สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 อาวุธกับผีสิ

        อันเจิงและพวกเพิ่งเดินออกจากประตูสำนักวรยุทธ์ชางไม่นานนักก็เห็นเด็กหนุ่มสีหน้าสุขุมมองพวกเขาอย่างเยือกเย็น

 

        ติงเซิ้นซา

 

        อันเจิงรู้ดีว่าติงเซิ้นซาจะทำอะไร เขาอยู่ในสำนักวรยุทธ์ชางเพื่อรอเจออันเจิงบนสนามประลองแต่ผลสุดท้ายอันเจิงกลับไม่ได้เข้าคัดเลือก ความโมโหที่ติงเซิ้นซาต้องอดกลั้นไว้นี้ไม่มีใครรู้ว่ามันจะดุร้ายมากเท่าไหร่

 

        “ที่แท้เจ้าก็เป็นพวกขี้ขลาด”

 

        ติงเซิ้นซามองอันเจิงแล้วพูดอย่างดูถูก“รู้ว่าข้ารอเจ้าบนสนามประลอง ฉะนั้นเจ้าเลยทำตัวเป็นเต่าในกระดอง?”

 

        อันเจิงยกยิ้ม “เป็นความรู้สึกที่อกแทบจะระเบิดเลยใช่หรือไม่เล่า?เจ้ารอทำให้ข้าอับอายต่อหน้าทุกคนบนสนามประลอง ผลสุดท้ายกลับไม่เป็นอย่างที่คิดมันเป็นความรู้สึกที่ทรมานสินะ”

 

        ติงเซิ้นซาเบ้ปาก “ข้าเคยบอกแล้วข้าจะทำให้เจ้าพ่ายแพ้ต่อหน้าทุกคน ให้คนในสำนักวรยุทธ์ชางและคนทั้งเมืองฟางกู้ได้เห็นว่าข้าติงเซิ้นซาแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก ฉะนั้นครั้งนี้ก็ถือว่าเจ้าหลบได้แต่ครั้งหน้าหลบไม่ได้แน่ ข้ารู้ว่าในสำนักวรยุทธ์ชางต้องตัดสินให้เจ้าเป็นคนไปร่วมงานเทศกาลใบไม้ร่วงแน่เพราะเจ้าคือคนสำคัญในสายพระเนตรราชา ข้ากำลังคิดว่า หากข้าโจมตีเจ้าจนยับเยินในงานเทศกาลใบไม้ร่วงต่อหน้าพระพักตร์ราชาเจ้าจะอับอายจนอยากตายหรือไม่?”

 

        “เจ้ารู้ความแตกต่างระหว่างเราสองคนหรือไม่?” อันเจิงถามขึ้น

 

        เขาชี้โรงน้ำชาที่อยู่ไม่ไกลจากสำนักวรยุทธ์ชาง“พวกเจ้าไปดื่มชาและกินอะไรรองท้องกันก่อนอีกเดี๋ยวค่อยไปกินข้าวที่ร้านเพื่อเป็นการฉลอง จริงด้วย...โซ่วโซ่ว เจ้ารับแทงพนันด้วยเลย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “พนันอะไร?”

 

        กู่เชียนเยว่มีสีหน้าสนุกสนานจากนั้นก็กระโดดแล้วตบหัวตู้โซ่วโซ่ว “โง่จริง พนันว่าใครจะชนะระหว่างอันเจิงกับเจ้าติงระยำนั่นไง”

 

        อันเจิงพับแขนเสื้อจากนั้นก็เดินไปด้านหน้าพลางพูดขึ้น “ความแตกต่างระหว่างเจ้ากับข้าอยู่ที่หากข้าอยากอัดใครก็จะไม่รอเวลา”

 

        สีหน้าติงเซิ้นซาเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นดุดันกว่าเดิม “ในเมื่อเจ้ารนหาที่เอง งั้นข้าจะส่งเสริมให้ข้าไม่ใช่ติงเซิ้นซาที่พ่ายแพ้ต่อเจ้าในครั้งก่อนแล้วข้าได้ข้ามผ่านตัวเองในอดีตมาแล้ว ข้าจะให้เจ้า...”

 

        “พูดมาก!”

