ภายในห้องของปรมาจารย์หลิง
“สหายน้อย เชิญนั่งก่อน” ปรมาจารย์หลิวซิงรีบเชื้อเชิญเฟิ่งหยูกับเซี่ยวเซียวไปยัห้องค้นคว้าที่ชั้นสามทันทีหลังจากการทดสอบเสร็จสิ้น
“ข้าขอถามได้หรือไม่ผู้ใดกันที่เป็นอาจารย์ของสหายน้อย?” ชายชราถามออกมา
“เป็นท่านปู่ข้าเอง” เฟิ่งหยูพูดออกไป
เฟิ่งหยูยังเป็นรุ่นเยาว์อยู่เขามีความรู้ทางด้านการปรุงยาที่ลึกซึ้งขนาดนี้สามารถหลอมโอสถได้ระดับนี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่ปรมาจารย์หลิวซิงค้นหาเจอมีหรือเขาจะไม่ถนุถนอมดั่งไข่ในหินปรมาจารย์หลิวจึงได้ถามคำถามมากมายเพื่อเป็นการทดสอบระดับความสามารถของเฟิ่งหยู
เฟิ่งหยูตอบคำถามทั้งหมดของปรมาจารย์หลิวทั้งหมดอย่างสงบนิ่งจากการพูดคุยกันมาเรื่อย ๆ หน้าที่ในการพูดนำได้เปลี่ยนมาที่เฟิ่งหยูบางครั้งเขาถึงกับทำให้ปรมาจารย์หลิวกุมขมับจากการใช้ความคิดและสีหน้าของชายชราก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
ความอาวุโสนั้นไม่มีในการปรุงยา ใครที่มีความสามารถก็กลายเป็นอาจารย์ได้ในตอนแรกปรมาจารย์หลิวเรียกเขาว่า “สหายน้อย” มาตลอดซึ่งวางตำแหน่งของเขาไว้สูงกว่าแต่มันก็ได้เปลี่ยนคำใช้เรียกหลังจากพูดคุยกันมาสักระยะว่า “สหายนักปรุงยา”
“ข้าต้องการเงินทุนสักก้อนหนึ่ง ไม่ทราบว่าปรมาจารย์หลิวจะช่วยข้าได้หรือเปล่า”เฟิ่งหยูกล่าวออกมาพร้อมกับขวดโอสถจำนวนหนึ่ง
ปรมาจารย์หลิวหยิบขวดโอสถและเปิดออกมาดูถึงกับตะลึง เพราะแต่ละขวดเป็นโอสถระดับสี่เป็นจำนวนมากซึ่งในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง เพราะมีนักปรุงโอสถจำนวนน้อยยิ่งนัก
ปกติแล้วตำหนักโอสถสวรรค์ ก็รับซื้อโอสถจากนักหลอมโอสถอยู่แล้ว
“สหายน้อยรอสักครู่” ปรมาจารย์หลิวนำโอสถเดินจากไป
ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับยื่นแหวนมิติที่มีหินวิญญาณจำนวน 50,000 ก้อนให้กับเฟิ่งหยูปรมาจารย์หลิวดูท่าทางดีใจขึ้นมาทันทีที่เห็นรอยยิ้มของเฟิ่งหยูการที่สามารถทำอะไรให้กับเฟิ่งหยูได้แบบนี้ ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ทำให้เขายินดีอย่างมากเพราะในอนาคตข้างหน้าเฟิ่งหยูจะต้องก้าวหน้าล้ำตัวเขาไปอย่างแน่นอนปรมาจารย์หลิวซิงแค่คิดก็ยินดีปรีดายิ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรื่องนี้ถูกรู้เข้าโดยเหล่าตระกูลใหญ่อื่น ๆในอาณาจักร ทุกคนคงจะตายเพราะความอิจฉาเป็นแน่
จากการพูดคุยกันอยู่นาน เซี่ยวเซียวรู้สึกประหลาดใจขนาดปรมาจารย์หลิวซิงยังเรียกเฟิ่งหยูว่าสหายนางจึงตั้งใจแน่แน่วแล้วว่าจะเป็นผู้ติดตามของเฟิ่งหยูเพื่อขอให้เฟิ่งหยูช่วยบิดาของนางในใจของนางรู้สึกไร้คำพูดใดๆ ถ้าเหตุการณ์นี้ถูกเห็นโดยคนอื่นพวกมันคงจะตกใจจนตาถลนออกมาแน่คนที่มีสถานะสูงส่งเช่นนักปรุงโอสถระดับเจ็ดได้พูดคุยสนิทสนมกับเด็กชายตัวน้อย ๆคนหนึ่ง
“อื่ม งั้นข้าขอตัวก่อน” เฟิ่งหยูพูดออกไป
“ข้าจะไปส่งสหายเอง” หลิวซิงพูดอย่างรวดเร็ว
