วิฬาร์จัดขบวนรบแบบใหม่ที่ต่างจากของอาเมียร์ไม่มากแต่ทุกคนยืนห่างออกไปกว่าเดิมไม่น้อย ตัวชนหน้าสุดคือซิกมา มุเตา รุสโซส่วนแถวถัดมา คือธาร์ส เกออน ทันยา เบอร์เบิลและแถวสุดท้ายคืออรุณวดีกับอาเมียร์ที่เป็นสายสนับสนุนส่วนวิฬาร์ยืนฉีกออกมาอยู่หน้าซิกมาไปอีกที
จากนั้นก็เริ่ม
วิฬาร์พาพวกเขาเข้าไปเปิดหน้าชนมอนสเตอร์อย่างรวดเร็วสั่งการพลางลงมือเองด้วยความเร็วสูงจนคนทั้งปาร์ตี้ตามไม่ทันทำให้วิฬาร์ต้องลดความเร็วในการลงมือมาเกือบครึ่ง ทุกคนจึงตามจังหวะเขาไหว จากนั้นก็เร่งเครื่องไปยังมอนฯชุดถัดไปอย่างรวดเร็ว
การเข้าลุยในดันเจี้ยนไม่ใช่การตีฝ่าไปให้ได้ด้วยเวลาเร็วที่สุดแต่เป้าหมายคือการฆ่ามอนสเตอร์ให้ครบทุกตัวเพื่อเก็บเกี่ยวค่าประสบการณ์ดังนั้นปกติแล้วผู้เล่นทั่วไปจะไม่มานั่งอวดกันหรอกว่าทำเวลาได้ดีหรือแย่กว่ากัน
เพียงแต่ถ้าสำหรับยอดฝีมือแล้วเวลาของแต่ละคนนับว่าเป็นเงินเป็นทอง การอัปเลเวลได้เร็วกว่าคนอื่นก็เหมือนการเพิ่มข้อได้เปรียบของตัวเองทำให้การอัปเลเวลที่ใช้เวลาน้อยกว่านับเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือไปในตัว
ทั้งขบวนพุ่งชนมอนฯอย่างห้าวหาญ ฆ่ายังไม่ทันหมด วิฬาร์ก็ไปเปิดมอนฯ มาเพิ่มอีกชุด เจ้าตัวสู้พลางสั่งการอย่างถี่ยิบราวกับกำลังพากย์แข่งเรือยาวทุกการเคลื่อนไหวของคนทั้งปาร์ตี้ไม่มีหลุดรอดจากสายตาอันเฉียบคมของเขาเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ตัวเขาเองก็คอยทำหน้าที่ชี้นำและซ่อมเสริมตรงไหนที่ต้องโจมตีก็ระเบิดพลังนำทางไปให้ ตรงไหนที่ตั้งรับผิดจังหวะก็ซ่อมให้ประเดี๋ยวอยู่หน้า ประเดี๋ยวอยู่หลัง แวบไปแวบมาราววิญญาณมืด แม้ว่าเขาจะใช้ยุทธเวทเป็นหลักในการทำดาเมจแต่จุดอื่นก็ไม่มีบกพร่องทำเอาทั้งเก้าคนรู้สึกเดจาวูว่าเหมือนมีตัวเองอีกคนคอยทำหน้าที่แทนตัวเองอยู่ข้างๆตลอดเวลา
ทั้งเก้าคนต่อสู้ไปพลางก็เริ่มรู้สึกถึงความลื่นไหลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทุกการกระทำของพวกเขาคล้ายถูกบางอย่างชี้นำ ทว่าเป็นไปโดยธรรมชาติเหมือนกับเป็นสิ่งธรรมดาที่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างการยกช้อนตักข้าวเข้าปากความเร็วในการต่อสู้พลันยกระดับขึ้นอีกขั้น เป็นความพอดีอย่างถึงที่สุด