 

        ติงเซิ้นซายังไม่ทันพูดจบ หมัดของอันเจิงก็พุ่งเข้ามาแล้ว“มาสู้กัน”

 

        ติงเซิ้นซาหลบไปด้านข้าง จากนั้นก็แทงมีดไปที่หลังหัวอันเจิงร่างอันเจิงพุ่งหลบไปด้านหน้า มีดของติงเซิ้นซาจึงพลาดเป้าไป แต่พลังมีดยังคงเหลืออยู่มันฟาดลงบนแผ่นหินแข็งแรงที่พื้นจนกลายเป็นรอยยาว รอยผ่านั้นตรงเป็นระเบียบ

 

        “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ใช่คนเดิม เจ้าทนรอถูกข้าเหยียดหยามในเทศกาลใบไม้ร่วงไม่ได้งั้นข้าจะไว้หน้าเจ้าเอง”

 

        ติงเซิ้นซาหมุนตัว จากนั้นก็ยื่นมือคว้าไปด้านหน้า“ตอนนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ความแตกต่างระหว่างข้าและคนจนอย่างเจ้านั้นมีมากขนาดไหนต่อให้เจ้าจะลำบากมากเท่าไหร่ พยายามมากเท่าไหร่ ความแตกต่างของเราก็ยังไกลอยู่ดีข้าได้รับการสนับสนุนจากตระกูลทุกอย่าง แล้วเจ้าล่ะ? ไม่ใช่อาศัยโชคช่วยหรอกหรือ?สิ่งที่ข้ามี เจ้ามีหรือไม่?”

 

        เขาคว้าจับไปด้านหน้า นิ้วทั้งห้าก็มีพลังพุ่งออกมาพลังนี้แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนสามารถควบคุมได้ด้วยนิ้วมือ คนที่จะใช้กระบวนท่านี้ได้ต้องข้ามขอบเขตจุติสวรรค์ไปไกลแล้วเพราะต่อให้จะเป็นผู้ที่เพิ่งเข้าขอบเขตสุมารุก็ไม่อาจทำได้

 

        “ฝ่ามือมังกร!”

 

        หลังเสียงตะโกนของติงเซิ้นซาดังขึ้นพลังทั้งห้าส่วนก็กลายเป็นพลังสีเขียวอ่อนที่ยาวเหยียดมันพุ่งออกไปไม่ต่างจากเถาวัลย์ แล้วอ้อมไปทางด้านหลังอันเจิงอย่างรวดเร็ว

 

        เคยมีคนบอกว่า ระดับของผู้ฝึกพลังวัตรถูกแบ่งตามการควบคุมพลังออกเป็นสามอย่างอย่างแรกคือพลังที่มีรูปนั่นก็คือการนำพลังภายในออกมาแปลงเป็นพลังที่มีรูปและมองเห็นได้มีเพียงผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุเท่านั้นถึงจะทำได้หลังจากการมีรูปก็คือการไม่มีรูป หากผู้ฝึกพลังวัตรสามารถนำพลังภายในออกมาแปลงเป็นพลังล่องหนพลังการโจมตีก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และเมื่อถึงระดับพลังที่สูงอย่างแท้จริง การจะมีพลังที่มีรูปหรือล่องหนก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

 

        อันเจิงหมุนปลายเท้าเป็นวงกลมบนแผ่นหิน ทันใดนั้นแผ่นหินใต้เท้าที่เขาเหยียบก็กลายเป็นผุยผง

 

        “เจ้าไม่ใช่ติงเซิ้นซาคนเดิมแต่ข้ายังเป็นข้าคนเดิม”

 

        อันเจิงปล่อยหมัดออกไป ฟองอากาศระเบิดอยู่ตรงหน้าเขาไกลสามเมตรแล้วกระแทกเข้ากับพลังที่พุ่งเข้ามาจนกระจัดกระจาย

 

        หึ! ติงเซิ้นซาเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“ลูกไม้เก่า ๆ ไม่มีความก้าวหน้าเลยสักนิด! คนป่าที่ฝึกพลังด้วยตัวเองอย่างเจ้าจะเข้าใจคำว่ากระบวนวรยุทธ์รึ? ข้าอยากได้กระบวนท่าแบบไหนก็ได้แบบนั้นส่วนเจ้ากลับใช้เพียงกระบวนท่าเดิม จะสู้ข้าได้อย่างไร!”

 

        หลังพูดจบ พลังห้าสายก็กลายเป็นหนักแน่นรุนแรงกว่าเดิมพลังที่ราวกับเถาวัลย์อ่อนช้อยในตอนแรกกลับกลายเป็นหอกยาวห้าชิ้น

 

        “หอกเบญจสังหาร!”

