ฟาดจนร่างเละ กลายเป็นเศษเนื้อ ไม่ถึง สามวินาที
หยางเทียนก็กลับร่างเป็นเหมือนเดิม
“ นึกว่าจะแน่” หยางเทียนมองสภาพของ ลู่ฉานที่เละเทะหมดกลายเป็นเศษเนื้อ หยางเทียนเดินเข้ามาหา หวังต้าถง ที่บัดนี้คุกเข่ายอมหยางเทียน ทุกอย่างแล้ว
รุ่งเช้าหยางเทียน ตามหาผู้บริหารของตระกูลหลิว ที่ถูกไล่ออกไปเมื่อห้าปีที่แล้ว
หลิวไห่เหยียน มีอายุห้าสิบปีแล้วแต่ยังคงแข็งแร็งอยู่ เมื่อห้าปีก่อน พอรู้ว่าฮูหยินใหญ่ กับ บุตรชาย เสียไปในอุบัติเหตุ แล้วหวังอี้ชงยึดอำนาจบริหารออกมาหมด
จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง แล้วกลับมาอยู่บ้าน ไม่ทำงานให้ที่ไหนอีกเลย
วันนี้หยางเทียนต้องการคนที่จะมาคอย ดูแลธุรกิจของตระกูลหวังต่อไป
“ คุณหยางเทียน คุณแน่ใจนะว่า คุณพบทายาทของคุณชายหวังคุน”
“ เสี่ยวหมิงตอนนี้ อายุได้ 5 ขวบแล้ว คุณหลิวควรจะไปพบเขา ผมอยากให้คุณหลิวกลับมาบริหารธุรกิจของฮูหยินใหญ่ ไม่ใช่ให้คนนอกมาครอบครองเช่นนี้”
“ หวังอี้ชงถือหุ้นใหญ่ ผมคงไปบริหารไม่ได้หรอก”
หยางเทียน นำเอกสารโอนหุ้น ของหวังต้าถง 15 % และของ หวังซานอีก 10%
ให้หลิวไห่เหยียนดู พร้อมกับใบคำฟ้อง หวังอี้ชง ให้ยกสมบัติให้ เสี่ยวหมิงกับแม่ อีก ประมาณ 30%
“ ลำพังแค่หุ้นแค่นี้ กับคำฟ้องที่ไม่แน่ว่าจะชนะหรือไม่ ยังไม่อาจโค่นอำนาจบริหารของ หวังอี้ชงได้แน่ ขืนฟ้องไปตอนนี้ คุณชิงสุ่ยกับ เสี่ยวหมิงอันตรายแน่”
“ ไม่ต้องห่วง วันนี้ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ผมแค่หวังว่า หากผมได้หุ้นของฮูหยินใหญ่คืนมาแล้ว หวังว่า คุณหลิวกับ ทีมจะมาช่วย เสี่ยวหมิงกับแม่”
“ ผมรับปาก แต่ผมขอถามหน่อย คุณทำแล้ว จะได้อะไรจากเรื่องนี้?”
“ ไม่ได้อะไร แค่แก้แค้นคนที่คิดร้ายกับครอบครัวผมเท่านั้น”
หยางเทียนกลับออกมาจากบ้านของ หลิวไห่เหยียน ก็มีสายโทรมาจากผอ.
