ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 197 เผชิญหน้า

        เสียงของพ่อบ้านหวังดังเข้าไปภายในสวนเสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่สะท้อนไปมาอยู่นานแม้จะอยู่ห่างไกลมากก็ได้ยินอย่างชัดเจน

        ในขณะที่เข้าไปในสวนจิตวิญญาณของเว่ยหลงนำหน้าลึกเข้าไปแล้วเขาอยากรู้ว่าจะสัมผัสได้ถึงไอพลังคล้ายคลึงกับก่อนหน้านี้หรือไม่ทว่าหลังจากตรวจสอบไปครู่หนึ่งแล้วกลับไม่พบเจอสิ่งใดเลย

        “ท่านลุงหวังนี่เองเข้ามาเลย”

        ขณะนั้นเฝิงเป่าเป่าวิ่งเหยาะๆมาตรงหน้าพ่อบ้านหวัง และเดินนำพ่อบ้านหวังเข้าไปยังโถงใหญ่

        “ท่านลุงหวังมีธุระอะไรให้คนมาบอกก็พอแล้วทำไมต้องมาด้วยตัวเอง”

        เฝิงเป่าเป่าให้ความเคารพต่อพ่อบ้านหวังอย่างมากเฝิงเป่าเป่าเป็นคนนอบน้อมต่อผู้อาวุโส ให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโสเป็นอย่างแรก

        เฝิงเป่าเป่าและเฝิงเทียนคล้ายว่าเป็นคนที่พ่อบ้านหวังเฝ้าดูจนเติบใหญ่ ในใจของเขา พ่อบ้านหวังก็เหมือนกับพ่อคนหนึ่ง

        เมื่อเข้ามายังโถงหลักเฝิงเป่าเป่าให้พ่อบ้านหวังนั่งลงแล้วเดินไปนั่งข้างๆไม่สนใจพวกของเว่ยหลงเลยแม้แต่น้อย

        “ฮ่าๆต้องมีเรื่องอยู่แล้ว เพียงแต่ข้าต้องพามาด้วย ไม่อย่างนั้นพวกเขาไม่ยอม”

        พ่อบ้านหวังเหลือบตามองเว่ยหลงพลางกล่าว

        “นี่คือทายาทแห่งเจิ้นกั๋วกง‘เว่ยหลง’ พวกเจ้าน่าจะไม่ค่อยได้เจอกัน”

        “นี่คือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฝิงของข้าท่านชาย”

        พ่อบ้านหวังแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน

        “คารวะท่านชายไม่ทราบว่าท่านชายมาถึงที่นี่เนื่องด้วยเหตุอันใด”

        เฝิงเป่าเป่ากล่าวกับเว่ยหลง

        เว่ยหลงเดินเข้าไปนั่งข้างๆอย่างไม่เกรงใจ เฝิงเป่าเป่าไม่เหมือนกับเฝิงอี้เขาไม่ได้น่าเกรงขามมากพอที่จะให้ตนเองยืนอยู่ตรงนี้

        “ในเมื่อมาถึงแล้วข้าไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน เข้ามา”

        เว่ยหลงกล่าวเสียงเย็นจากนั้นผีซานก็เดินเข้ามาในโถง

        “บอกไป”เว่ยหลงกล่าวเสียงเรียบ

        ผีซานเหลือบตามองเฝิงเป่าเป่าและพ่อบ้านหวังเล็กน้อยเขาในตอนนี้กล้าหาญยิ่งกว่าก่อนหน้านี้มาก

        หนึ่งคือเว่ยหลงตอบรับให้เขาเข้าจวนอ๋องแล้ว สองคือ เฝิงเป่าเป่าไม่ได้น่าเกรงขามมากจนถึงขั้นที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้

        ก่อนหน้านี้ที่เขามาที่นี่โดยไม่สนใจความรู้สึกของเฝิงเป่าเป่าเลย

        “อู๋หมิงถูกสังหารโดยแขกที่คุณชายใหญ่รู้จัก”

        ผีซานกล่าวอย่างกล้าหาญ

        “เจ้าช่างกล้านักครั้งก่อนเจ้าคิดเข้ามาสังหารคนในสวนข้า ใครให้เจ้ากล้าขนาดนี้”

        เมื่อเห็นผีซานเฝิงเป่าเป่าก็โกรธแค้นขึ้นมาทันที โชคดีที่มีคนช่วยไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายมากขนาดไหน

        “ข้า...ข้ารับคำสั่งจากอู๋หมิง คุณชายใหญ่จะโทษข้าไม่ได้ และข้ายังโดนโจมตีอีกด้วย”

        ผีซานอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นเช่นกันมีเว่ยหลงคุ้มกันอยู่ทำให้เขายืนตัวตรงอย่างกล้าหาญ

        “อู๋หมิงตายไปแล้วไม่ใช่ว่าสมควรแล้วหรอกหรือ”