 

        ติงเซิ้นซาผลักฝ่ามือไปด้านหน้าพลังที่เปลี่ยนรูปเป็นหอกก็พุ่งออกไปทันทีการโจมตีของหอกทั้งห้านี้ไม่ได้พุ่งเข้าไปในทิศทางเดียวกัน ราวกับพวกมันถูกควบคุมแยกกันแล้วผลัดกันพุ่งเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และดุดัน

 

        อันเจิงเอนตัวไปด้านหลังเพื่อหลบหอกเล่มแรกที่พุ่งเข้ามาถึงปลายจมูกทันใดนั้น หอกเล่มที่สองก็พุ่งตรงไปที่ขมับของเขา

 

        นิ้วทั้งห้าของติงเซิ้นซาขยับอย่างต่อเนื่องหอกทั้งห้าก็เคลื่อนไหวตาม หอกแต่ละเล่มว่องไวและแม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ นิ้วมือของเขาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยแต่ทว่าเร็วยิ่งกว่าการหลบของอันเจิงเสียอีก ดูแล้วเหมือนกับอันเจิงไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อยและถูกการโจมตีที่ประดุจดั่งอสรพิษเล่นงานจนต้องถอยไปด้านหลัง

 

        ไกลออกไปบนโรงน้ำชาไม่รู้ว่าตู้โซ่วโซ่วไปหาฆ้องมาจากไหน เขาเคาะเสียงดัง “เดินทางอย่าเดินผิดทาง ทุกคนดูนี่กันหน่อยข้าวางพนันข้างอันเจิง พวกเจ้า หากใครคิดว่าไม่เห็นด้วยก็มาพนันกับข้า”

 

        ทันทีที่ตะโกนออกไปก็มีกลุ่มคนมุงเข้ามาทันทีชาวเยี่ยนชื่นชอบการพนันมาก ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้คนก็มุงเข้ามาแล้ววางเงินไว้บนโต๊ะกว่าหนึ่งร้อยคนแล้ว

 

        “ข้าพนันข้างอันเจิงยี่สิบตำลึง!”

 

        “ข้าพนันข้างติงเซิ้นซาหนึ่งร้อยตำลึงเห็นได้ชัดว่าพลังเขาถึงขอบเขตสุมารุแล้ว อันเจิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”

 

        “ข้าก็พนันข้างติงเซิ้นซา ผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุอยากจัดการอันเจิงที่มีพลังในขอบเขตจุติสวรรค์มันเป็นเรื่องง่ายราวกับปอกกล้วย”

 

        กู่เชียนเยว่ยืนตะโกนแล้วชี้ไปที่ชวีหลิวซี“ไม่ต้องรีบ ๆ แบ่งเป็นสองแถว เดิมพันว่าอันเจิงชนะมาเข้าแถวทางนู้น เดิมพันว่าติงเซิ้นซาชนะมาเข้าแถวทางข้านี่!”

 

        เพียงไม่นานอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางก็รู้เรื่องนี้คนจำนวนมากวิ่งออกมาจากสำนัก ต่างก็มองกันอย่างตกตะลึง

 

        กลุ่มนักพนันที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้รู้สึกโมโหทันทีในใจคิดว่าทำไมไม่ตีกันตั้งแต่แรก

 

        ชายกำยำที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้จนหน้าแดงบั้นท้ายยังมีรอยถูกฟาด เขามองแล้วตะโกนไปยังตู้โซ่วโซ่ว “เจ้ามานี่หน่อยกระเป๋าข้ามีเงินอยู่ ลงเดิมพันให้ข้าด้วย”

 

        ฉางฮวันและอาจารย์คนอื่น ๆรีบก้าวออกมาด้านนอก และเห็นว่าอันเจิงตีกับติงเซิ้นซาอยู่ สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที

 

        “ไม่เหมาะสม!”

 

        อาจารย์คนหนึ่งพูดด้วยความโมโห“อันเจิงคนนี้เหลวไหลจริง ๆ ออกมาก่อเรื่องข้างนอกอีกแล้ว!”