“ ตอนนี้หวังซาน หายแล้ว และได้ หวังต้าถงร่วมมือกันเป็นพยานสองปาก ทางผู้กองฟางหัว มีหมายจับ หวังอี้ชงเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ยกกำลังไปที่อาคารหวังกรุ๊ปแล้ว แต่ว่าไม่เจอใคร จึงได้ทำการอายัดทรัพย์ทั้งหมดเอาไว้ ตอนนี้กำลังไปคฤหาสน์ตระกูลหวัง เธอรีบไปสบทบด่วน งานนี้พวกมันมีกองกำลังรบใต้ดินนับร้อย คิดว่าสองคนพ่อลูกนี่ คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่”
หยางเทียนบึ่งรถไปที่ คฤหาสน์ตระกูลหวังทันที แต่พอไปถึง ตำรวจที่นำกำลังมาเพียง ห้าสิบคน ถูกยิงตายเกลื่อน และผู้กองฟางหัว ถูกยิงบาดเจ็บ
“ เกิดอะไรขึ้นครับผู้กอง”
“ พวกมันมีกองกำลังติดอาวุธสงคราม พวกเราสู้ไม่ได้ ตอนนี้ขอกำลังเสริมแล้ว ไม่รู้ว่าจะทันหรือไม่ กลัวว่า พวกมันจะหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปเสียก่อน”
หยางเทียนส่งสัมผัสเข้าไปในบ้าน พบกองกำลังติดอาวุธหนัก ประมาณ 150 คน
มีหอคอยป้อมปืน อยู่สี่ทิศ ติดปืนกลหนักครบ หยางเทียนเข้าใจเลยว่าทำไมพวกตำรวจ ถึงบุกเข้าไปในบ้านไม่ได้
หยางเทียนนำขีปนาวุธ แบบพาดไหล่ออกมา และค่อยๆบรรจงยิงใส่ หอคอยป้อมปืนจุดแรกที่อยู่ใกล้ที่สุด ตูม !! หอคอยป้อมปืน พังทลายลงไปในพริบตา หยางเทียน ยังกระโดดข้ามรั้ว แล้วยิงใส่ไปอีกจุด ตูม !! แล้วก็ค่อยๆเล็งใส่ไปอีกสองจุด ไม่ช้า ป้อมปืนทั้งสี่ ก็ถูกทำลายลง
กองกำลังทหารใต้ดิน เห็นหยางเทียนบุกเข้ามาก็ตกใจ รีบสาดกระสุนใส่ทันที
หยางเทียน กลิ้งไปกับพื้น แล้วนำปืนกล เอ็ม 60 ออกมา แล้วอัดกระสุนออกมาใส่ไม่ยั้ง เปรียง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !! แต่ละคนที่โดนกระสุนอัดใส่ ต่าง กระเด็นหงายหลังตายสนิท หยางเทียน ไล่เก็บทหารใต้ดินชุดนี้ ทีละคนสองคน ที่แอบอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของคฤหาสน์ ไปอย่างช้าๆ ซึ่งด้านหลังคฤหาสน์ หวังอี้ชง อยู่กับ หวังต้าเปียวลูกชาย และกุนซือเสิ่น และ การ์ดส่วนตัวอีก สิบกว่าคน กำลังพูดคุยกันอยู่
“ บัดซบจริงๆ ไอ้ลูกเนรคุณ นี่มันกล้าเป็นพยาน เอาผิดตัวฉันเลยหรือนี่”
“ นายท่านตอนนี้ พวกเราไม่มีเวลาแล้ว รีบขึ้นเฮลิคอปเตอร์ หนีไปเกาะทะเลใต้ก่อนดีกว่านะครับ” กุนซือคู่ใจรีบเอ่ย