        “ใช่เขาตายหรือไม่ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลย แต่คนที่สังหารเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับบางอย่างของราชวงศ์ส่งตัวเขาออกมาดีกว่า!”เว่ยหลงเห็นว่ามีบางอย่างจึงกล่าวขึ้น หากหาตัวคนผู้นั้นเจอจริงๆแม้พ่อบ้านหวังอยู่ที่นี่ก็ขวางเขาไม่ได้

        หากพ่อบ้านหวังคิดขัดขวางก็ต้องทำให้เขาได้รู้ว่าใครที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงในเมืองชางฉง

        “ส่งตัวอะไร” เฝิงเป่าเป่าถามเว่ยหลงด้วยความสงสัย

        “เจ้ากล่าวอะไรแน่นอนว่าต้องเป็นมือสังหารอยู่แล้ว”

        “ข้าไม่รู้จักนี่!” เฝิงเป่าเป่าโบกมือ

        “ข้ายังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำทั้งเดือนที่ผ่านมานี้ข้าไม่ได้ออกจากที่นี่เลยพวกเจ้าเข้ามาหาข้าเพราะต้องการตัวใคร แล้วข้าจะไปหามาจากไหน”

        “บังอาจกล้าดีอย่างไรถึงกล่าวกับข้าเช่นนี้” เว่ยหลงเห็นเฝิงเป่าเป่าไม่ให้ความร่วมมือจึงโกรธขึ้นมา

        เขาเกลียดคนที่เล่นตลกกับเขาและยิ่งเป็นคนที่ไม่ชอบหน้ามาเล่นตลกกับเขา ปกติคงตายไปนานแล้ว

        “คุณชายใหญ่เชิญกล่าว”

        ทว่าตอนที่เว่ยหลงกำลังปะทุอารมณ์พ่อบ้านหวังที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้าให้เฝิงเป่าเป่าเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ

        เขาต้องการจะบอกเว่ยหลงว่าหากแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา แม้เฝิงเป่าเป่าไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่เหมือนท่านผู้นำตระกูลแต่เฝิงเป่าเป่าคือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฝิง ไม่ใช่ว่าใครก็คิดรังแกเขาได้ตามใจก่อนหน้านี้เขารับคำสั่งให้สั่งสอนพวกของเว่ยหลงได้ตอนนี้เขาก็สามารถสั่งสอนเว่ยหลงเพื่อปกป้องคุณชายใหญ่ได้เช่นกัน

        “ท่านลุงหวังข้าไม่รู้เลยจริงๆ ว่าท่านชายกล่าวถึงเรื่องอะไรเข้ามาหาข้าให้ข้าส่งตัวใครให้โดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ข้ารู้สึกว่าทำเกินไปหน่อย”

        “เจ้าเล่าต่อ”

        เว่ยหลงเห็นว่ายังทำอะไรไม่ได้จึงบอกให้ผีซานเล่าต่อไป

        ผีซานในตอนนี้ก็ไม่ยอมแล้วเช่นกันจึงกล่าวต่อ “มือสังหารคนนั้นรู้จักกับแขกของคุณชายใหญ่ ให้พวกเขาออกมาสิ”

        “หากว่าไม่รู้จักกันล่ะ” เฝิงเป่าเป่าถามผีซาน

        “ต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน”ผีซานกล่าวทันที

        “ในเมื่อต้องการความเป็นธรรมและราชวงศ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างนั้นก็เรียกพวกเขาออกมาเผชิญหน้ากันเลย”

        เว่ยหลงเห็นทั้งสองฝ่ายปะทะวาจากันจึงกล่าวออกมา

        “ในเมื่อเป็นความเห็นของท่านชายข้าต้องให้ความเคารพอยู่แล้ว”

        เฝิงเป่าเป่าปรบมือ

        แปะๆๆ

        หลังจากปรบมือสามครั้งเริ่นเสี้ยวเทียน เสิ่นเลี่ยน และเสิ่นเสี่ยวเม่ยจึงพากันเดินออกมาจากด้านหลังห้องโถง

        เป็นบุรุษสองสตรีหนึ่ง อายุยี่สิบปี สิบหกปี และสิบสองปีตามลำดับ

        เป็นบุรุษหนุ่มสองคนและเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

        พวกเขาเข้ามายืนอยู่ในห้องโถงทำให้เว่ยหลงมุมปากกระตุกเล็กน้อย

        สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เสิ่นเสี่ยวเม่ยนี่คือเด็กผู้หญิงที่ยังไม่โตทว่ากลับมีไอพลังขั้นราชันระดับสูงแผ่ซ่านออกมาจากร่าง

        “เจ้าอายุเท่าไร” เว่ยหลงถามเสิ่นเสี่ยวเม่ย

        “ไม่รู้หรือว่าไม่ควรถามอายุหญิงสาว”

        เสิ่นเลี่ยนกล่าวเสียงเย็นและเสิ่นเสี่ยวเม่ยก็ไม่ตอบคำถามเว่ยหลง

        “เจ้า...”