 

        อาจารย์อีกคนพูดขึ้น“นี่ก็ไม่ใช่ความผิดอันเจิงนะ ติงเซิ้นซานั่นอัดอั้นความโมโหมาแก้แค้นอันเจิงไม่อย่างนั้นเขาจะออกจากสำนักต้าติงมาอยู่สำนักวรยุทธ์ชางของเราได้อย่างไร?เดิมทีปีนี้เขาก็สามารถเข้าประลองขั้นป๋าโกยได้แล้ว แต่กลับทิ้งโอกาสนั้นก็เพื่อมาล้มอันเจิงนี่แหละด้วยพลังในขอบเขตสุมารุที่เขามีในตอนนี้ การจะล้มอันเจิงก็ไม่ถือว่ายากแล้ว...เสียดายเดิมทีสำนักวรยุทธ์ชางยังอยากให้อันเจิงเป็นทหารพิเศษ ไม่ให้เขาลงคัดเลือก แต่รอให้ถึงเทศกาลใบไม้ร่วงค่อยให้เขาแสดงความสามารถจริงๆ ออกมา ตอนนี้มาตีกับติงเซิ้นซา เขาต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่แน่”

 

        อีกคนก็พูดขึ้น “ไปห้ามดีกว่าไม่อย่างนั้นอันเจิงไม่เพียงจะพ่ายแพ้ แต่ยังจะได้รับบาดเจ็บอีกด้วยเขาไม่มีทางล้มติงเซิ้นซาที่มีพลังในขอบเขตสุมารุได้แน่”

 

        “ช้าก่อน”

 

        ฉางฮวันโบกมือ “ปล่อยให้พวกเขาสู้กัน”

 

        เหล่าอาจารย์ชะงักไปพวกเขาต่างรู้ดีว่าฉางฮวันไม่ชอบอันเจิงในใจคิดว่าฉางฮวันคงจะใช้วิธีนี้มาสั่งสอนอันเจิง ให้ติงเซิ้นซาอัดอันเจิงจนบาดเจ็บวิธีนี้สามารถคลายความโมโหแล้วยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกด้วย

 

        “แบบนี้จะไม่ดีหรือไม่ ในเมื่อ...อันเจิงเป็นนักเรียนที่ใต้เท้าเฉินชื่นชอบ”

 

        สีหน้าฉางฮวันเปลี่ยนไปทันที “ข้าบอกให้ปล่อยพวกเขาสู้กันไม่ได้ยินรึ”

 

        เหล่าอาจารย์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

 

        ติงเซิ้นซาเห็นอันเจิงหลบตลอดจึงนึกรู้ว่าอันเจิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตัวเองแน่แล้วเขายิ่งเปลี่ยนท่าทีเป็นได้ใจมากขึ้น “ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วเจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า? พวกเจ้าลูกคนจนที่มาจากป่าเขาคิดจริงหรือว่าเข้ามาในเมืองฟางกู้แล้วจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าได้? คนอย่างเจ้าอยากมาแย่งตำแหน่งในอนาคตกับพวกข้าเจ้ามีสิทธิ์อะไร? ที่ข้าแพ้เจ้าก่อนหน้านี้เพราะข้าไม่เคยเห็นเจ้าอยู่ในสายตาตอนนี้จะทำให้เจ้ารู้ว่าอะไรคือความแตกต่าง!”

 

        นิ้วมือทั้งห้าของเขาขยับตลอดเวลาการโจมตีของหอกทั้งห้าก็แลดูน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

        อันเจิงถอยไปด้านหลังหอกทั้งห้าพุ่งเข้ามาและปักลงบนพื้นตรงหน้าของอันเจิง บนพื้นเต็มไปด้วยรูและเศษดินที่กระจายออกไป

 

        ดูแล้วอันเจิงไม่มีจังหวะจะโต้ตอบเลยด้วยซ้ำผู้คนที่เดิมพันข้างอันเจิงเริ่มรู้สึกเสียใจ เดิมทีแถวที่ยืนข้างชวีหลิวซียาวมากแต่ทว่าตอนนี้ก็เปลี่ยนใจไปทางกู่เชียนเยว่เกือบหมดแล้ว

 

        ทว่ากู่เชียนเยว่กลับไม่โกรธ

 

        อันเจิงหลบช้าไปหอกยาวพุ่งเข้ามาปักที่ชายเสื้อของอันเจิงจนแทบจะได้รับบาดเจ็บ ครั้งนี้ผู้คนที่เดิมพันว่าอันเจิงชนะ เริ่มกรูไปทางกู่เชียนเยว่กันหมด

 

        “วรยุทธ์ในฝ่ามือข้า ชาตินี้เจ้าคงไม่มีโอกาสเจอมากนัก”

 

        มืออีกข้างของติงเซิ้นซายกขึ้นแขนเสื้อเขาราวกับใบพัดที่เต็มไปด้วยลม “พลังลม!”