ทุกคนเร่งมือตีราวม้าป่าหลุดบังเหียนพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกอิ่มเอิบและความตื่นเต้นเร้าใจก่อตัวขึ้นยิ่งสู้ยิ่งรู้สึกลื่นไหลอย่างประหลาด ความซาบซ่านแผ่ไปทั่วสรรพางค์กายและในขณะที่บางคนกำลังจะทำเรื่องผิดพลาด วิฬาร์ก็จะโผล่มาข้างๆ ในพริบตากระซิบพลางเหนี่ยวนำการใช้ทักษะให้ตรงจังหวะและเหมาะสมกว่าเดิมเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นอีกหลายส่วน ก่อนจะหายหัวไปแล้วไล่กระทืบสัตว์อสูรหมูป่าจนคอหักเลือดสาดกระจายออกมาจนเปรอะไปทั่ว
ธาร์สที่คอยคุมเวทมรณอยู่ตรงกลางถึงกับคิดว่าต่อให้ตัดพวกเขาทั้งเก้าออกไปสองสามคนเวลาที่วิฬาร์พาคนที่เหลือฝ่าดันเจี้ยนจนจบ ก็น่าจะต่างจากพวกเขาทั้งเก้าไม่กี่วิ
จนกระทั่งบอสตัวที่สามซึ่งเป็นตัวสุดท้ายในดันเจี้ยนล้มลงทุกคนก็เหลือบมองนาฬิกาจับเวลาบนจอเอ็มเด็กซ์ของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงกัน
สามสิบห้านาทีห้าสิบสองวิ!
น้อยลงเจ็ดนาทีครึ่ง!
ทั้งๆที่เป็นการนำปาร์ตี้ครั้งแรก แต่กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาถึงขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าผลึกแห่งกาลเวลาที่เรียกว่าประสบการณ์นั้นมีความสำคัญขนาดไหน
และหากคำกล่าวที่ว่าความเร็วเป็นเรื่องของปีศาจเป็นเรื่องจริงทั้งเก้าคนคงต้องเปลี่ยนสรรพนามของวิฬาร์จากลูกพี่เป็นปีศาจแทน
ทุกคนรู้สึกพังทลาย
………………..
หลังจากจบดันเจี้ยนทุกคนก็หอบหนักกันตัวโยน เกิดความรู้สึกเหมือนเพิ่งพาตัวเองออกจากบ้านที่ไฟไหม้อะดรีนาลีนที่เพิ่งหลั่งหมดฤทธิ์ไปจนสิ้น ทำเอาสองสามคนถึงกับขาสั่น แต่ความสะใจกลับอัดแน่นเต็มอกเกออนกับซิกมาที่นั่งหอบอยู่ข้างกันถึงกับแอบซุบซิบว่าอยากลองอีกรอบทำเอาเบอร์เบิลที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบตะครุบปากทั้งสองเอาไว้ เพราะแค่ตอนนี้เขาหายใจแทบไม่ทันแล้ว
ส่วนวิฬาร์กลับไม่มีแม้อาการหอบเขาหันมาชี้จุดบกพร่องของแต่ละคนอย่างละเอียดยิบตั้งแต่เริ่มจนจบแทบจะทันทีเพราะกลัวว่าหากทิ้งไว้นาน ทุกคนจะลืมว่าเมื่อครู่ทำอะไรกันไปบ้าง