        เว่ยหลงโดนเสิ่นเลี่ยนตอกกลับด้วยวาจาเขายังไม่ทันได้บันดาลโทสะออกมา เฝิงเป่าเป่าที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับกล่าวขึ้นก่อน

        “ทั้งสามเชิญนั่งนี่คือทายาทแห่งเจิ้นกั๋วกง”

        พวกเริ่นเสี้ยวเทียนทั้งสามคนนั่งลงไม่มีใครแสดงความเคารพต่อทายาทแห่งเจิ้นกั๋วกงเลยสักคนเดียว

        “คือพวกเขา”

        ผีซานมองพวกเสิ่นเสี่ยวเม่ยพลางกล่าวก่อนหน้านี้เขาโดนเสิ่นเสี่ยวเม่ยโจมตีจนบาดเจ็บหนัก

        “เจ้าโดนนางโจมตีอย่างนั้นหรือ”

        เว่ยหลงถามผีซานอย่างไม่อยากเชื่อเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถสู้กับผู้แข็งแกร่งขั้นราชันระดับสูงสุดได้คิดอย่างไรก็ไม่น่าเป็นความจริง

        “ขอรับพลังของพวกเขาแปลกประหลาดมาก คล้ายกับมือสังหารคนนั้นและอายุของมือสังหารคนนั้นก็ไล่เลี่ยกับพวกเขาด้วยแม้แต่ขั้นจักรพรรดิยังสังหารได้และเขายังมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งซึ่งมีพลังขั้นจักรพรรดิเช่นกัน”

        ผีซานกล่าวทุกอย่างที่คิดไว้ออกมาทั้งหมดแล้ว

        “ความจริงอยู่ตรงนี้แล้วพวกเจ้ามีอะไรอยากบอกอีกไหม”

        เว่ยหลงหันไปถามพวกเสิ่นเลี่ยน

        “บอกอะไร” เริ่นเสี้ยวเทียนถาม

        “ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วก็ส่งตัวเขาออกมาแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า”

        “เจ้า? ไว้ชีวิตพวกข้า? มีสิทธิ์อะไร”

        เริ่นเสี้ยวเทียนถามต่อแน่นอนว่าพลังของคนผู้นี้แข็งแกร่งมาก แต่คนที่นั่งอยู่ข้างๆกลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ทำให้เขาไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังของตระกูลเฝิงอย่างแท้จริงว่ามิอาจดูถูกได้เลย

        “ไม่เข้าใจหรือไร ในเมื่อรู้จักกันก็ส่งตัวเขาออกมา”

        เว่ยหลงในตอนนี้พยายามควบคุมเพลิงโทสะของตนเองเอาไว้หากไม่ใช่เพราะพ่อบ้านหวังนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย เขาคงลงมือสั่งสอนคนเหล่านี้ให้หลาบจำไปนานแล้ว

        “เขาบอกอย่างไรก็จะให้เป็นอย่างนั้นหรือพวกข้าไม่รู้จัก”

        เริ่นเสี้ยวเทียนส่ายหัวพลางกล่าว

        “เจ้าอยากตายใช่ไหม”

        เว่ยหลงรู้ว่าเริ่นเสี้ยวเทียนไม่ให้ความร่วมมืออย่างแน่นอนจึงกัดฟันกล่าวอย่างพยายามข่มอารมณ์

        หากเป็นช่วงเวลาปกติต่อให้อีกฝ่ายมีสองชีวิตก็ไม่พอ

        แน่นอนว่าหากเป็นช่วงเวลาปกติเริ่นเสี้ยวเทียนคงไม่กล้าเย่อหยิ่งขนาดนี้กล้ากล่าวเช่นนี้กับผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับสูงคนหนึ่งน่าตื่นเต้นมากสำหรับเขา

        “ท่านชายน่าจะได้ยินชัดเจนแล้ว! พวกเขาไม่รู้จัก”

        ขณะนั้นพ่อบ้านหวังที่นั่งอยู่ข้างๆ มาตลอดพลันกล่าวขึ้นทำให้เว่ยหลงที่เพลิงโทสะกำลังพลุ่งพล่านต้องดับเพลิงโทสะเหล่านั้นไปทันที

        “เห็นได้ชัดว่าพวกเขาโกหก”เว่ยหลงกล่าวกับพ่อบ้านหวังอย่างไม่ยอมแพ้

        “หากข้าบอกว่าเขากำลังโกหกอยู่เช่นเดียวกันจะทำอย่างไร” พ่อบ้านหวังปรายตามองผีซานพลางกล่าวเสียงเรียบ

        “ข้า...เจ้า...”

        “ช่างเถอะท่านผู้นำบอกไว้แล้ว หากตรวจสอบแล้วไม่เจอสิ่งใดก็ควรกลับไปได้แล้ว”

        พ่อบ้านหวังลุกขึ้นยืนพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

        “ไปเถอะข้าออกไปส่งพวกท่านเอง”

        พ่อบ้านหวังกล่าวพร้อมเดินนำออกไปจากห้องโถง