 

        หลังจากเสียงตะโกนพลังลมที่รวมกันอยู่ในแขนเสื้อพุ่งออกมา นี่เป็นพลังที่ดุร้ายและรุนแรงอย่างมาก พลังลมพุ่งออกไปยังอันเจิงแผ่นหินบนพื้นที่พลังลมพัดผ่านถูกทำลายจนแตกเป็นทาง

 

        นิ้วมือทั้งห้าของติงเซิ้นซาเคลื่อนไหวตามพลังลมไปหอกทั้งห้าพุ่งเข้ามายังอันเจิงอีกครั้ง

 

        ไม่ว่าอันเจิงจะหลบไปด้านหลังหรือด้านข้างก็ไม่มีโอกาสให้หลบได้อีกแล้ว

 

        “ตายซะเถอะ!”

 

        ติงเซิ้นซาตะโกนด้วยแววตาที่แดงก่ำราวกับกำลังระเบิดโมโหออกมา

 

        อันเจิงมองพลังลมที่กำลังพุ่งเข้ามาจากนั้นก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไป “จะเทียบกระบวนท่ารึ?”

 

        นิ้วมือข้างซ้ายทั้งห้าของอันเจิงเคลื่อนไหวพร้อมกันพลังที่ราวกับดาบยาวก็ปรากฏขึ้น จากนั้นก็ฟันหอกทั้งห้าของติงเซิ้นซาหักทันที พลังลมขนาดเล็กเท่ากำปั้นพุ่งออกไปจากมือขวาของอันเจิงแล้วปะทะเข้ากับพลังลมของติงเซิ้นซา

 

        “เจ้าใช้วิชาอะไร ข้าก็จะใช้วิชานั้น”

 

        อันเจิงเก็บนิ้วมือทั้งห้า จากนั้นมีดยาวก็หายไปพลังของเขาจับพลังของติงเซิ้นซาเอาไว้ จากนั้นก็เหวี่ยงหอกทั้งห้าคืนกลับไปยังติงเซิ้นซาด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า

 

        ส่วนพลังลมของอันเจิงชนเข้ากับพลังลมของติงเซิ้นซาอย่างจังคลื่นพลังซัดออกไปรอบด้าน กำแพงทั้งสองด้านพังครืนลงทันที

 

        พลังลมของติงเซิ้นซาใหญ่กว่าแต่กลับถูกพลังลมของอันเจิงกระแทกจนกระเด็นออกไป จากนั้นพลังลมขนาดเล็กก็พุ่งเข้าไปตรงกลางอกของติงเซิ้นซา

 

        สีหน้าของติงเซิ้นซาเปลี่ยนไปทันที“เป็นไปได้อย่างไร!”

 

        นิ้วมือของเขายังขยับไปมา แต่ทว่าพลังของเขาถูกอันเจิงทำลายไปแล้วเขาจึงไม่สามารถควบคุมได้อีก

 

        เขาเก็บมือทั้งสองข้างกลับมาและชูมือหนึ่งขึ้นกลางอากาศดาบยาวที่มีลำแสงเปล่งประกายไปทั่วปรากฏขึ้นในมือเขา “เปิดออก!”

 

        ดาบยาวตัดขาดพลังลมของอันเจิง ทำให้พลังลมกระเด็นไปอีกทางจากนั้นก็ฟันหอกยาวทั้งห้าจนหัก “เจ้าก็มีวิชานี้เหมือนกันรึแต่เจ้ามีอาวุธอย่างข้าหรือไม่!”

 

        เขาเพิ่งตะโกนจบก็เห็นอันเจิงปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้วมือขวาอันเจิงถือก้อนอิฐที่ดึงออกมาจากกำแพง “อาวุธกับผีสิ!”

 

        ตูม!

 

        ก้อนอิฐนั้นฟาดเข้าไปที่หน้าผากของติงเซิ้นซาเพียงครู่เดียวบนหน้าผากก็มีเลือดสาดกระจาย ราวกับดอกไม้สีแดงสดที่ร่วงลงพื้น

 

        ครั้งนี้อันเจิงตีติงเซิ้นซาจนเซถอยไป ไม่รอให้เขาตั้งตัวก้อนอิฐนั้นก็พุ่งเข้ามาเป็นครั้งที่สอง แต่ทว่าครั้งนี้รุนแรงกว่าเก่า!

 

        ปัง!

 

        ก้อนอิฐแตกกระจายบนหัวของติงเซิ้นซาจากนั้นก็เป็นเลือดที่สาดกระจายตามมา