“ เฮ้ย..นึกไม่ถึงจริง ฉันจะมีวันนี้ ไปกันเถอะต้าเปียว” หวังอี้ชง ลุกขึ้นยืนด้วยสายตาที่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ รอโอกาสที่จะกลับมาใหม่อีกครั้ง แต่ทว่า หวังต้าเปียวที่ยืนอยู่ทางด้านขวา กลับเดินเข้ามาหาหวังอี้ชง แล้วใช้ปืนยิงอัดเข้าขมับขวาของผู้เป็นพ่อของตนเอง เปรี้ยง !! หวังอี้ชงตาเหลือกโพลงมองหน้าลูกชายด้วยความสงสัย แต่ว่าไม่มีโอกาสแม้แต่จะถาม วิญญาณถูกกระชากออกจากร่างไปในทันที
“ คุณชายใหญ่นี่คุณทำอะไรลงไป?” กุนซือเสิ่นเอ่ยด้วยความตกใจ
“ พ่อสำนึกผิด ที่ทำกับแม่ใหญ่กับน้องสี่ จึงได้ฆ่าตัวตายตามไป ฉันไม่เกี่ยวข้องด้วย หยางเทียนมันแค่ต้องการสมบัติของแม่ใหญ่คืน ฉันจะโอนคืนให้มันทั้งหมด แต่การค้ายากับพวกใต้ดิน ฉันจะครองอำนาจแทนท่านพ่อ กุนซือเสิ่น รู้ใช่ไหมควรทำอย่างไร”
กุนซือเสิ่นเห็น บอดี้การ์ดทั้งหมด ปลดไกปืนเสียงดัง กริ๊ก พร้อมกัน กุนซือเสิ่นเลยรีบโค้งคำนับแล้วบอกไปว่า
“ เข้าใจแล้วครับ นายท่าน”
“ ดีส่งข่าวบอกพวกเยอรมันด้วย สมบัติใต้ดินที่ รพ.หัวเฉียวนั้นข้อตกลงยังเหมือนเดิม ตอนนี้ฉันพบทางน้ำใต้ดินแล้ว อีกไม่นานสมบัติโบราณจะเป็นของพวกเรา ทั้งหมด”
“ ครับนายท่าน” กุนซือเสิ่นโค้งคำนับอีกรอบ
จากนั้น การ์ดก็รีบเอาปืนของ หวังต้าเปียวมาถือ แล้วเอาผ้ามาเช็ดไว้ แล้วนำไปใส่มือขวาของ หวังอี้ชง จัดฉากว่าฆ่าตัวตายเอาไว้
หยางเทียนกับ ผู้กองฟางกับตำรวจเข้ามา ก็พบว่า หวังอี้ชง ตายไปแล้ว สอบถามทุกคนให้การตรงกันว่า หวังอี้ชงฆ่าตัวตาย จึงได้ควบคุม หวังต้าเปียวเอาไว้เพียงคนเดียว
“ เดี๋ยวก่อน” หยางเทียนขอคุยกับ หวังต้าเปียว สองต่อสอง
“ ฉันรู้ว่าแกต้องการทรัพย์สินของฮูหยินใหญ่คืน ฉันมีข้อเสนอ ฉันจะเซ็นโอนคืนหุ้นให้ทั้งหมด ไม่ต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินของฮูหยินใหญ่อีก แต่ขอให้ปล่อยฉันเป็นอิสระ” หวังต้าเปียวเอ่ยทันที
“ ง่ายดายอย่างนั้นเชียว”
“ ที่ผ่านมา พ่อเป็นคนที่ออกคำสั่ง ไม่ใช่ฉัน”
หยางเทียน คิดว่าเรื่องราวจบแบบนี้ก็น่าจะดี คิดว่าตัวการใหญ่ได้จบชีวิตไปแล้ว
ไม่ต้องมีการฟ้องร้อง สมบัติทั้งหมดก็คืนสู่ทายาทที่แท้จริง ก็เลยรับปากไปเหมือนกับอีกสองคนที่ยอมเป็นพยานให้
หยางเทียน จัดการภารกิจจบ ทางด้านของหลิวไห่เหยียนก็กลับคืนสู่ บริษัทหวังกรุ๊ปและพาทีมงาน ที่ลาออกกลับมาทำงานเหมือนเดิม น้าชิงสุ่ยกับเสี่ยวหมิง ก็กลับคืนสู่คฤหาสน์ตระกูลหวัง โดยมีคนเก่าแก่ของฮูหยินใหญ่กลับมาช่วยดูแล