พอได้ยินเนื้อหาที่เขาพูดทุกคนยิ่งฟังยิ่งรู้สึกสลด เมื่อครู่ที่ทำตามคำสั่งของวิฬาร์นั้นครึ่งหนึ่งรู้สึกเหมือนฝันไป เพราะจดจำแทบไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรไปบ้างรู้แต่เพียงว่ามือเท้าเข่าศอกควรเหวี่ยงอย่างนั้น ควรเสกอย่างนี้ ส่วนไอ้ครึ่งที่จำได้แม้ตัวเองจะรู้ดีว่าทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็ไม่นึกว่าจะมีช่องโหว่มากมายขนาดนี้ ขนาดอาเมียร์เองที่ทำหน้าที่ฟื้นพลังเป็นหลักยังโดนเข้าไปไม่น้อยแต่ละคนเกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองส่งข้อสอบที่มีความมั่นใจว่าจะได้เจ็ดสิบคะแนนไปแต่พอครูเฉลย ถึงเพิ่งรู้ว่าแค่สามสิบคะแนนก็ยังทำไม่ถึง อเนจอนาถจนทนดูไม่ได้
“ทักษะสายสุคติเวทไม่ได้มีแค่บทฟื้นฟูเท่านั้นยังสามารถใช้เพื่อช่วยตัดจังหวะได้ด้วย คุณดูนี่…”วิฬาร์สั่งสลายปาร์ตี้ออกเพื่อจะได้โจมตีกันเองได้ แล้วเริ่มร่ายสุคติเวทสี่ห้าบทใส่ซิกมาที่ยืนอยู่ใกล้ๆทำเอาเจ้าตัวรับมือแทบไม่ทัน
เวทบทแรกชำระล้างจิตใจซิกมาจนขาวสะอาดร่างกายทรงตัวแทบไม่มั่น จากนั้นสาดเข้าไปอีกสองสามชุด ก็เกิดเป็นคอมโบพิสดารทำให้ซิกมามีอัตราการติดคริติคอลสูงขึ้น 20% เป็นเวลาห้าวินาทีจากนั้นพอจบการโจมตีไปอีกชุด ร่างกายเจ้าของโล่ยักษ์ก็สว่างโร่เป็นหลอดไฟสมองสั่งยกมือซ้าย ขาขวาดันถอยหลังแทน พอสั่งหมุนตัว ฝ่าเท้าก็แทบขึ้นมาก่ายที่หน้าผากทำเอาทุกคนหัวเราะกลิ้ง
และพอจบการสาธยายรายตัวไปแล้ววิฬาร์ก็อธิบายรวมๆ อีกรอบ
“การต่อสู้ร่วมกันไม่ใช่แค่ว่าพวกคุณต้องรู้จักลักษณะและรูปแบบของเวทมนตร์ที่ตัวเองใช้เท่านั้นแต่เป็นของเพื่อนร่วมทีมด้วยว่าจะส่งผลยังไง เพิ่มพลังให้พวกเรา หรือทำร้ายศัตรูอย่างเมื่อครู่ ถ้าอาเมียร์เริ่มร่ายสุคติเวทใส่มอนสเตอร์จนมันติดสถานะสับสนพวกคุณก็ควรจะรีบอัดสกิลโจมตีเข้าไปเพื่อเร่งทำดาเมจแต่คนอื่นที่มีสกิลประเภทนี้ก็ต้องเตรียมสกิลต่อเนื่องเอาไว้ใส่ต่อด้วยเพื่อเลี้ยงระบบการต่อสู้นี้ให้ไหลไปได้เรื่อยๆโดยเฉพาะเธอ อรุณวดี ที่มีสกิลบัฟเยอะเป็นรองจากสายนั้น แต่ทุกคนก็อย่าลืมเก็บสกิลใหญ่ๆที่มีคอมโบและดาเมจเยอะๆ เอาไว้ใส่ในเวลาจำเป็นด้วย อย่างตอนเจอบอสหรือเผื่อในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช้สักแต่ว่าเทๆ ลงไปต้องบริหารการใช้ทักษะให้เป็นระบบมากกว่านี้”
การบริหารสกิลและจับจังหวะการใช้เวทมนตร์นับเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ทัพทัณฑฆาตสอนให้พวกเขาเดิมทีทั้งหมดก็พอรู้จักเวทมนตร์ของคนอื่นอยู่แล้ว เนื่องจากในตอนฝึกแบบทีมจำเป็นจะต้องรู้จักสกิลของคนอื่นในระดับหนึ่ง ทว่าพอมาถึงวันนี้ที่ต้องเล่นด้วยจังหวะปีศาจของวิฬาร์มันก็ทำเอาสมองของพวกเขาลัดวงจร ไอ้ที่จำได้ก็ลืม ไอ้ที่เคยลืมดันจำได้ยิ่งใช้ยิ่งสับสน ความจริงแค่ยังใช้เวทของตัวเองให้ได้ก็ทำเอาแทบอ้วกแล้วถ้ายังต้องแบ่งสมองมาคิดถึงสกิลคนอื่นว่าจะลงอะไรก่อนหลังก็เกินตัวไม่น้อย