“ท่านปรมาจารย์หลิว ข้าขอติดตาม ปรมาจารย์เฟิ่งไปได้หรือไม่” จู่ ๆเซี่ยวเซียวกล่าวขึ้นมา ทำให้นักปรุงโอสถทั้งสองมองหน้ากันปรมาจารย์หลิวคิดอยู่ชั่วขณะและพูดออกไป
เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ที่จะติดตามสหายน้อยผู้นี้
“ข้าแน่ใจ ข้าจะตั้งใจศึกษาและรับใช้เขาอย่างเต็มความสามารถ”เซี่ยวเซียวกล่าวอย่างหนักแน่น ปรมาจารย์หลิวหันไปมองเฟิ่งหยู
เฟิ่งหยูนิ่งไปชั่วขณะ พอได้สติจึงพยักหน้าตอบปรมาจารย์หลิว
“เอาตามที่เจ้าต้องการแล้วกัน ข้าต้องรบกวนสหายน้อยแล้ว”
เฟิ่งหยูและเซี่ยวเซียวลงบันไดและออกจากตำหนักไปโดยมีปรมาจารย์หลิวซิงมาส่ง
“ตอนนี้เราจะไปไหนกัน ?” เซี่ยวเซียวถามเฟิ่งหยูหลังจากเดินออกมาสักครู่
เฟิ่งหยูยิ้มเล็กน้อยและพูดออกไป
“ข้าจะกลับตระกูลก่อน เจ้าก็ตามข้ามาละกัน” เฟิ่งหยูกล่าว
เมื่อกลับถึงบ้าน เฟิ่งหยูฝากเซี่ยวเซียวไว้กับมารดาของเขาส่วนตัวเขากับหานหลี่ผู้เป็นบิดาไปพบกับผู้นำตระกูลเมื่อเฟิ่งหยูไปถึงจึงได้ปรึกษากับผู้นำตระกูลและบิดาของเขา โดยขอให้ผู้นำตระกูลปิดบังเรื่องการหายจากอาการบาดเจ็บไว้ก่อนและเขาต้องการไปสร้างรากฐานที่เมืองหลวงของอาณาจักร ตอนแรกผู้นำตระกูลและพ่อของเขาคิดว่าเฟิ่งหยูคิดการณ์ใหญ่เกินไปแต่เมื่อเห็นสัญลักษณ์นักปรุงโอสถระดับห้าขั้นสูงสุดจึงต้องยอมทำตามที่เฟิ่งหยูต้องการ
โดยเฟิ่งหยูขอเวลาในการสร้างรากฐานให้กับตระกูลของเขากับผู้นำตระกูลและบิดาของเขาว่าจะใช้เวลาไม่เกิน1 ปี อย่างแน่นอน โดยขอให้ผู้นำตระกูลและบิดาของเขาช่วยกันคัดสมาชิกที่ยังจงรักพักดีเท่านั้นโดยก่อนกลับเขาได้มอบหินวิญญาณจำนวน 20,000 ก้อนให้กับผู้นำตระกูลไว้
หลังจากกลับมาจากการปรึกษากับผู้นำตระกูล เขากลับมานั่งคุยกับบิดาและมารดาของเขารวมถึงเซี่ยวเซียวด้วยเขาได้บอกถึงจุดประสงค์ของเขาให้แก่มารดาของเขาฟัง พร้อมกับมอบหินวิญญาณจำนวน10,000 ก้อนให้กับบิดาและมารดาของเขาด้วย
เมื่อเซี่ยวเซียวได้ยินว่าเฟิ่งหยูจะเดินทางไปเมืองหลวงของอาณาจักรนางดีใจเป็นอย่างมากนางจึงได้บอกเรื่องการตัดสินใจติดตามเฟิ่งหยูและเล่าเรื่องอาการบาดเจ็บของบิดาของนางให้เฟิ่งหยูฟังแต่นางไม่ได้บอกว่าบิดาของนางเป็นใคร เมื่อมารดาของเฟิ่งหยูได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ ของเซี่ยวเซียว จึงได้มองไปที่เซี่ยวเซียวพร้อมโอบนางเข้ามาสู่อ้อมอกนางรู้สึกสงสารเซี่ยวเซียวเป็นอย่างมากนางจึงเอ่ยกับเฟิ่งหยูให้ช่วยพ่อของเซี่ยวเซียว ซึ่งเฟิ่งหยูก็รับปากที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ใบหน้าของเซี่ยวเซียวแดงขี้นมาทันทีนางรู้สึกราวกับนางเป็นลูกสะใภ้ที่ได้พบกับพ่อตา แม่ยาย “เพ่ย”นางรีบโต้เถียงในใจทันที ทำไมนางถึงได้มีความรู้สึกแปลก ๆ แบบนี้กัน ?
รุ่งเช้าตรู่ของวันต่อมา......
เฟิ่งหยูออกเดินทางพร้อมกับเซี่ยวเซียวเพื่อไปเมืองหลวงของอาณาจักรเมฆาหวนทั้งสองใช้รถม้าในการเดินทาง ซึ่งในการเดินทางจากเมืองเมฆาหมอกไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรต้องใช้ระยะเวลาเดินทางกว่า 7 วัน