หยางเทียนแม้ว่าจะจบภารกิจครั้งนี้แล้ว ก็ยังไม่วางใจ ยังบอกให้คนสะกดรอยตามหวังต้าเปียวต่อไป เพราะเชื่อแน่ว่า การตายของหวังอี้ชงนั้น ถูกหวังต้าเปียวจัดฉากแน่ๆ แต่ก็ไม่อยากคิดเลยว่า มันจะกล้าฆ่าพ่อแท้ๆ ของมันเอง
หยางเทียนยังให้ครอบครัวพักที่ เซฟเฮ้าส์ไปก่อน เพราะไม่อยากให้ทุกคนมาเสี่ยงอีก วันนี้อาเปียวเอาลูกหมาพันธุ์ ไซบีเรียนฮัสกี้ วัยเพียง 1 เดือน มาเป็นเพื่อนเสี่ยวหลาน เสี่ยวหลานตั้งชื่อด้วยตัวเองว่า เสี่ยวหลง
“ ชื่อคนกับชื่อหมามันใกล้เคียงกันไปไหม” หยางเทียนเอ่ยกับถิงถิง ที่มองเสี่ยวหลานวิ่งเล่นกับ เจ้าเสี่ยวหลงอยู่
“ ฉันบอกแล้ว ว่าให้ชื่ออื่น แต่เสี่ยวหลานไม่ยอม เห็นว่าจะพาไปนอนกอดด้วย”
หยางเทียนได้แต่พยักหน้า แล้วเข้าไปเล่นกับ เสี่ยวหลานและเสี่ยวหลง
ตอนเย็นวันเสาร์ หยางเทียนถูก เฟยหยานโทรเตือนเรื่องงานวันเกิดของพ่อเธอ หยางเทียนก็เกือบลืมไปเสียแล้ว เลยรีบขับรถทะยานออกไป พอไปถึงก็พบเฟยหยาน ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ ไปเอารถใครมาขับ”
“ รถผมเอง”
“ เชื่อตายละ นี่เธอหนีงานมาใช่ไหม ถึงได้เอารถลูกค้ามาได้เนี่ย” หยางเทียนเลยไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว
“ ไปกันเถอะ พ่ออยากพบเธอ รวมทั้งเพื่อนๆ ด้วย”
ในบ้านของ เฟยหยานเป็นบ้านขนาดกลาง มีพ่อกับแม่ มีพี่ชาย ที่เป็นตำรวจเหมือนกันกับพ่อ ชื่อ จี้เฉียนฟง ในงานมีแขกมาแค่ห้าหกสิบคนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย หยางเทียนถูกดึงมาหา ผู้กำกับจี้เฟิง พ่อของเฟยหยาน
“ คุณลุง คุณป้า” หยางเทียนแสดงความเคารพทั้งสองท่าน
“ จางเทียน อืม ยังเด็กอยู่เลยนะ คิดว่างานบอดี้การ์ดมันจะทำได้นานตลอดไปหรือไง ทำไมไม่คิดเรียนหมอต่อ ฉันจะช่วยเธอเองดีไหม”
“ ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ชอบการเป็นหมอแล้วครับ”
“ แล้วเธอจะเป็นการ์ดแบบนี้ได้อย่างไร แล้วจะปล่อยให้เฟยหยานบอกกับคนอื่นๆ อย่างนั้นรึ ว่ามีแฟนเป็นบอดี้การ์ด”
“ พ่อคะ อาเทียนเขายังไม่หายดี เขายังจำอะไรไม่ได้ จะให้กลับไปเรียนได้อย่างไร” เฟยหยานเห็นว่า พ่อชักเริ่มซักไซ้ หยางเทียนมากเกินไปแล้ว แต่หยางเทียนยิ้ม ไม่รู้จะตอบอย่างไร
“ แต่นี้มันจะสี่ปีแล้ว ลูกก็จะจบหมอแล้ว แต่ดูมัน ไปทำงานบอดี้การ์ด เกิดเป็นอะไรไป ลูกจะทำยังไง”
“ เขาไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” เฟยหยานรีบพาหยางเทียนออกมาจากโต๊ะไม่ให้คุยกับพ่อแล้ว กลัวว่าหยางเทียนจะไม่พอใจ