“แต่ผมเข้าใจว่าจังหวะวันนี้ของพวกเราเร็วเกินไปนิดเอาเป็นว่าเดี๋ยวครั้งถัดไปผมจะลดความเร็วลงอีกหน่อยพวกคุณจะได้ปรับตัวกันง่ายขึ้น ส่วนพวกคุณ ก็ลองเพิ่มการสื่อสารระหว่างกันดูลดการพึ่งพาการบัญชาการของหัวหน้ากลุ่มลง เพราะต่อให้เป็นผมเองก็อาจจะมีพลาดบางอย่างได้เหมือนกัน พยายามหาจังหวะที่พวกคุณเข้าขากันออกมาให้ได้การต่อสู้ใช่ว่าจะต้องเร็วที่สุดเสมอไป มันมีท่วงทำนองของมันอยู่แล้วไม่ต่างกับเพลงเพลงหนึ่งที่ไม่ใช่ว่าเร็วแล้วไพเราะ หรือช้าแล้วยืด แต่ลงตัวและนุ่มนวล”
ทุกคนซึมซาบคำสอนของวิฬาร์อย่างเข้าใจก่อนจะพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย
จากนั้นเขาก็ปล่อยให้ทั้งเก้าลองคุยกันเพื่อตกลงรูปแบบการใช้ทักษะวางลำดับก่อนหลัง แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกการต่อสู้จะวางรูปแบบทักษะล่วงหน้าได้แต่อย่างน้อยมีระบบให้เดินไว้บ้าง ก็ช่วยลดความปั่นป่วนในทีมไปไม่น้อย
เขายืนฟังพลางช่วยชี้แนะอยู่ข้างๆจากนั้นทุกคนก็เริ่มลงดันเจี้ยนใหม่อีกรอบเพื่อเก็บประสบการณ์ของกันและกัน
………………..
เนื้อหมูป่าเกราะหินถูกเสียบไม้แล้วหมุนอยู่เหนือกองไฟด้วยการควบคุมของวิฬาร์ทั้งเก้ามองดูหนังสีเหลืองอร่ามราวทองคำ และน้ำมันที่หยดลงมาทีละหยดอย่างหิวกระหายแค่หน้าตาของมันก็ทำเอาน้ำลายสอแล้ว ซ้ำยังมีกลิ่นหอมของเนื้อที่โดนย่างลอยเข้าจมูกอยู่ตลอดเวลาอีกพวกเขาจึงยิ่งมั่นใจว่ามันจะต้องอร่อยแน่
แต่ที่น่าเสียดายก็คือเบอร์เบิลเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์กินเพราะเขาเป็นคนเดาเวลาได้ใกล้เคียงที่สุด
“เอาล่ะเสร็จแล้ว”
เบอร์เบิลถูมือไปมาพลางเลียปากเขารับจานที่มีเนื้อย่างมาอย่างรวดเร็ว ใช้มีดส้อมหั่นออกมาชิ้นโต จากนั้นรีบใส่เข้าปากด้วยความดีใจท่ามกลางสายตาอิจฉาอีกแปดคู่แล้วกัดลงไป
เชี่ย!
ทั้งร่างสั่นสะท้านเหมือนโดนเวทมนตร์ผนึกการเคลื่อนไหวปุ่มรับรสทั้งหมดบนลิ้นสั่นสะท้านเหมือนถูกช็อตด้วยไฟฟ้ากำลังสูง มีเพียงสายตาที่เหลือบมองวิฬาร์อย่างหวาดหวั่นทำเอาเพื่อนใหม่ทั้งแปดมองด้วยความสับสน
ไอ้เนื้อนี่มันอร่อยถึงขนาดนั้นเลยหรอ?