“ โทษนะ ที่พ่อถามเยอะไป”
“ ไม่หรอก คุณลุงเขารักเธอมาก ก็เลยถามมากหน่อย”
หยางเทียนถูกพา มานั่งโต๊ะเพื่อนสมัยมัธยม โดยที่หยางเทียนจำหน้าใครไม่ได้สักคน แต่มีคนเดียว ที่นั่งอยู่ด้วย คือหมอฉี ที่ถูกหยางเทียน ถีบเข้าที่หน้า หลังจากที่ทำท่าล่วงเกินเฟยหยาน
“ หมอฉี มาด้วยหรือครับ” หยางเทียนเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม
“ ฉันเป็นคนชวนเขามาเอง มีอะไรหรือเปล่า” หมวดจี้เฉียนฟง พี่ชายเฟยหยานเข้ามาร่วมโต๊ะด้วย มองหน้าหยางเทียน คล้ายไม่ค่อยพอใจเท่าไร
“ อาเทียน นี่พี่เฉียนฟง จำได้หรือเปล่า”
“ จำไม่ได้”
“ จำไม่ได้หรือว่าแกล้งจำไม่ได้กันแน่”
“ พี่ใหญ่” เฟยหยานเริ่มไม่สบายใจเท่าไร
“ จางเทียน ได้ข่าวว่านายติดคุกไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ออกมาได้ยังไงเนี่ย” เพื่อนชายสมัยมัธยม เอ่ยทักออกมา เพื่อนหลานคนที่นั่งอยู่ด้วย แสดงท่าทีดูถูกหยางเทียนที่เคยผ่านคุกตารางมาก่อน ไม่เหมือนพวกเขา ล้วนแต่ได้รับการศึกษาดีๆ เตรียมเป็นหมอ เป็นทนายความ เป็นวิศวกรเป็นต้น
“ เรื่องมันซับซ้อน ผมไม่อยากพูดถึง”
“ ฉันเป็นตำรวจ ฉันสืบมาแล้ว ว่านายหายสาบสูญไปแล้ว แล้วตอนนี้นายเปลี่ยนชื่อเป็นหยางเทียน เป็นตำรวจซะด้วย ฉันขอดูบัตรหน่อย ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
หมวดจี้เฉียนฟงคงรู้เรื่องจาก หมอฉีเพื่อนของเขาเรื่อง หยางเทียน
“ พี่ใหญ่ มาขอดูอะไรกันตอนนี้เนี่ย”
หยางเทียนยื่นตราตำรวจให้ตรวจสอบทันที
“ ยศร้อยเอกซะด้วย ทำมาเหมือนจริงๆ” หมวดจี้เฉียนฟงมองแล้วก็ยิ้มอย่างมั่นใจว่าหยางเทียนนั้น ปลอมแปลงตราตำรวจแน่ เพื่อนๆ ทุกคน รวมทั้งหมอฉี ต่างก็กระหยิ่มยิ้มย่อง คงมั่นใจว่า หยางเทียนเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบสองปีจะเป็นตำรวจได้อย่างไร เพราะขนาด จี้เฉียนฟง ซึ่งเรียนโรงเรียนตำรวจมา ทำงานมาแล้วสองปี อายุ 26 ปีแล้ว ยังเป็นได้ยศแค่ ร้อยตำรวจโทเท่านั้น
หลังจากตรวจสอบเสร็จ จี้เฉียนฟง ก็เหงื่อแตกพลั่ก มือสั่นมองหน้าหยางเทียนอย่างตกใจ แล้วรีบคืนบัตร แล้วทำท่าเคารพหยางเทียน แล้วเอ่ยว่า
“ ขออภัย ผู้กองด้วยครับ”
ทุกคนถึงกับสะดุ้ง ที่เห็นหมวดจี้เฉียนฟง ทำความเคารพแบบตำรวจกับหยางเทียน ซึ่งพ่อของเฟยหยานที่ได้ยิน ก็ขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย.......