อร่อยจนลืมหายใจ?มุเตานึก
เจ้าตัวมองเนื้อในมือของเบอร์เบิลอย่างอิจฉารู้งี้ คงเดาเวลาน้อยกว่านี้แต่แรกไปแล้ว
“กินเลยๆไม่ต้องเกรงใจ” วิฬาร์ยิ้มจนตาหยีเมื่อเห็นว่าเบอร์เบิลประทับใจรสมือเขาถึงขนาดนี้ จึงทำมือเป็นเชิงให้กินได้เต็มที่ทว่าหนุ่มสายมายาเวทกลับยังค้างอยู่ในท่าเดิมราวกับเป็นอัมพาต สมองลั่นอึงอลมือไม้ชาไปครึ่งซีก
เบอร์เบิลค่อยๆเคี้ยวอย่างเชื่องช้าเพราะใจหนึ่งไม่อยากจะกลืนมันลงท้องทว่าพอเคี้ยวได้อีกสามสี่คำรสชาติสุดห่วยแตกก็แพร่กระจายไปทั่วปากจนรู้สึกผิดต่อลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้มต้องรีบกลืนลงคอทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียด
“เป็นไงอร่อยดีมั้ย?”
เขาเหลือบมองวิฬาร์แล้วเสไปมองทางอื่นก่อนจะตอบอย่างตะกุกตะกัก
“อะ…อร่อยครับ” ในสมองเกิดความคิดนับสิบอย่างขึ้นมาปะปนกันมั่วไปหมดสายตาที่ก้มลงมองเนื้อชิ้นใหญ่บนจานเปลี่ยนจากความละโมบเป็นความหวาดกลัวคล้ายกับว่าสิ่งที่อยู่ในจานคือของอันตราย เจ้าตัวจึงหั่นเนื้อชิ้นต่อไปอย่างเชื่องช้าราวกับมีดในมือเปลี่ยนเป็นไม้บรรทัดแค่เนื้อคำเดียวกลับหั่นไม่ขาดสักที ทำเอาเพื่อนๆเริ่มโมโหที่เขาทำท่ายึกยักเพราะนึกว่าเบอร์เบิลแกล้งยั่วพวกตน
“อะไรเนี่ยนายจะกินก็กินสิ ยึกยักทำไม” ซิกมาบ่นงึมงำ
พอได้ยินเสียงบ่นทันใดนั้นเบอร์เบิลก็เหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไหวพริบระดับไอคิวสองร้อยยี่สิบพุ่งขึ้นมาในพริบตา
“อะแฮ่มในเมื่อนี่เป็นมื้อแรกที่ลูกพี่ทำให้ผม ผมจะใจดำไม่แบ่งเพื่อนๆ ได้ยังไงละครับ ผมแบ่งให้ทุกคนเลยแล้วกัน”เบอร์เบิลยื่นจานส่งไปให้อย่างยินดี
ซิกมาเห็นอย่างนั้นก็ไม่เกรงใจพูดขอบคุณเร็วรี่แล้วก็หั่นเนื้อไปคำใหญ่ ส่งเข้าปากในพริบตา
กึก!
เครื่องค้างไปอีกคนแล้ว
“เนี่ยนะคนเรา กินแล้วก็รีบๆ ส่งต่อสิยะ แกนี่” มุเตาตีมือซิกมาดังเพี๊ยะปลุกเขากลับมาโลกใบเดิม ก่อนที่เจ้าตัวจะคว้ามีดส้อมและจานมาจากซิกมา หั่นเนื้อทั้งหมดออกเป็นเจ็ดชิ้นแล้วส่งให้ทุกคนอย่างใจกว้าง
และเพียงพริบตาเดียวทั้งเจ็ดคนก็เครื่องค้างไปตามๆ กันอย่างพร้อมเพรียง
เอ้า! โน่น รุสโซถึงกับหน้าสั่นเลยทีเดียว
วิฬาร์ยิ้มอารมณ์ดี
ใครเดาเวลาถูกบ้าง ยกมือขึ้น อาหารร้อนๆ กำลังจะไปเสริฟคร้าบบบบ